ปาแด งา มูกอ: ยุทธศาสตร์ 2 ขา สำเร็จได้ด้วยสตรี ในพื้นที่ชายแดนใต้

5 พฤษภาคม 2555




วันนี้ (5 พ.ค.) เวลา 10.50 น. บริเวณสนามหน้าสถานีรถไฟบูกิต ม.3 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ผู้ช่วยศาสตราจารย์เภสัชกรหญิงธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจหญิง มีชื่อเสียงจากซีรีส์โทรทัศน์ ไฮโซบ้านนอก ได้เดินทางมาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง จำนวน 14 หมู่บ้าน ของตำบลบูกิต ที่มีประชากรจำนวนกว่า 14,000 คน เนื่องมาจากเป็นการร้องขอของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อต้องการใช้เป็นเวที แสดงออกในการนำเสนอเรื่องดีๆ และปัญหาต่างๆ ที่ชาวบ้านเดือดร้อน โดยหน่วยงานราชการไม่สามารถที่จะแก้ไขให้กับประชาชนได้
โดยเฉพาะเรื่องการครอบครองที่ดินทำกินบนภูเขาบูโด ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ โดยปัญหาดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถที่จะแก้ไขให้กับประชาชนได้ ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันเปิดเป็นหมู่บ้านเสื้อแดง เพราะเชื่อว่ากลุ่มเสื้อแดงที่มีบทบาทในสังคมปัจจุบัน สามารถผลักดันเรื่องดังกล่าวจนได้รับการแก้ไขไปในที่สุดได้
ซึ่งการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงในครั้งนี้มีตัวแทนชาวบ้านพากันสวมเสื้อและคลุมผมสีแดง จำนวนกว่า 1,000 คน รวมทั้งกลุ่ม นปช.จ.สงขลาอีกจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาคอยต้อนรับคณะ และทางผู้นำศาสนาได้มีการละหมาดฮายัติ เพื่อขอพรจากพระองค์ ให้ทางคณะทุกคนประสบแต่ความสุขและสำเร็จลุลวงตามอุดมการณ์ที่วางไว้
นอกจากนี้ ก่อนที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์เภสัชกรหญิงธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จะกล่าวปราศรัยพบกับประชาชนในพื้นที่นั้น ได้เป็นตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงมอบป้ายเป็นสัญลักษณ์ไว้ติดตามหมู่บ้านต่างๆทั้ง 14 หมู่บ้าน เพื่อแสดงว่าเป็นหมู่บ้านประชาธิปไตยที่รักสงบ แต่จะต่อต้านความเผด็จการ และในระหว่างที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์เภสัชกรหญิงธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.กล่าวปราศรัยนั้น ประชาชนทั้งชายและหญิงพากันตบมือเป็นระยะๆ พร้อมทั้งส่งเสียงโห่ร้องพึงพอใจในคำพูดที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม

ผู้จัดการ

รายงานข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในการเสนอข่าวแบบไม่มีการโจมตีหรือกระแนะ กระแหน ขอขอบคุณแทนคณะของ นปช. ด้วยน่ะครับ เอ..หรือผู้สื่อข่าวเสื้อเหลืองมันกำลังจะกลายพันธุ์เป็นเสื้อแดงก็ไม่รู้
กิจกรรม นปช. ที่ได้เดินทางมาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง จำนวน 14 หมู่บ้าน ของตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ครั้งนี้ ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย เป็นประวัติศาสตร์หน้าแรกของพื้นที่ ที่ทางการเรียกว่าพื้นที่สีแดง อันหมายถึงพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงมาโดยตลอด โดยไม่มีหน่วยงานใดหรือองค์กรใด จะสามารถเข้ามาสร้างสันติสุขอย่างถาวรให้กับพื้นที่นี้ได้
ขอปรบมือและขอชมเชย คณะ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ทุกท่าน ที่สามารถนำธง มาชูธงในพื้นที่นี้ได้อย่างองอาจ และอย่างภาคภูมิ
ขอขอบคุณแทนพี่น้องชาวไทยมุสลิมหัวใจแดง ที่ถูกกดขี่ข่มเหงมาช้านานแล้ว ด้วย 500 มาตรฐานของความยุติธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้แห่งนี้ นับแต่นี้ต่อไปขอให้อุดมการณ์ นปช. จงแผ่ขยายและครอบคลุมในทุกพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนใต้ ให้เหมือนดั่งเช่น ทุกภาคของประเทศ ความฝันของผมได้บรรลุแล้ว
เสร็จสิ้นจากคำชมและขอบคุณ ก็ถือโอกาสเสนอข้อคิดเห็นหรือเสนอข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป็นแนวทางศึกษาปัญหาไฟใต้ อีกด้านหนึ่ง กับ คณะ นปช. โดยเฉพาะท่านอาจารย์ธิดาและพี่หมอ เพื่อจะนำไปใช้หรือนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา  ผมเชื่อว่าปัญหาไฟใต้จะดับลงได้ด้วยบารมีสตรีเพศเท่านั้นครับ มีหลายๆองค์กรและผู้นำหลายๆท่านที่ยอมเสียสละเวลาและเสี่ยงชีวิตลงมาช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนใต้  ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ของประชาชน มากกว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน  ก็คือ สุภาพสตรีทั้งสิ้นครับ อาทิ คุณ อังคณา นีละไพจิตร, คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และอีกหลายๆองค์กรเอกชน ที่มีสุภาพสตรีชาวไทยมุสลิมเป็นผู้นำ

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

แถลงการณ์
ข้อเรียกร้องถึงผู้แทนรัฐบาลไทยต่อการยอมรับดำเนินการ
และข้อปฏิเสธตามคำแนะนำของผู้แทนประเทศต่างๆ
ที่เข้าร่วมประชุมในเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (UPR)
ต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้

