“นิรโทษกรรมผู้กระทำผิด / ล้างมลทินผู้บริสุทธิ์” : รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร



ทีมข่าว นปช.
20 กุมภาพันธ์ 2556



นิรโทษกรรมผู้กระทำผิด / ล้างมลทินผู้บริสุทธิ์
กฎหมายปรองดองประชาชนกับอำนาจรัฐของประชาชน
รองศาสตราจารย์  ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

ผู้เขียนติดตามข้อเสนอแนวทางการปรองดองเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจรัฐกับการชุมนุมของประชาชนในช่วงรัฐบาลชุดต่าง ๆ ที่คาราคาซังอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาและเห็นด้วยว่าการสร้างความปรองดองด้วยวิธีการตรากฎหมายรองรับเป็นแนวทางที่สามารถพัฒนาสร้างภาวะปรองดองในวงกว้างต่อไปได้  และได้ดีกว่าการ “เกี้ยเซียะ” และ/หรือการบังคับปรองดอง
                                
 ข้อเสนอร่างกฎหมายของแต่ละกลุ่มเท่าที่ปรากฎควรแก่การพิจารณาและควรพิจารณาอย่างจริงจังรอบคอบว่าสมเหตุสมผลและทำได้ในทางปฏิบัติมากน้อยต่างกันเพียงใด
                                
 ผู้เขียนเสนอความเห็นเกี่ยวกับการร่างกฎหมายเพื่อการปรองดองของประชาชนต่อสมาชิกรัฐสภาผ่าน ดร. พีรพันธุ์  พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผ่านสำนักงานเลขาธิการของทั้งสองสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  โดยมีฐานความคิดที่สรุปมาจากรายละเอียดข้อเท็จจริงภาคสนามว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองที่มีความขัดแย้งและความรุนแรงเป็นองค์ประกอบเหตุการณ์นั้นอาจจำแนกได้เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำรุนแรงและประชาชนที่สถานการณ์บีบบังคับให้กลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามกฎหมาย   ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่จัดโดยแกนนำเสื้อเหลือง  เสื้อแดง  เสื้อหลากสี หรือเสื้อไม่ระบุสีกลุ่มอื่น ๆ ต่างก็มีองค์ประกอบของประชาชนสองแบบนี้รวมอยู่ด้วยกัน  แต่มีสัดส่วนมากน้อยต่างกันตามข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่ปรากฎ
                                
 การร่างและผ่านกฎหมายเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันทางการเมืองและชนักติดหลังทางกฎหมายให้แก่ประชาชนเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลักนิติธรรมอนุญาตให้ทำได้    และตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาซึ่งใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชนควรต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อผลประโยชน์ของชาติต่อไป
                               
หลักนิติธรรมอนุญาตให้สังคมออกกฎหมายงดเว้นโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดที่สังคมเห็นว่าสมควรงดเว้นโทษให้  กฎหมายดังกล่าวคือกฎหมายนิรโทษกรรม    การออกกฎหมายนิรโทษกรรมยังคงเป็นการยืนยันว่ามีการกระทำความผิดเรื่องนั้นเกิดขึ้นแต่สังคมเห็นว่าผู้กระทำผิดสมควรได้รับการงดเว้นไม่ต้องถูกลงโทษด้วยเหตุผลที่ต้องมีรองรับหนักแน่นเพียงพอ   ประชาชนผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากับแกนนำฝ่ายใดแล้วกลับต้องตกเป็นผู้กระทำผิดด้วยตนเอง  ผู้ร่วมกระทำผิดกับผู้อื่น  หรือผู้สนับสนุนการกระทำผิดของผู้อื่น เป็นประชาชนที่อยู่ในข่ายการนิรโทษกรรมหากสังคมเห็นว่ามีเหตุและผลเพียงพอที่จะงดเว้นการลงโทษให้  ผู้เขียนเห็นว่าประชาชนสามารถร่วมกันเรียกร้องตัวแทนของตนในรัฐสภาให้ร่างและผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้ประชาชนผู้กระทำผิดเหล่านั้น
                                
