โลกวันนี้ 14 พฤษภาคม 2555 >>>
บทบรรณาธิการของ “ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์” ในเว็บไซต์ pub-law.net ฉบับวันจันทร์ที่ 23 เมษายนถึงวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2555 ในหัวข้อ “50 ปีของการยอมรับอำนาจรัฐประหาร” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านการทำรัฐประหาร ซึ่งพยายามจี้ต่อมใต้สำนึก “ศาลฎีกา” ให้สร้างประวัติศาสตร์โดยไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหารเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ให้สิ้นซากจากประเทศไทยจริงๆ
เช่นเดียวกับ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ที่เขียนบทความ “ยกเลิกผล คตส. กลับหลักคำพิพากษาศาลฎีกา” ที่เรียกร้องให้ศาลฎีกากลับหลักคำพิพากษา “ยอมรับอำนาจรัฐประหาร”
และก่อนหน้านี้ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะสร้างประวัติศาสตร์ในคำวินิจฉัยส่วนตัวไม่ยอมรับการรัฐประหารมาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า “....หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป”
แต่ที่ ดร.นันทวัฒน์ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะปฏิเสธการรัฐประหารของศาลฎีกาอีกครั้ง คือ คดี “รถและเรือดับเพลิง” ซึ่งเป็นคดีที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 9 คน และได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน 12 คน เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งโดยผลของการรัฐประหารที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ แต่ คตส. ดำเนินไม่แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จึงส่งมอบคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่แต่งตั้งโดย คปค. ดำเนินการต่อ และยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปลายปี 2554
ดังนั้น กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิจารณาคดีรถและเรือดับเพลิงซึ่งส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ “คืน” ความถูกต้องของระบบการปกครองประเทศ “คืน” ระบบนิติรัฐให้กับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งด้วยการกลับหลักคำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ที่ “ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร” ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานในการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ขณะที่ช่วงเวลาเกือบปีที่ผ่านมา มีข้อเสนอหลายข้อเสนอเกิดขึ้นในสังคมไทยเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการล้มล้างผลของการรัฐประหาร การนิรโทษกรรมและล่าสุดคือข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด ข้อเสนอทุกข้อเสนอถูกคัดค้านจากหลายๆ ฝ่ายโดยมีพื้นฐานมาจาก “ความเกลียด” และ “ความไม่ไว้ใจ” ในองค์กรหรือบุคคลที่เสนอ เพราะไปมองว่าข้อเสนอทั้งหมดจะไปเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้พลาดโอกาสสำคัญที่จะแก้ปัญหาเรื่องของการรัฐประหารที่ศาลฎีกาได้เคย “ผูกเอาไว้” ในอดีต
“ผมมองว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้มีผู้กล้าทำรัฐประหารก็เพราะศาลฎีกาในอดีตได้เคยรับรองการรัฐประหารและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารเอาไว้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือปัญหาพื้นฐานของประเทศและเป็นปัญหาสำคัญที่ “ทำลาย” หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐประหารทุกครั้งไม่มีใครกล้าทำอะไรทั้งนั้นเพราะศาลฎีกาได้วางหลักเอาไว้แล้วว่า ผู้ทำการรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ วางหลักเอาไว้อย่างนี้บ้านเมืองเราจึงมีผู้กล้าทำรัฐประหาร ตอนปี พ.ศ. 2534 มีรัฐประหารบ้านเมืองก็ถอยหลังไปไม่รู้กี่ปี วุ่นวายกับรัฐธรรมนูญจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 เราก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีที่สุดมาแต่ใช้ไปได้ไม่กี่ปีก็เกิดรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวทิ้งอีก คณะรัฐประหารใช้อำนาจสารพัดอย่างเพื่อที่จะทำลายนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ก็เพราะ ผู้ทำการรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นั่นเองครับ ในส่วนของศาลเองไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ยอมรับเรื่องดังกล่าวไว้อีกในหลายคำพิพากษา”
แม้กระทั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 ก็ได้กล่าวเอาไว้ในตอนหนึ่งว่า คปค. มีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว การยืนยันตอกย้ำเรื่อง ผู้ทำการรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีโอกาส การรัฐประหารจึงถือเป็นความ “ชอบธรรม” ที่อำนาจตุลาการได้รับรองเอาไว้
วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นสถาบันเดียวที่จะ “คืน” ความถูกต้องให้กับประเทศไทยอีกครั้งด้วยการ “ปฏิเสธ” การใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร เพียงแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองปฏิเสธการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธการกระทำต่างๆ ที่เกิดจากหรือมีที่มาจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร เรื่องทุกอย่างก็คงคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะศาลเป็นที่เคารพของประชาชนอยู่แล้ว หากศาลวินิจฉัยว่าการรัฐประหารไม่ถูกต้องใครจะกล้ามาโต้แย้ง
จริง ๆ แล้วก็รู้กันอยู่ในใจทุกคนว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลฎีกาในอดีตเคยวางหลักไว้ว่า ผู้ทำการรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็เลยทำให้ทหารกล้าที่จะทำการรัฐประหาร ผู้เกี่ยวข้องก็เลยหลับหูหลับตาให้กับการรัฐประหารและเห็นดีเห็นงามไปกับการดำเนินการที่เป็นโทษกับคู่แข่งของตนหรือผู้ที่ตนไม่ชอบ เรียกง่ายๆ ว่า ยืมมือทหารมาฆ่านักการเมืองคู่แข่งนั่นเอง
ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวางหลักใหม่ว่า การรัฐประหารขัดต่อมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ผู้กระทำรัฐประหารต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตและหากจะแก้ปัญหาเรื่องการรัฐประหารให้เด็ดขาดได้จริงๆ ก็ขอให้รัฐสภาแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า ผู้ทำรัฐประหารไม่อาจได้รับการอภัยโทษ นิรโทษกรรมหรือล้างมลทินได้ ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม อยากดูเหมือนกันว่า “หน้าไหน” จะกล้าทำรัฐประหาร
อนาคตของระบอบประชาธิปไตย อนาคตของประเทศชาติจึงอยู่ในมือของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 9 ท่าน
