ว่าที่ รมต. ป้ายแดง เราเป็นแค่ผู้เล่นในเกม

โพสต์ทูเดย์ 5 พฤษภาคม 2555 >>>




   "ถ้าผมไปยึดติดกับคำว่า รางวัล ผมก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลอันนั้น แต่ว่าผมไม่เคยแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างเรารู้ว่า เราได้ทำหน้าที่ ดังนั้นไม่ได้กลัวว่าสู้แล้วเราจะได้อะไร รู้เพียงแค่ว่าช่วงที่มีหน้าที่อะไรก็ตาม เราจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด"
ชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงมาแรงติดทุกโผ กับตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ในการปรับ ครม.”ปู 3” ที่จะถึงนี้ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับปากดังๆ จะชดใช้หนี้จตุพรโดยตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน พร้อมข่าวสะพัดว่า จะคั่ว เก้าอี้ รมช.มหาดไทย แน่
รัศมี “รัฐมนตรี” ในตัวจตุพรเปล่งปะกาย เพราะขณะเดินเข้าสภาเพื่อนัดสัมภาษณ์ ผู้คนต่างยกมือไหว้พรึบพรับผิดแผกกว่าแต่ก่อน จตุพร เปิดใจกับ โพสต์ทูเดย์ ทุกเรื่อง ในวันที่เขาใกล้ถึงเก้าอี้รัฐมนตรี ตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดที่เขาเคยเป็นมา

พร้อมเป็นรัฐมนตรีหรือยัง

คำถามนี้ มันกลายเป็นการตอบรับหรือแสดงความต้องการ เรื่องการปรับ ครม. เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ผมเองมีชื่อเป็นครั้งที่สาม ในรัฐบาลชุดนี้ที่มีชื่อ ฉะนั้นในฐานะที่เป็นคนการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งทำได้ทุกหน้าที่ ขณะเดียวกันความเป็นนักเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ทั้งสองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบร่วมกัน แต่ว่าการเป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ใช่เพราะเป็นคนเสื้อแดง แต่ว่า การเป็นรัฐมนตรีก็ต้องมีเรื่องความรู้ ความสามารถเช่นเดียวกัน กระทั่งการทุ่มเท ที่จะทำงานรับใช้ประชาชนแต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกฯ

ถ้ามีจตุพรอยู่ใน ครม. จะเป็นด้านบวกให้รัฐบาลอย่างไร

ผมเองถูกตรวจสอบมาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น ส.ส. กระทั่งเป็น ส.ส. สมัยที่แล้วทั้งสมัย ก็ทำหน้าที่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน และถือว่าการทำหน้าที่ในสภา ก็ทำอย่างครบถ้วน การจัดลำดับผู้อภิปรายในสภาที่มีสาระ ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในนั้น แต่ว่า การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย ผมก็มีจุดยืนชัดเจนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผมอยู่เบื้องหลังนักการเมืองมากมาย เป็นแกนนำการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2535 กระทั่ง 2553 ฉะนั้น ผมว่า ผมผ่านพบสิ่งต่างๆ มามากมาย และรู้ว่าการจะเป็นหรือไม่ได้เป็น ไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่ว่า จะต้องปฏิบัติหน้าที่ เพราะผมเป็นคนเสื้อแดงและจะต้องเป็นไปตลอดชีวิต แต่ว่าเมื่อเป็นรัฐมนตรี ผมก็ต้องทำหน้าที่ดูแลรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะนี่เป็นเป้าหมายสูงสุดของคนเสื้อแดง
หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า การที่ผมในฐานะคนเสื้อแดงเข้าไปแล้วจะมีปัญหากับส่วนอื่นหรือไม่ ผมว่า ไม่มีปัญหาเลย ความต้องการของคนเสื้อแดงต้องการให้เกิดความเสมอภาค ฉะนั้น ผมรู้ในบริบทดีว่าจะเป็นอย่างไร
บางคนเป็นห่วงว่า จะเป็นสายล่อฟ้ากับรัฐบาลชุดนี้หรือเปล่า ปัญหาว่า เรื่องอะไร เพราะอย่างที่บอก ที่ผ่านมามีการตรวจสอบผมอยู่แล้ว และก็ไม่มีเรื่องอะไรใหม่จากนี้ ผมไม่ได้มีเรื่องทุจริต เพราะไม่ได้มีโอกาสเป็นผู้บริหารแม้แต่เพียงครั้งเดียว ก็ทำหน้าที่ ส.ส. อย่างครบถ้วน

มองมุมกลับ จตุพรเป็นรัฐมนตรี จะสูญเสียมวลชนเสื้อแดงไหม

พี่น้องประชาชนรู้ว่า ผมเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต เพราะในชีวิตขณะต่อสู้ ผมก็เป็น ส.ส. อยู่แล้ว และผมเองก็ไม่เปลี่ยนว่า ตัวเองมีสถานะแล้วจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเป็นหรือไม่เป็นอะไร ผมก็เป็นจตุพร พรหมพันธ์ ฉะนั้น ตำแหน่งแห่งหนนั้นก็เป็นเรื่องสมมติ ดังนั้น จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้องเสื้อแดงดีมาอย่างไร ก็ยังจะดีกันตลอดไป ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนเสื้อแดงรู้ว่า ผมไม่เคยทรยศในการต่อสู้ แม้กระทั่งจะต้องเสี่ยงต่อชีวิต

