โลกวันนี้ 14 พฤษภาคม 2555 >>>
“นายจตุพรมีคดีหมิ่นฯติดตัวอยู่ จะกล้าเข้าไปปฏิญาณตนหรือ ถ้าเป็นผม ผมไม่กล้า แม้ผมจะไม่เชื่อว่านายจตุพรเป็นผู้พูดจาหมิ่นฯ แต่ก็ต้องเคลียร์ตัวเองก่อนแล้วค่อยรับตำแหน่งรัฐมน ตรี หากนายจตุพรเคลียร์ตรงนี้จบแล้วจะเป็นรัฐมนตรีสัก 8 ปีเลยก็ได้ ไม่เช่นนั้นกรณีนายจตุพรจะเป็นระเบิดเวลาให้นายกฯต้องหนักใจ เพราะทุกคนในสังคมจะถามว่าเผาเมืองแล้วได้เป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร”
นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า อาจส่งผลกระทบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายจตุพรยังมีคดีหมิ่นสถาบัน ทั้งยังไม่สามารถตอบสังคมได้ว่าเพราะอะไรพรรคจึงสนับสนุนให้รับตำแหน่งรัฐมนตรี และยังมีคนเก่งที่มาจากสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่กำลังจะพ้นโทษทางการเมืองอีก
กระแสต้าน “แดง”
กระแสต่อต้านนายจตุพรเป็นรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะก่อนที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามและแกนนำเสื้อแดงด้วยกันเอง โดยพยายามใช้วาทกรรมเย้ยหยันและเสี้ยมให้คนเสื้อแดงแตกแยกกันเองว่านายณัฐวุฒิใช้การต่อสู้ของมวลชนเสื้อแดงเพื่อเป็น “อำมาตย์เต้น” โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้ที่พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงกำลังเปราะบาง หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณชัดเจนในการสร้างความปรองดอง ซึ่งหมายถึงการ “เกี๊ยะเซียะ” หรือหย่าศึกกับระบอบอำมาตย์
ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่รอบคอบเพียงพอในการแต่งตั้งนายณัฐวุฒิ เพราะไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิมาประกอบการพิจารณาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 วรรคสี่ เนื่องจากระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552-พฤษภาคม 2553 นายณัฐวุฒิเป็นแกนนำ นปช. ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา แม้ยังมิได้มีคำพิพากษาก็ตาม
นักรบต้องมีบาดแผล
“พี่น้องประชาชนรู้ว่าผมเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต เพราะคนเสื้อแดงรู้ว่าผมไม่เคยทรยศในการต่อสู้ แม้กระทั่งจะต้องเสี่ยงต่อชีวิต”
นายจตุพรยืนยันกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีเพราะเป็น “โบนัส” ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ สัญญาไว้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการปล่อยข่าวความแตกแยกในกลุ่มคนเสื้อแดงบางคนที่ไม่พอใจ ขณะที่นายจตุพรยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะความรู้ความสามารถ และการทุ่มเททำงานรับใช้ประชาชน ซึ่งเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพราะเป็นคนเสื้อแดง ทั้งไม่ใช่เป็น “อำมาตย์” แต่วาทกรรมคำว่า “ไพร่กับอำมาตย์” เป็นการสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ สองมาตรฐาน ความอยุติธรรมที่คนในกลุ่มอำมาตย์ทำอย่างเดียวกับคนของไพร่ แต่คนของอำมาตย์ไม่มีความผิด ส่วนไพร่กลับมีความผิด
“ถ้าผมติดยึดกับคำว่ารางวัล ผมก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลนั้น แต่ผมไม่เคยแสวงหา...ผมถึงพูดตอนออกจากคุกว่านักรบทุกคน ไม่มีนักรบคนใดไม่มีบาดแผล เพราะถ้ารบจริงย่อมมีบาดแผล ฉะนั้นการมีบาดแผลของนักรบไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องตำหนิ แต่ว่าเขาเป็นนักรบ เขาจึงมีบาดแผล ทุกคดีความของผมเกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ทั้งสิ้น ไม่มีคดีใดเป็นเรื่องส่วนตัวเลย”
ต้องไม่ละเลยคนตาย-คนเจ็บ
แต่สถานการณ์ในขณะนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งที่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะทิ้งคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการ เพราะแทนที่จะเร่งค้นหาความจริงในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิตเพื่อเอาผิดกับ “ฆาตกร” และช่วยคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังออกมา แต่กลับมุ่งไปที่การ “เกี๊ยะเซียะ” แม้จะมีการ “เยียวยา” ด้วยเงินหลักแสนหลักล้านให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็เป็นคนละเรื่องกับการเอาคนผิดมาลงโทษ
