ศาลไต่สวนหาสาเหตุการตายอีก 3 ผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดนยิงตายในสวนลุมพินี เมื่อ 14 พ.ค.53 ด้านดีเอสไอประชุมทีมสอบสวนคดี 99 ศพ ติดตามความคืบหน้าการเก็บหลักฐาน และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม ยังเหลือค้างอีก 50 สำนวน หากสำนวนใดมีพยานหลักฐานเพียงพอบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งให้บช.น.สอบเพิ่มเติม แล้วส่งอัยการยื่นศาลไต่สวนต่อไป
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลไต่สวนคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ ผู้ตายที่ 1 นายประจวบ ศิลาพันธ์ ผู้ตายที่ 2 และนายสมศักดิ์ ศิลารัตน์ ผู้ตายที่ 3 ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนลุมพินี ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553
นางน้อย ศิลาพันธ์ อายุ 48 ปี ภรรยานายประจวบ ผู้ตายที่ 2 เบิกความโดยสรุปว่า จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตั้งแต่ปีพ.ศ.2542 มีลูกด้วยกัน 1 คน เป็นผู้ชายอายุ 3 ขวบ ก่อนเกิดเหตุสามีบอกว่าจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้บอกว่าทำงานที่ไหนอย่างไร ต่อมาวันที่ 14 พ.ค.2553 น้องชายของสามีโทรศัพท์มาแจ้งว่า สามีถูกยิงเสียชีวิตแล้ว จึงพยายามติดต่อญาติของสามี จนกระทั่งวันที่ 27 พ.ค.2553 ญาติสามีนำศพกลับไปทำพิธีที่ จ.ยโสธร ในตอนแรกยังไม่ทราบว่าสามีเสียชีวิตเพราะสาเหตุใด กระทั่งมาทราบจากรายงานการตรวจของแพทย์ แจ้งว่าถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างการชุมนุมที่สวนลุมพินี
ต่อมานายอำนาจ บุตรบุรี อายุ 42 ปี ญาติ ผู้น้องของนายประจวบ เบิกความว่าผู้ตายร่วมเป็นการ์ดนปช. ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ แล้ว ต่อมาทราบข่าวจากผู้ตายว่าจะเดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ด้วย ระหว่างการชุมนุมในวันที่ 9 เม.ย.2553 ผู้ตายเดินทางกลับบ้าน จ.ยโสธร จากนั้นเดินทางกลับไปร่วมชุมนุมอีกในวันที่ 18 เม.ย.2553 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกัน จนกระทั่งวันที่ 14 พ.ค.2553 เพื่อนการ์ดนปช.ของผู้ตายแจ้งว่าผู้เสียชีวิตแล้ว ญาติจึงนำศพกลับไปยัง จ.ยโสธร
"พยานไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมในวันเกิดเหตุด้วย เพียงแต่ได้ดูข่าวจากโทรทัศน์ และติดต่อพูดคุยกับผู้ตายทางโทรศัพท์ เคยเตือนผู้ตายว่าอย่าออกไปเดินบนถนน อย่าออกไปเป็นแนวหน้า และผู้ตายตอบว่าอยู่หลังเวที เหตุที่เตือนผู้ตายตอนนั้นเนื่องจากทราบข่าวว่ามีทหารถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2553" นายอำนาจเบิกความ
ผู้สื่อข่ารายงานว่า สำหรับญาติของนายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ ผู้ตายที่ 1 และญาติของนายสมศักดิ์ ศิลารัตน์ ผู้ตายที่ 3 ไม่มา ศาลจึงนัดไต่สวนพยานครั้งต่อไป วันที่ 4 ก.ย. เวลา 09.00 น.
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดี 99 ศพ ในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ว่าในวันที่ 4 ก.ย. จะเป็นประธานประชุมพนักงานสอบสวนคดี 99 ศพ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี หลังจากที่มอบหมายให้พนักงานสอบสวนแต่ละชุดลงพื้นที่เก็บหลักฐาน และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม หากพบว่าสำนวนชันสูตรพลิกศพใดมีพยานหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอ ที่บ่งชี้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะสรุปสำนวนส่งต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจ นครบาล เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม และส่งต่อให้อัยการคดีพิเศษส่งศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพต่อไป โดยในขณะนี้ยังเหลือสำนวนอยู่ที่ ดีเอสไอ 50 สำนวน
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. กล่าวว่า ส่งสำนวนให้อัยการไปแล้ว 33 สำนวน เหลือค้างอยู่ 7 สำนวน ในจำนวนนี้มีสำนวนคดี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกยิงบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน ลุมพินี เมื่อวันที่ 13 พ.ค. และเสียชีวิตในวันที่ 17 พ.ค.2553 ทางพนักงานสอบสวนจะเร่งสอบสวนให้เสร็จสิ้นตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อนุชัยนำข้อมูลสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพทั้งหมดให้ พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รองผบช.ภาค 1 ปฏิบัติราชการ บช.น. ดูแลแทน คาดว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. จะมอบหมายให้ พล.ต.ต.ชยุตดูแลงานด้านกฎหมายและสอบสวนต่อไป เนื่องจาก พล.ต.ต.อนุชัยจะเลื่อนขึ้นเป็นผบช.ภาค 4 ในเดือนต.ค.นี้