40 คดี เพราะเป็นนักรบ ย่อมต้องมีบาดแผล

พ.ต.ท.ทักษิณ บอกต้องชดใช้หนี้บุญคุณจตุพร โดยให้เป็นรัฐมนตรี

การต่อสู้ที่ผ่านมา ชีวิตของผมเองแตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น ผมเป็นครูดอยอยู่ 3 ปี บางช่วงนอนในถ้ำ ตอนพฤษภาทมิฬ 2535 ผมก็ลงอย่างมือเปล่าทั้งที่ผมเป็นไม้สุดท้าย เป็นแกนนำหลักที่เป็นจุดชี้ชนะหลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับ แต่ผมก็กลับบ้านมือเปล่า ไม่เคยแสวงหาใดๆ ทั้งสิ้น เลือกตั้งไทยรักไทยปี 2544-2548 เวทีที่นายกฯทักษิณไปทุกที่ ผมก็เป็นชุดล่วงหน้า แทบจะไม่ได้เจอกับนายกฯทักษิณ แต่ผมก็ไปปราศรัยทั้งประเทศ และก็กลับบ้านอย่างตัวเปล่า มาสภาก็ต้องให้ ส.ส. รับรอง ถึงจะเข้ามาเจอพรรคพวกได้ ผมเป็นรองโฆษกพรรค วันหนึ่งไปปราศรัยแล้วไม่มีสถานะ คุณอดิศร เพียงเกษ ก็ไปคุยกับนายกฯทักษิณว่า จะได้แนะนำตัวถูก เลือกตั้งปี 2548 เสร็จ ก็ได้ตำแหน่งที่เล็กที่สุด ทั้งที่ผมปราศรัย 300-400 เวทีก่อนการเลือกตั้ง คือ ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ พร้อมกับทำหน้าที่รองโฆษกพรรค เนื่องจากไม่ได้เป็น ส.ส. คนเดียวในนั้น ก็มีเวลาทำอะไรมากกว่าอื่น
ตอนยึดอำนาจ ผมก็เป็นชุดแรก ที่ปักหลักสู้ ต่อมาก็ลาออก มาต่อสู้อย่างเต็มรูปแบบกับรัฐบาล สุดท้ายก็มาลงผู้แทน กว่าจะมาได้ลง ก็เป็นเรื่องความยากลำบาก แต่ในช่วงเป็น ส.ส. ตั้งแต่เป็นรัฐบาล กระทั่งพรรคถูกยุบ เปลี่ยนขั้ว ผมก็ทำหน้าที่หลักในสภา ในการตรวจสอบคดี 91 ศพ ผมอภิปรายเกือบ 4 ชม.
ถามว่า ความเหนื่อยยากมีไหม แต่ถ้าผมไปติดยึดกับคำว่า รางวัล ผมก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลอันนั้น แต่ว่า ผมไม่เคยแสวงหา ทุกสิ่งทุกอย่าง เรารู้ว่า เราได้ทำหน้าที่ ขณะนี้ผมยังต้องนั่งจัดรายการ 5 วัน ศุกร์-อาทิตย์ ก็ไม่เคยว่าง ยังเดินสายตามปกติ ดังนั้น ก็ไม่ได้กลัวว่า สู้แล้วเราจะได้อะไร แต่รู้เพียงแค่ว่า ช่วงที่มีหน้าที่อะไรก็ตาม เราจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด
ผมถึงพูดตอนออกจากคุกว่า นักรบทุกคน ไม่มีนักรบคนใด ไม่มีบาดแผล เพราะถ้ารบจริงย่อมมีบาดแผล ฉะนั้น การมีบาดแผลของนักรบ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องตำหนิ แต่ว่า เขาเป็นนักรบ เขาจึงมีบาดแผล ทุกคดีความของผมเกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ทั้งสิ้น ไม่มีคดีใดเป็นเรื่องส่วนตัวเลยแม้แต่คดีเดียวจากจำนวน 30-40 คดี บางคดีโทษถึงประหารชีวิต ฉะนั้นชีวิตอยู่วันนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว เป็นหรือไม่เป็น ผมก็มีหมู่มิตร เพราะเขารู้ว่า ผมซื่อสัตย์ในการต่อสู้
ฉะนั้น สิ่งที่นายกฯทักษิณ ได้พูดผ่านก็เป็นการแสดงความรู้สึกในฐานะท่านเป็นผู้บังคับบัญชามา และก็ได้รับชะตากรรม ก็ย่อมรู้จิตใจ หลายคนเป็นนักการเมืองอาจจะมีความรู้สึกที่แสดงออกว่า ถ้าไม่ได้เป็นนั่นเป็นนี่ แต่ตลอดเวลา ผมไม่เคยแม้แต่เพียงครั้งเดียวว่า เมื่อไม่ได้ตำแหน่งใด แล้วผมจะต้องมีความรู้สึกและผมเองก็อธิบายกับพี่น้องคนเสื้อแดงด้วยซ้ำให้เข้าใจพรรคและรัฐบาล ฉะนั้น วันนี้ก็ยังทำหน้าที่นี้กันอยู่ เหมือน วัวงานที่ไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย แต่มนุษย์เรามันหนักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างผมกับนายกฯทักษิณ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีมาก และท่านก็จะมีเหตุผลความเข้าใจและผมเองก็ต้องทำหน้าที่อธิบายความสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ และที่สุด ท่านก็พูดกับพี่น้อง เพราะในสนาม ช่วงที่อยู่ในคุก 9 เดือนเป็นช่วงที่ยากลำบาก เพราะเขาคิดว่า เสื้อแดง เพื่อไทย จบแล้ว แต่เราก็พาฟื้นกันเข้ามา