 การกระทำผิดของประชาชน (ทุกกลุ่มสี) ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องมีบทบัญญัติของกฎหมาย  4  ส่วนให้พิจารณา คือ (1) พรบ. ความมั่นคงฯ (2) พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ (3) ประมวลกฎหมายอาญา และ (4) กฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายจราจร  กฎหมายฟอกเงิน  ข้อผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการก่อการร้ายสากล  เป็นต้น  ความร้ายแรงของความผิดและระวางโทษตามข้อกฎหมายแต่ละเรื่องมีระดับหนักเบาต่างกันโดยพิจารณาได้จากจำนวนเชิงปริมาณของการลงโทษที่กฎหมายเรื่องนั้น ๆ กำหนด  ผู้เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมจึงควรยอมรับด้วยว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ทุกฐานความผิดเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ  ทั้งยังอาจกลายเป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐนิติธรรม  แทนที่จะเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามที่ต้องการ  สังคมไทยปัจจุบันจะต้องเสวนาหารือกันให้ครบถ้วนรอบด้านเพื่อสรุปขอบเขตของการกระทำผิดอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาว่าฐานความผิดใดเป็นฐานความผิดที่สมควรงดเว้นโทษให้แล้วจึงนำฐานความผิดนั้นไปตราไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรม
                                 
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังอาจจำแนกออกได้เป็นส่วนย่อยอีก 2 ส่วน คือ (1) ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีใด และสามารถใช้ชีวิตอิสระตามปกติหลังการชุมนุม  และ (2) ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกดำเนินการทางคดีโดยการใช้อำนาจรัฐ ; ประชาชนทั้งสองส่วนนี้ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายใดจึงไม่ต้องมีกฎหมายนิรโทษกรรมงดเว้นโทษให้เหมือนกลุ่มประชาชนที่กระทำความผิดข้างต้น  การร่างและผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมแต่เขียนข้อความคลุมเครือไปครอบคลุมบุคคลเหล่านี้ด้วยกลับกลายเป็นการตั้งฐานความคิดว่าประชาชนทุกคนในที่ชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมาล้วนเป็นผู้กระทำความผิด  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่ใช่เช่นนั้น    ประชาชนผู้บริสุทธิ์ส่วนที่สองนี้เป็นผู้ถูกคุกคามให้กลายเป็นผู้มีมลทินโดยผู้มีอำนาจรัฐที่ใช้ประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมของรัฐกล่าวหา  จับกุม  คุมขัง  และดำเนินคดีต่อประชาชน  จนอาจถึงขั้นการพิพากษาลงโทษไปบ้างแล้วบางส่วน  ประชาชนผู้บริสุทธิ์แต่ถูกอำนาจรัฐสร้างมลทินให้เหล่านี้ต้องการกฎหมายล้างมลทินให้การรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรทางกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และควรต้องถือเสมือนเป็นผู้ไม่เคยถูกกล่าวหาดำเนินคดีโดยรัฐในเรื่องนั้นเลย  รวมทั้งควรได้รับการเยียวยาจากรัฐตามระดับหนักเบาของมลทินที่ผู้ใช้อำนาจรัฐก่อให้เกิดแก่ชีวิตของพวกเขาและเธอ
                                
 ร่างกฎหมายเพื่อการปรองดองของประชาชนตามที่ผู้เขียนเสนอความเห็นนี้เป็นร่างกฎหมายที่ผู้เขียนเห็นว่าควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ริเริ่มและควรมีสาระบัญญัติทั้งส่วนที่เป็นการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดและส่วนที่เป็นการล้างมลทินให้ผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน  โดยเป็นกฎหมายที่มีขอบเขตครอบคลุมการกระทำของประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น  กล่าวคือ  ประโยชน์ของกฎหมายดังกล่าวนี้ไม่ครอบคลุมให้ประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐและไม่ครอบคลุมให้ประโยชน์แก่ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้จัดการชุมนุมหรือผู้เป็นแกนนำสั่งการเคลื่อนไหวการกระทำของประชาชนผู้ร่วมการชุมนุม
                                  
 สำหรับฐานความผิดอื่น ๆ ที่กฎหมายอาจไม่นิรโทษกรรมให้นั้น  ผู้เขียนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทุกกลุ่มและทุกสถานะ  ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป  แกนนำมวลชน  รวมทั้งผู้ใช้อำนาจรัฐที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยมีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับเพียงพอแก่เหตุ  ยังสมควรต้องได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติต่อไป  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าศาลควรแสดงให้สังคมเห็นการใช้ดุลยพินิจที่บ่งบอกถึงภาวะ “ความเท่าเทียมเสมอภาคทางกฎหมายที่รับรู้รูปธรรมได้” มากกว่าระดับที่เป็นอยู่ในช่วงที่ผ่านมา