แม้นายจตุพรจะไม่เชื่อว่าการปรองดองในขณะนี้เป็นการต่อรองเพื่อยอมความในคดีความต่างๆ โดยเฉพาะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีแกนนำเสื้อแดงคนไหนเอาความตายของประชาชนไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องที่ดินรัชดาฯเทียบไม่ได้กับคดีสั่งฆ่าประชาชนที่มีคนตายถึง 91 คน และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน ซึ่งมีโทษประหารชีวิต
“ฉะนั้นเรื่องนี้แค่เป็นข่าวที่ถูกนำมาเสี้ยมระ หว่างกัน เพราะวันนี้ยังไม่มีใครเห็นเลยว่าปรองดองกันอย่างไร เรื่องนิรโทษกรรมก็เป็นเพียงแค่ข่าว ไม่มีใครเห็นว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ผมก็พูดในหลักการว่าการดำเนินการอย่างไรจะต้องไม่ละเลยคนตาย คนเจ็บโดยมิชอบ เพราะคนสั่งฆ่าประชาชน โดยเฉพาะนายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ถูกประชาชนสั่งแจ้งความที่มีท่วงทำนองยโสโอหัง”
จุดยืนขบวนการเสื้อแดง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคำพูดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ให้นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามจากการสลายการชุมนุม เสียสละเพื่อการปรองดองนั้น เป็นเหมือนรอยร้าวที่ไม่มีใครรู้ว่าในที่สุดผลจะออกมาอย่างไร แม้นายจตุพรยืนยันว่าทั้งแม่น้องเกดและ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเข้าใจกันก็ตาม โดยเฉพาะพ่อแม่วีรชนที่ลูกต้องไปตายแล้วถูกฆาตกรเยาะเย้ยถากถางก็ต้องเจ็บปวดและมีสิทธิที่จะแสดงออก
แต่ปัญหาขณะนี้คือความรู้สึกของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งเห็นว่านโยบายปรองดองของพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรมากไปกว่า “การหย่าศึก” กับทุกฝ่ายให้เลิกแล้วต่อกัน แม้แต่การเอาคนผิดในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับกองทัพ โดยเฉพาะการรดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงไม่น้อยเกิดความสะเทือนใจ แม้จะเห็น ด้วยกับการปรองดอง แต่ไม่ใช่ลืมคนตาย ลืมคนที่ยังถูกขังอยู่ในคุกอีกนับร้อย รวมทั้งผู้ต้องหาคดีมาตรา 112
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวที่ต้องการให้คนเสื้อแดงตั้งพรรคการเมืองหรือแยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทยเพื่อแสดงจุดยืนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่ข่าวปล่อยหรือข่าวเสี้ยม ซึ่งนายณัฐวุฒิและนายจตุพรก็ทราบดี แม้นายจตุพรยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกับพี่น้องคนเสื้อแดงยังรักกันดี พ.ต.ท.ทักษิณก็ถือเป็นผู้ร่วมชะตากรรมกับคนเสื้อแดงที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เส้นทางของคนเสื้อแดงคือองค์กรภาคประชาชนที่ต่อสู้อย่างแข็งแรงในวันหน้า โดยมีพรรคการเมืองคือพรรคเพื่อไทย เหมือนการยืนสองขาที่เป็นคู่ขนานแต่มีอิสระระหว่างกัน แม้บางเรื่องอาจเห็นไม่ตรงกันบ้างก็สามารถคุยกันได้ ดีกว่าแยกกันเพื่อเปิดประตูให้ศัตรูได้รับชัยชนะ
“ผมเห็นด้วยกับการปรองดอง แต่ต้องไม่ละเลยกับความตาย ความบาดเจ็บ การสูญเสียของประชาชน นี่เป็นหัวใจหลักของการปรองดอง” นายจตุพร กล่าว
การขึ้นไปรับตำแหน่งเสนาบดีหรือร่วมอยู่ในคณะ รัฐมนตรีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยสวมหมวกแกนนำ นปช. สะท้อนชัดเจนว่า “สองขา” ระหว่าง ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำมวลชนนั้นอยู่ในร่างเดียวกัน
เส้นทางการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเป็นไปได้ 100% ไม่แตกต่างจากเส้นทางของ ส.ส. รุ่นน้องอย่างนายณัฐวุฒิที่ได้เป็นรุ่นพี่รัฐมนตรีไปก่อนหน้านั้นแล้วนั่นเอง
ตำแหน่ง “เสนาบดี” หรือ “รัฐมนตรี” จะสะท้อน ความเป็น “ไพร่ใฝ่อำมาตย์” หรือ “ไพร่หัวใจแดง”
ผลงานและเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อไพร่ขึ้นมามีอำนาจวาสนาจะลืมสิ่งที่เคยร้องตะโกนก้องฟ้าว่า “มีคนตายที่ราชดำเนิน มีคนตายที่ราชประสงค์ มีคนตายในเขตอภัยทาน” หรือไม่ ?