ถ้าได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้หนี้จบหรือยัง

ไม่ใช่เรื่องการของใช้หนี้ แต่เป็นเรื่องการร่วมทุกข์สุข ชะตากรรมกันมากกว่า นายกฯทักษิณ กับ ผมไม่มีใครเป็นหนี้ใคร แต่ว่า เป็นคนที่มีความรู้สึกเดียว เพราะการต่อสู้ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะตายวันไหน ทั้งหมดคือ การรักษาความรู้สึก

เป็นนักรบประเภทไหน เสนาธิการหน่วยกล้าตายหรือไร

ผมเป็นได้ทุกอย่าง เพราะไม่ว่าในร่มหรือกลางแดด มันอยู่ที่เวลานั้นๆ ว่าสู้กันในสนามไหน เหมือนกับฟุตบอล 11 คนก็ต้องกลางแจ้ง ฟุตซอลก็ต้องในร่ม นี่ก็เหมือนกับ กีฬา แต่ในความหมายของผมก็คือ ว่า อะไรก็ได้ ไม่ว่าอยู่ในมุมใด แต่ขอให้มีจิตใจของการต่อสู้ คือ ตำราการต่อสู้ พิชัยสงคราม สามก๊ก อ่านกันมาทุกคน แต่เราเป็นผู้เลือกชีวิต

กรณีมีข่าวกระแสต้านจาก นักการเมืองกลุ่มปทุมธานี เพราะกลัวจะมาเป็น รมช.มหาดไทย แทน ชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.ปทุมธานี

ผมก็นายชูชาติรักกัน และชูชาติกับพี่น้องปทุมก็มาร่วมต่อสู้กับพี่น้องเสื้อแดง เราก็รักกัน เหมือนนักฟุตบอลอยู่ที่โค้ชว่า ช่วงไหนจะให้ใครลงสมัคร ผมเองไม่เคยแสดงความต้องการว่า จะต้องไปนั่งที่แทนนายชูชาติ แต่เมื่อปรากฎตามข่าวที่เป็นการวิเคราะห์ เราก็ยังได้เจอกัน เรารักกัน ฉะนั้น มันไม่ได้มีปัญหาใครจะมาแย่งเก้าอี้ หรือ ใครจะมาจัดกลุ่มเพื่อต้านใคร และผมก็บอกว่า อย่าให้เกิดปรากฎการณ์คนมาสนับสนุนผม แบบนั้น มันก็จะกลายเป็นอีกเรื่อง ซึ่งไม่ควร เพราะทั้งผมและคุณชูชาติ ก็ไม่อยู่ในฐานที่จะเลือก เราต่างเป็นฝ่ายที่ถูกเลือก เราคือนักกีฬา ผู้เล่น ครึ่งแรก ครึ่งสองใครลง เป็นเรื่องปกติของกีฬา เราเป็นนักการเมืองเรารู้ว่า เรื้องอย่างนี้ นักการเมืองจะเข้าใจกัน

3 ปัจจัย อยู่ยาว อย่าหลงฟ้า เหลิงอำนาจ

รัฐบาลมีแนวโน้มอยู่ 4 ปีหรือไม่อะไรเป็นปัจจัยให้อยู่สั้น อยู่ยาว

ลำพังนักการเมืองด้วยกันในพรรคประชาธิปัตย์ คว่ำรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ องค์กรขับเคลื่อน ที่ปรากฏอยู่เวลานี้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ สามารถประคับประคองไปได้ คนเสื้อแดง ก็ยังเป็นผนังทองแดงกุญแจเหล็กให้กับรัฐบาลชุดนี้ภายใต้เงื่อนไข
1. รัฐบาลต้องไม่มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น
2. ไม่ลุแก่อำนาจ
3. ต้องนำนโยบายทุกข้อมาปฏิบัติ ระยะสั้นยาวในการไขปัญหาให้กับประชาชน
ฉะนั้น ในการแก้ปัญหาประชาชน ครบถ้วน เมื่อรัฐบาลทำครบ 3 อย่าง องค์ประกอบหลังพิงพี่น้องประชาชน คนเสื้อแดงพร้อมเคียงข้างและเราก็เคียงข้างกันอย่างมีความสุข
ผมเปรียบว่า สิ่งที่นักบินกลัวมากที่สุดคือสว่างจนมองไม่เห็น มืดจนมองไม่เห็นไม่น่ากลัวเท่ากับ สว่างจนมองไม่เห็น มืดสักพักเราพอจะมองเห็นในความมืดได้บ้าง แต่สว่างจนมองไม่เห็น ที่นักบินเรียกว่า หลงฟ้า เรดาร์ไม่มี หน้าสว่าง หลังสว่าง ข้างสว่าง หันไปทางไหนก็สว่าง จนมองไม่เห็น เพราะมองทุกอย่างสว่างไปหมด อันนี้น่ากลัวมากกว่า เป็นเรื่องที่ต้องรับฟัง และต้องไม่รำคาญกับความเห็นที่แตกต่าง แล้วต้องไม่รำคาญต่อการแสดงออกของประชาชน และต้องไม่ปราบ ปรามประชาชนอย่างที่ผ่านมา คือการแก้ไขปัญหาประชาชนให้มองที่เบื้องหน้าไม่ต้องสนใจเบื้องหลัง เบื้องหน้าได้รับการแก้ไขไปแล้ว เบื้องหลังก็อยู่ไม่ได้ เราผ่านมาทั้งนั้น
ผมเชื่อว่าท่วงทำนองของนายกฯ ที่เดิมฝ่ายค้านมองเห็นว่าจุดอ่อน เพราะว่าท่านไม่ไปตอบโต้กับพรรคประชาธิปัตย์ ความอดทนของนายกฯ กลายเป็นเสน่ห์ ซึ่งที่บอกว่าจุดอ่อนก็กลายเป็นจุดแข็ง แต่องคาพยพอื่น ๆ ก็ต้องทำหน้าที่ในการอธิบาย เราเป็นทะเล อย่างไรแม่น้ำก็ไหลลงทะเล อาจจะช้าหน่อย

พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีโอกาสกลับประเทศเมื่อไร

เป็นเรื่องอนาคต และผมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบสถานการณ์ประเทศ ว่าเวลาไหน ควรจะดำเนินการอย่างไร ให้เวลาและสถานการณ์เป็นตัวกำหนด

ไม่ได้ปัญหากับ พล.อ.เปรม “อำมาตย์-ไพร่” แค่วาทกรรมเปรียบเทียบ

ที่พูดกันว่า ถ้าได้เป็นรัฐมนตรี ก็เหมือนจาก แกนนำไพร่เป็นอำมาตย์คิดอย่างไรคำพูดนี้

ผมเป็น ส.ส. ถ้าเทียบราชการก็เป็น ซี 10-11 ....มันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งคำว่า “อำมาตย์” วาทกรรมคำว่า ไพร่กับอำมาตย์ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ สองมาตรฐาน ความอยุติธรรมว่าคนในกลุ่มอำมาตย์กระทำการอย่างเดียวกับ คนของไพร่ แต่คนของอำมาตย์ไม่มีความผิด แต่ไพร่ที่ทำอย่างเดียวกับอำมาตย์กลับมีความผิด
ฉะนั้น คำว่า อำมาตย์ไม่ใช่ว่า ผู้มีตำแหน่ง อย่างเป็น ข้าราชการหรือจะเป็นนักการเมือง คือ ไมได้พูดถึงสถานะความเป็นตำแหน่ง แต่พูดถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้นๆ

ไม่ได้พูดถึงตัวคน

ผมไม่ได้มีปัญหากับตัวบุคคลเลย ตัวบุคคลมีเกิด มีดับ แต่นี่มันเป็นสัจธรรมที่ผ่านมาว่า กระบวนการที่มันเกิดขึ้นและคนเสื้อแดงโตขึ้นมาทุกวัน เพราะมองเห็นปัญหาถึงความเหลื่อมล้ำ ฉะนั้น ไพร่ อำมาตย์ เป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ฉะนั้นเป้าหมายของเราไม่ใช่เป้าหมายของตัวบุคคล แต่เราต้องการสร้างความเท่ากัน ผมจึงบอกว่า ถ้าคนเสื้อแดงเท่ากับคนอื่น ก็เป็นความสุขและไม่ต้องการมากกว่า คนอื่น จะสังเกตว่า ตอนเราเยียวยา ก็ให้ทุกสี ฉะนั้น คนเสื้อแดงกว้างขวางพอ ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ว่า แต่งตัวกันอย่างไร แต่มันสะท้อนถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

แก้ตัวหรือเปล่า เพราะตอนเป็นแกนนำม็อบขับไล่ พล.อ.เปรม ออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี กดดันต่างๆ วันนี้ก็แปรเปลี่ยนไป

เรื่อง ผมกับ พล.อ.เปรม ผมพูดชัดเจนอยู่แล้ว และก็แสดงจุดยืนชัดเจน คือ ผมไม่ได้ปัญหาตัวตนกับ พล.อ.เปรม แต่เป็นเรื่องของหลักการ และผมก็พูดเสมอว่า วันที่ไปหน้าบ้านก็ไปเพื่อสอบถามจากข่าวที่คนพันธมิตรระบุว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลัง ถ้าวันนั้น พล.อ.เปรม ออกมาพูดเหมือนที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาตั้งคำถาม ทุกอย่างก็จบแล้ว คือ เราไม่ได้มองตัวบุคคล เป็นปัญหา ตัวบุคคล พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับเรา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักการที่ว่า ถ้าบ้านเมืองของเราจะเดินหน้าไปได้ หลักความเสมอภาคจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

การเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างอำมาตย์กับไพร่ ทำไมเมื่อ นปช. ได้เป็นรัฐบาล ถึงลดน้ำหนักในการพูดเรื่องนี้ลง

เราไม่ได้แผ่วลง แต่เป็นเพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนส่งรายชื่อ ในส่วนของครม.ก็ทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สุดประชาชนก็ทำหน้าที่เลือกสสร.และเสนอความเห็นผ่านสสร.ถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ ฉะนั้นนี่ก็เป็นเส้นทาง และถ้าวันหนึ่งมีใครมาโค่นล้มประชาธิปไตย เราก็มีความพร้อม

ตอนเคลื่อนไหวกดดัน พล.อ.เปรม นปช. ตรวจสอบเรื่อง กลุ่มทุนรุกที่ป่าสงวน เขาสอยดาว และพาดพิงยัง พล.อ.เปรม รวมถึง เรื่อง พล.อ.เปรม อาศัยที่บ้านพักข้าราชการไม่ถูกต้อง ทำไมไม่ตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว หรือเพราะสถานการณ์เปลี่ยน

ในการต่อสู้หลายปีที่ผ่านมา มีเป็นพันๆ เรื่อง และแต่ละเรื่องก็มีความคืบหน้าและได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนไปแล้ว ฉะนั้น ไม่ใช่ว่า วันนี้ไม่พูดเรื่องนี้ หมายความว่า เกี๊ยเซียะกันแล้ว มันเป็นคนละเรื่อง ซึ่งทุกๆ เรื่องก็ยังดำรงอยู่ แต่ละเรื่องก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้างในทางที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า การไม่พูดเรื่องใด ในเวลาหนึ่ง คือ การไปสมยอม มันจะไปเข้าใจอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่า บางเรื่องก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว บางเรื่องก็มีการแก้ไขไปแล้ว

เรายังยืนยันเรื่องตรวจสอบการรุกที่เขาสอยดาว

คดีความเขาก็เดินหน้าไป เวลานี้อัยการเขาสั่งไปที่ผู้ว่าจันทบุรี รอว่า ผู้ว่าฯ จะสั่งอะไร

ทักษิณเมตตา เหมือนเนลสัน

พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า ต้องปรับโหมดสู่การปรองดอง ยกเลิกความขัดแย้ง นปช. พร้อมที่จะเดินตามอย่างไร

เนลสัน แมนเดลา สู้มาแล้วทุกรูปแบบ อาวุธ และ สันติวิธี เพราะฉะนั้นวันที่เขามีอำนาจ เขาพูดอย่างชัดเจนว่า วันที่เขามีอำนาจมากที่สุด จะเป็นวันที่เขามีเมตตามากที่สุด จะเห็นชัดเจนว่า เนลสันเข้าทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีวันแรก คนผิวขาวขนของออก เนลสัน เรียกประชุมให้มาทำหน้าที่ต่อ ชุด รปภ.ก็มีคนผิวขาวมาผสมร่วมกับคนผิวดำ ทั้งที่คนผิวดำไม่ไว้วางใจขณะนั้น แต่ว่าความที่คนผิวขาวในแอฟริกา เขาไม่ได้มีท่าทีเหมือนฆาตรกรในประเทศไทย คือ ในวันที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ละฝ่ายเขาก็พร้อมไม่ซ้ำเติมระหว่างกัน แต่ประเทศไทยฆาตรกรไปขัดขวางการเยียวยาของประชาชนทุกสีเสื้อ แสดงความอาฆาต เหมือนเปิดฝาโรงไปยิงซ้ำ ท่วงทำนองที่ผ่านมาไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใดๆ และอยู่ได้ด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรม ในการถ่วงรั้งกระบวนการยุติธรรมตั้งต้นในชั้นพนักงานสอบสวน
ท่วงทำนองที่เกิดการปรองดองในหลายประเทศ ประเทศไทยอาจไม่เหมือนประเทศอื่น เพราะความจริง เนลสัน แมนเดลา เขาต้องมีความเคียดแค้นเพราะเขาถูกขังอยู่ 7 ปี ในวันที่เขามีอำนาจ เขาผิวขาวเขาก็ไม่ได้มีท่าทีเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว กระบวนการปรองดองในแอฟริกาใต้จึงไปได้ แต่กรณีของประเทศไทย กลายเป็นว่าฝ่ายฆาตรกรก็รู้ว่า ถ้าบ้านเมืองปรองดอง เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตลอด เพราะหากบ้านเมืองสงบสุข เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่มีช่องว่างให้ใครคว่ำรัฐบาลประชาธิปไตยได้ หรือไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารกันได้อีก เพราะฉะนั้นอุปสรรคขัดขวางเรื่องการปรองดองก็จะอยู่ ที่ฝ่ายค้านเป็นหลัก ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นท่าทีของคนเจ็บปวด ซึ่งอาจจะเป็นชะตากรมคนละแบบกับเนลสันแมนเดลา
ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านก็แสดงความชัดเจนของท่านที่ไม่ต้องการจะกลับมาทวงทรัพย์สิน กลัวว่าท่านจะกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ ท่านก็บอกไม่เป็นแล้ว ท่านก็พูดชัดเจน วันนี้ท่านมองโลกเป็นประเทศ แต่ละวันไปประเทศนู้นประเทศนี้เหมือนเป็นจังหวัดไปแล้ว ท่านข้ามพ้น ผมมีโอกาสคุยส่วนตัวกับท่าน ท่านปราถนาที่จะเป็นที่ปรึกษาให้กับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รัฐบาลไทย เพราะประสบการณ์ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ พูดว่าพร้อมสูญเสีย ไม่กลับมารับตำแหน่งนายกฯ เพราะฉะนั้นเป็นการคิดอาจจะคล้ายเนลสัน แมนเดลลา วันที่ข้าพเจ้ามีอำนาจมากที่สุดคือวันที่ข้าพเจ้ามีเมตตามากที่สุด
ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่น เพราะรู้ว่าถ้า ปรองดองเขาจะต้องเป็นฝ่ายค้านตลอดชีวิต แต่รัฐบาลนี้ได้มีมิติของการอภัยกับทุกฝ่าย การเยียวยาคือการแสดงความรับผิดชอบกับทุกฝ่าย ไม่เลือกหน้าตา สีเสื้อ เรื่องคดีความผมไม่ติดใจทหาร เพราะทหารถูกสั่งโดยนักการเมือง ผมติดใจอยู่สองคน สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องถูกดำเนินคดีและผมก็ไม่ขัดข้องที่จะต้องถูกดำเนินคดี ไม่มีปัญหาอะไร

เราไม่เอาความตาย มาต่อรอง เอาผิดอภิสิทธิ์-สุเทพ ไม่ติดใจทหาร

ติดใจแค่ อภิสิทธิ์ กับ สุเทพ แต่เบื้องหลังคนอื่นอีกที่คนเสื้อแดงเคยออกมาพูด และเชื่อว่า มี ยังคาใจหรือไม่

ขณะนี้ความรับผิดชอบ คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ คนเป็นนายกฯ จะไปอ้างคนอื่นไม่ได้ คุณเป็นผู้นำลำดับที่หนึ่ง

การปรองดองขณะนี้ถูกวิจารณ์ว่า มีการต่อรองเพื่อยอมความในคดีความต่างๆ โดยเฉพาะของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ไม่มี เป็นไปไมได้ ปัญหาคือจะไปเกี๊ยะเซียะกับใครเพราะข้อเท็จจริงเรื่องการเยียวยา ก็ไม่มีการต่อรอง เป็นไปตามระบบ เป็นไปตามขั้นตอนที่มีระเบียบปฏิบัติ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาไม่มีแกนนำคนไหน เอาความตายของประชาชน ไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ ของตัวเอง
คดีของนายกฯทักษิณ เรื่องซื้อที่ เปรียบเทียบไมได้เลยกับคดีสั่งฆ่าประชาชน อันนี้ 91 ชีวิต บาดเจ็บ 2 พัน โทษประหารชีวิต ฉะนั้น เรื่องนี้แค่เป็นเรื่องข่าวที่ถูกนำมาเสี้ยมระหว่างกัน เพราะวันนี้ยังไม่มีใครเห็นเลยว่า ปรองดองกันอย่างไร เรื่องนิรโทษกรรมก็เป็นเพียงแค่ข่าว ไม่มีใครเห็นว่า ท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ผมก็พูดในหลักการว่า การจะดำเนินการอย่างไร จะต้องไม่ละเลย คนตาย คนเจ็บ โดยมิชอบ เพราะ คนสั่งฆ่าประชาชน โดยเฉพาะนายกฯ และรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ถูกประชาชนสั่งแจ้งความ ที่มีท่วงทำนองยะโสโอหัง

คิดอย่างไรที่ เสื้อแดงบางส่วนมองว่า เหตุที่ นปช. ยอมปรองดอง ก็เพื่อแลกกับการให้ทักษิณ กลับบ้าน ทั้งที่กำลังเสื้อแดงกำลังแข็งแกร่งและกดดันฝ่ายอำมาตย์ได้แล้ว

ถ้าอยู่แบบไม่ไว้วางใจกัน วันหนึ่งวันใดก็จะต้องเข่นฆ่า ประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครจะเป็นผู้ขัดขวางการปรองดอง ก็จะกลายเป็นปัญหา แต่การปรองดองด้วยหลักการอะไร นี่เป็นเรื่องที่ต้องว่ากัน ความเห็นผม ผมเห็นด้วยกับการปรองดอง แต่ต้องไม่ละเลยกับความตายความบาดเจ็บการสูญเสียของประชาชน นี่เป็นหัวใจหลัก ปรองดองต้องพูดคุยกัน เราดูหนังประวัติศาสตร์ถอยไป 300-400 ปี สงครามก็มีการพูดคุยกับ รบกันไปเจรจากันไป เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ทุกประเทศ ในชาติบ้านเมืองตอ้งจัดให้มีการพูดคุยเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า
ผมเองไม่ปรารถนาความตายอีกแล้ว ผมอยู่กับความตายมาสองครั้งใหญ่ เพราะฉะนั้น ขณะนี้อะไรก็ได้ ที่หยุดความตาย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความ

นิรโทษกรรม เรื่องที่ยังมาไม่ถึง

แม้ว่า คดีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 2553 ส่งศาลไปพิจารณา แต่สุดท้ายก็นิรโทษกรรมคดีหลัง 19 ก.ย. 2549 หมด ก็เท่ากับเอาผิดใครไม่ได้

ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งที่ปรากฏอย่างนี้ เป็นเพียงแค่ความคิดเห็น อีกฝ่ายอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้โอกาสนี้มาเสี้ยม อย่างเสี้ยมแม่ของน.ส.กมลเกด เพราะฉะนั้นวันนี้เขารู้เท่าทัน วันนี้ยังไม่มีใครเห็นความชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องแต่ละราวเป็นไง คิดไง จินตนาการกันไป แต่ท้ายที่สุด ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดความชัดเจน ทุกคนปรารถนาให้ประเทศเดินหน้า ขณะเดียวกันความตายของประชาชนต้องมีความรับผิดชอบ

แต่นิรโทษกรรมแล้วทุกอย่างจบกันเลยนะ

วันนี้เรายังไม่ได้พูดถึงกรณีนี้ เป็นเพียงแค่ เหตุการณ์ของบ้านเมืองไม่ถึงเวลา ก็อาจไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่เคยมีสูตรสำเร็จว่าอะไรไปแล้วจะต้องเป็นอย่างนั้น ผมไม่อยากสรุปก่อน

ถ้าอย่างนั้น ถามล่วงหน้า วันหนึ่งมีการนิรโทษกรรมกันจริง ไม่มีการเอาคนผิดมาลงโทษ จตุพร และ แกนนำจะทำอย่างไร

เรื่องนี้ยังมาไม่ถึง ถ้ามาถึงวันนั้นจะได้มีการพูดเรื่องนี้กัน แต่เราไม่อยากพูดในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะมันอาจจะไปไม่ถึงก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าพูดถึงส่งที่ยังเป็นไปไม่ได้ขณะนี้ หลักการ คือ คนสั่งฆ่าประชาชน จะต้องถูกดำเนินคดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่เรายังไม่เห็น จึงไม่กล้าวิจารณ์

ถ้านิรโทษกรรมให้อภิสิทธิ์ และ สุเทพ ด้วย เสื้อแดงจะไม่คัดค้านใช่ไหม

ขณะนี้ยังไม่ถึง นี้เป็นหลักการ อย่าไปสันนิษฐานในสิ่งที่ยังไม่เกิด เพราะผมเชื่อว่า บางทีต้องให้ฝนตกก่อน จะได้ประเมินได้ว่า น้ำท่วมหรือไม่

ได้โทรหาแม่น้องเกดหรือยัง

กับผมดีกัน ได้คุยกัน ผมเองเข้าใจว่าใครไม่เป็นพ่อแม่วีรชนที่ลูกต้องไปตาย แล้วฆาตกรมาเยาะเย้ยถากถาง เขามีสิทธิที่จะเจ็บปวด และผมเป็นคนที่บอกว่าแม่น้องเกดมีสิทธิที่จะแสดงออก เพราะคนอื่นเขาไม่มีความรู้สึกเท่า ผมยังทำเพลงให้กับกมลเกด ที่เขาไปเปิด ผมอยู่กับเหตุการณ์และเห็นสำนวนในการทำที่ใช้อภิปราย สืบค้นอะไรมากมาย ผมอยู่กับวีรชนที่ตายจึงเข้าใจ ในชะตากรรมของเขา เพราะฉะนั้นการแสดงออกของเขาเขามีสิทธิและต้องเห็นใจเขา

ค้านเสื้อแดงตั้งพรรค เปิดทางศัตรูมีความสุข

เป็นห่วงเสื้อแดงแตกกันไหม

ต้องเข้าใจธรรมชาติคนเสื้อแดง เริ่มต้นด้วยความหลากหลายวันนี้มีเป็นพันเป็นหมื่นๆ หมู่บ้านที่เติบโต เราบอกมาแต่ต้นว่าเราเคารพในเสรีภาพทุกองค์กร บางจังหวัดอาจมี 50- 60 กลุ่มได้ แต่ยามปกติเขาอาจจะจัดกิจกรรมแยกกัน แต่ว่าในยามการต่อสู้เขาจะมารวมกัน ยกตัวอย่าง โบนันซ่า ทุกนคนรู้ว่าถ้าเป็นงานทอดกฐินรวม จะมาร่วมต่อสู้ แต่ยามบ้านเมืองปกติอาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เหมือน นปช. เอง ตั้งแต่ยุคสมัยก่อตั้ง ก็มีความเห็นหลากหลายมีความแตกต่างกัน แต่เมื่อเป็นมติแล้วเราก็ไม่เคยมีความแตกแยก ความหลากหลายซึ่งผมมองดูเป็นความสวยงาม และเข้าใจในสิ่งนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นอย่างนี้มาแต่ต้น

จำแนกเสื้อแดงมีกี่กลุ่มแดง นปช. แดงสยาม วันอาทิตย์สีแดง

การต่อสู้ก็เป็น นปช. แต่เรื่องการจัดกิจกรรม ทุกแดงก็มีอิสรภาพ แต่กำลังหลักเป็นที่รู้กันว่า ต้องมาไหลรวมกันใน นาม นปช. แต่ยามปกติเป็นอิสระระหว่างกัน เพราะคนเสื้อแดงไม่ได้บริหารในเชิงอำนาจหรือผลประโยชน์ แต่เป็นการบริหารเชิงความรู้สึกเท่านั้น

แดง นปช. กี่เปอร์เซ็นต์

ผมไม่ได้นับเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อต่อสู้ทุกคนไหลมา

เสียงส่วนหนึ่งคือ แดงขอบๆ ถือว่าเป็นแดงอุดมกาณ์ที่มีเสียงดัง

เขามีสิทธิเสรีภาพ ที่เขาจะเสนอ และแต่ละฝ่ายมีอิสรภาพ และมีความรับผิดชอบ ในตัวเอง ทุกองค์กร เพราะฉะนั้น บางคนอาจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทุกเรื่อง บางคนไม่สามารถแสดงความเห็นได้ทุกเรื่อง บางคนวางกรอบตัวเองไว้เท่านี้ บางคนไม่วางกรอบของตัวเอง เป็นเสรีภาพ แต่แดงส่วนกลาง ก็รู้ว่าเรามีภาระหน้าที่ในการต่อสู้และเคารพถึงความหลากหลาย ผมมองความหลากหลาย หรือการส่งเสียง ผมมองเป็นเรื่องปกติ

เป้าหมายแดงกลุ่มอื่น ไกลกว่า แดง นปช. หรือไม่

ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่แดง นปช. มีเป้าหมายชัดเจน ที่ได้แสดงเจตนารมณ์ในเวที่สาธารณะ เรามีหลักของเรา ไม่ไปก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

เห็นอย่างไร กับเสียงของคนเสื้อแดงที่ต้องการให้ตั้งพรรคใหม่เพราะไม่พอในที่มีการปรองดอง และต่อรองกัน

เป็นการแสดงความคิดเห็นของพี่น้องบางคน แต่ผมเห็นว่า ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะวันนี้คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย ยังสามารถคุยกันได้ อะไรบางเรื่องก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ เราเห็นการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของคนเสื้อเหลือง แม้ว่าเสื้อแดง เป็นคนจำนวนมาก แต่ถ้าเราวางเป้าไว้ตรงๆ อาจจะไม่ใช่เส้นทางนี้ก็ได้ เส้นทางที่เราต้องการให้เป็นคือองค์กรภาคประชาชนที่เขาต่อสู้อย่างแข็งแรงในวันหน้า
เพราะฉะนั้น วันนี้พรรคการเมืองเรามีพรรคเพื่อไทย อยู่แล้ว เหมือนกับการยืนสองขา แต่เป็นคู่ขนานมีอิสระระหว่างกัน แต่ว่าถืออุดมการณ์เดียวกัน เพื่อไทยต่อยอดว่าต้องการเป้าหมายในการบริหารประเทศ แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยสององค์กรนี้ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นความเห็นของผมคือพรรคเพื่อไทยกับพี่น้องคนเสื้อแดงยังรักกันดี แม้บางเรื่องอาจจะเห็นไม่ตรงกันบ้างในบางเวลา ก็สามารถคุยกันได้ ดีกว่าว่าเราไปแยกกันเพื่อเปิดประตูให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเปิดโอกาสให้กับศัตรู ได้รับชัยชนะ เราต้องรู้ว่า การรักกันระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย ทำให้ศัตรูมีความทุกข์ แต่ถ้าเราแตกกันจะไปสร้างความสุข ให้กับศัตรู หน้าที่เราคือต้องให้ศัตรูมีความทุกข์ไม่ใช่มีความสุข

การตั้งพรรค จะเป็นอย่างเสื้อเหลืองหรือไม่อย่างไรที่ตั้งแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

การเริ่มต้นของเสื้อเหลืองแตกต่างจากเริ่มต้นของคนเสื้อแดง เขาจึงประสบปัญหา ผมรู้ว่าเขามีการประชุมทบทวน ว่าทำไม จาก 100 ลดลงมา ขณะที่ของเสื้อแดงพุ่งขึ้นไป เส้นทางเป็นอย่างนั้น เหมือน บอกว่า แล้วปทุมธานี ทำไมเป็นอย่างนั้น ปทุมฯ เสื้อแดงไม่ออกมา เขาแสดงบทเรียน ถ้าออกมาให้เลือกประชาธิปัตย์ เขาก็ไม่ออก ต้องไปปรับกัน จูนกัน ผมเชื่อว่าคุยกันได้

เป้าหมายระยะสั้นระยะยาว แดง นปช. คืออะไร

คือการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ลดความเหลื่อมล้ำ และพาพี่น้องเราที่อยู่ในเรือนจำ ให้ได้รับอิสระภาพ และขณะเดียวกันก็คืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ตาย

ยังมีพี่น้องอยู่ในเรือนจำ 60 กว่าคน ทำไมยังช่วยไม่ได้ แต่แกนนำออกจากเรือนจำได้ก่อน

เรื่องประกันตัวนี่ผมประกันตัวสิบรอบ กว่าจะได้รับการประกันตัว แล้วทุกคนยื่นประกันตัวแล้วหลายรอบ รวมกระทั่งงบประมาณกรมคุ้มครองสิทธิ ฯ แต่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายตุลการ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหาร แต่การดูแลหัวใจเรื่องอื่น ๆ มีคนประสานดำเนินการ ผมเองมีความรู้สึกเรื่องนี้ ตอนช่วงพักพวกติดในเรือนจำผมไปเยี่ยมไม่กี่ครั้งเพราะผมทำใจไม่ได้ และผมรู้ว่าถ้าทำใจไมได้จะซัดหนักเลย ก็จะกลายเป็นเรื่อง แต่คนไปเยี่ยมต้องมารายงานผมทุกวัน ทนายความประชุมกับผมวางแผนต่อสุ้ทุกวัน ก็จะอยู่ในบริบทนี้ ผมเข้าใจ และวันหนึ่งที่ผมติดอยู่ในเรือนจำก็เข้าใจว่ามีสภาพอย่างไร แต่เราอยู่ฝ่ายบริหาร ผมอยู่นิติบัญญัติ เลยอำนาจหน้าที่ ก็ดำเนินการต่อไป แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมใช้เวลาประกัน 10 หน ในช่วง 2 เดือน 21 วัน

คนเสื้อแดง ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ หรือยัง

พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นผู้ร่วมชะตากรรม กับคนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิไตย นายกฯ ทักษิณ พูดชัดเจนว่าต้องการเท่ากับคนอื่นๆ ไม่ได้ต้องการมากกว่าคนอื่น บริบทการต่อสู้

พ.ต.ท.ทักษิณ บอกให้แม่น้องเกดก้าวข้าม

ผมเชื่อว่า แม่น้องเกด และนายกฯทักษิณ มีความเข้าใจ คือ ขณะนี้ทุกคนยังไม่รู้ว่า สุดท้ายปลายทางคืออะไร และผมก็พูดคุยกับแม่น้องเกด คือ เรายังมีเวลา เหตุการณ์ในประเทศไทย มันไม่ใช่ 1+1 แล้วรวมกันได้ 2 มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ฉะนั้นให้ถึงเวลาอีกมากมาย และเราถึงจะมากำหนดอะไรกัน