วันที่ 6 มีนาคม 2555

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 รัฐบาลไทยได้จัดทำรายงานถึงคณะทำงาน UPR ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ (United Nations Human Rights Council-HRC)  เพื่อสรุปข้อเสนอแนะที่รัฐบาลไทยได้ยอมรับและปฏิเสธข้อเสนอแนะของผู้แทนประเทศต่างๆ และเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 15 มีนาคม 2555 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมประชาชนในการเข้าถึงความยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ยังมีข้อห่วงใยต่อรายงานของรัฐที่นำเสนอด้านสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษดังนี้
กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice Issues) และกฎหมายความมั่นคง (Security laws)
1. เมื่อปี 2554 มูลนิธิฯได้นำเสนอรายงานเงาต่อคณะกรรมการด้านสิทธิเด็กเกี่ยวกับเด็กในกระบวนการยุติธรรมระหว่างการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งรายงานได้นำเสนอถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กระหว่างที่มีการถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ แม้ว่ากฎหมายความมั่นคง เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกฉิน พ.ศ. 2548 ได้วางมาตรการในการจัดการให้มีการควบคุมตัวเด็กแยกออกจากผู้ใหญ่ แต่ข้อเท็จจริงในรายงานพบว่าเด็กยังคงถูกควบคุมตัวรวมกับผู้ใหญ่ และระหว่างการควบคุมตัวยังมีกรณีการซ้อมทรมานเด็กเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งคณะกรรมการด้านสิทธิเด็กได้ทำรายงานข้อสังเกตุต่อรัฐบาลไทยถึงข้อวิตกกังวลที่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ยังคงถูกควบคุมตัวโดยปราศจากการนำมาตรการสำหรับเด็กมาบังคับใช้เป็นระยะเวลากว่า 30 วัน และได้มีข้อเสนอถึงรัฐว่า “ขอให้ไทยทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง และห้ามดำเนินการใดๆต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี...”
2. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 คณะรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้มีมติในที่ประชุมให้ประกาศขยายระยะเวลาการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม-19 มิถุนายน 2555 มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวนี้ยังคงอาศัยคำแนะนำข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคงที่อ้างแต่เพียงการก่อเหตุความไม่สงบที่ยังไม่ยุติ แต่ไม่สามารถชี้แจงต่อสาธารณะได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรและจะประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงนี้ได้เมื่อใด และแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติยกเว้นจากบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ในบางพื้นที่เช่น อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี หรือยกเลิกการบังคับ พรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ในพื้นที่สี่อำเภอของจังหวัดสงขลาแล้ว แต่พื้นที่อำเภอดังกล่าวกลับถูกแทนที่ด้วยกฎหมายความมั่นคงอีกฉบับหนึ่งคือ พรบ.ความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีความเป็นมิตรภาพมากกว่า แต่ข้อเท็จจริงที่มูลนิธิฯค้นพบคือ ผู้ถูกบังคับใช้ยังคงถูกจับกุมและควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง และใช้เทคนิคหรือช่องว่างทางกฎหมายในการนำบุคคลที่อยู่ในพื้นที่พรบ.ความมั่นคงไปควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉินฯ เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อใช้โอกาสดังกล่าวในการกล่อมหรือบังคับให้บุคคลเข้าสู่กระบวนการอบรมตามพรบ.ความมั่นคง และบางรายยังมีข้อเท็จจริงว่าถูกซ้อมทรมานเพื่อให้เข้าสู่มาตรการการอบรมแทนการฟ้องคดี กระบวนการบังคับใช้ดังกล่าวนอกจากจะขัดต่อหลักนิติธรรมแล้วยังขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่รัฐไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (UN Convention Against Torture) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
3. มูลนิธิฯขอย้ำต่อผู้แทนคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนว่า มาตรา 17 แห่ง พรก.ฉุกเฉินฯ ได้กำหนดการยกเว้นเขตอำนาจศาลปกครอง มิให้ประชาชนผู้เสียหายตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยการฟ้องเพิกถอนคำสั่ง ประกาศ ระเบียบ ข้อกำหนด หรือการกระทำอันขัดต่อกฎหมายต่อศาลปกครองได้ แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำทางปกครองโดยแท้และส่งผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม การยกเว้นเขตอำนาจศาลปกครองถือเป็นการสร้างหลักปกป้องรัฐจากการตรวจสอบการใช้อำนาจการตรวจสอบที่มีความชำนาญด้านการใช้อำนาจปกครองของรัฐ
มูลนิธิฯ จึงขอเรียกร้องและเน้นย้ำให้รัฐบาลยอมรับตามข้อเสนอแนะของผู้แทนสมาชิกภายใต้กลไก UPR ของคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องปรับปรุงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และยกเลิกกฎหมายความมั่นคงในทันที และจะต้องรับรองว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงต่อเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 2

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่อง ขอให้ทบทวนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ส่งมาด้วย: 1. ประธานสภาผู้แทนราษฎร
2. ประธานวุฒิสภา
3.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำเนาถึง: 1. จดหมายเปิดผนึก ฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554
2. หนังสือรอยแผลบนดวงจันทร์
3. หนังสือเปิดคำพิพากษา


ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ต่อไปอีก 3 เดือน เป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 26 ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2554-19 มีนาคม 2555 โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ในเขตท้องที่ดังกล่าวยังมีความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารและโจมตีของผู้ก่อความไม่สงบ โดยรัฐบาลได้ขยายการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและข้อกำหนดต่างๆ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในท้องที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว 26 ครั้ง เป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงด้งกล่าว สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ถูกจำกัดอย่างยิ่งและมีประชาชนจำนวนไม่น้อยได้ตกเป็นเหยื่อของการทรมาน การบังคับให้สูญหายและการสังหารโดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาและพิพากษาของศาลโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าว แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถอธิบายต่อประชาชนได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร และจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้เมื่อใด แต่กลับมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปอีก 3 เดือน เป็นครั้งที่ 27
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งต่อไป โดยขอให้พิจารณาถึงข้อมูลและข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้
1. การประกาศใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้เพื่อการระงับเหตุความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว แต่การบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ นั้นก็เป็นการลดบทบาทของกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คุ้มกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะบทบาทของศาล ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น ในการจับและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะได้รับอนุญาตจากศาล แต่ตามข้อกำหนดตาม พรก.ฉุกเฉินฯ เจ้าหน้าที่สามารถจับและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้นานถึง 30 วันโดยไม่แจ้งข้อหา และในการขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวทุกระยะเวลา 7 วัน เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องนำผู้ถูกควบคุมตัวมาศาล ในการซักถามผู้ถูกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ทนายความอยู่ร่วมฟังการซักถามด้วย ทั้งหน่วยงานที่ควบคุมตัวก็เป็นหน่วยงานความมั่นคงที่เป็นที่ทั้งจับกุม ควบคุมตัว และซักถามผู้ต้องสงสัย มิใช่กรมราชทัณฑ์ จึงเกิดปัญหาการซ้อมทรทานผู้ต้องสงสัยหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่างๆ เพื่อให้รับสารภาพอยู่เนืองๆ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (UN Convention Against Torture) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรัฐมีหน้าที่ไม่กระทำการทรมานเสียเอง และมีหน้าที่ในการปกป้องป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดการทรมาน หรือทำให้บุคคลตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทรมาน แม้ว่าหน่วยงานความมั่นคง เช่น กอ.รมน. จะได้มีการแก้ไขระเบียบปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตาม พรก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 เรื่องสถานที่ควบคุมตัวบุคคลตาม พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการตรวจสอบการควบคุมตัวบุคคลตามกฎหมายพิเศษฉบับนี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่ายังมีผู้ถูกควบคุมตัวบางรายถูกซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ มีการเสียชีวิตขณะที่มีการควบคุมตัวหรือมีการควบคุมตัวโดยมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้และไม่ได้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งได้มีคดีปรากฎออกตามข่าว เช่น กรณีของนายนิเซะ นิฮา และนายซุลกิพลี ซิกะ และกรณีการเสียชีวิตของนายสุไลมาน แนแซ เป็นต้น
มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมีข้อมูลจากการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในรอบเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2555 พบว่ามีบุคคลถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวอย่างน้อย 7 กรณี นอกจากนี้ พรก.ฉุกเฉินฯ ยังยกเว้นเขตอำนาจศาลปกครอง มิให้ประชาชนผู้เสียหายตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยการฟ้องเพิกถอนคำสั่ง ประกาศ ระเบียบ ข้อกำหนด หรือการกระทำอันขัดต่อกฎหมายต่อศาลปกครองได้ แม้การกระทาดังกล่าวจะเป็นการกระทาทางปกครองโดยแท้และส่งผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม
2. การใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉินฯ จับกุมและควบคุมตัว นั้นได้มีข้อมูลจากสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 รายงานตัวเลขการพิจารณาคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2554 ซึ่งได้มีการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีความมั่นคงได้ทั้งหมด 214 คดี ศาลได้พิจารณาพิพากษายกฟ้องจานวน 168 คดี คิดเป็นร้อยละ 78.50 ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษ 40 คดี คิดเป็นร้อยละ 18.69 ซึ่งจากการทำหน้าที่ของนักกฎหมายและทนายความที่รับผิดชอบคดีความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว พบว่าสาเหตุในการพิพากษายกฟ้องคดีจำนวนมาก เนื่องจากพยานหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีในชั้นพิจารณานั้นได้มาระหว่างการซักถามบุคคลตามพรก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นเพียงคำซัดทอดหรือคำรับสารภาพในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่พยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบสวน และพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าจึงทาให้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการตัดสินลงโทษบุคคลใด อันเป็นการสะท้อนถึงขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ และขัดเจตนารมณ์ของการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของบุคคลมากกว่าการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดี
3. เนื่องจากกระบวนการจัดทำ พรก.ฉุกเฉินฯ เกิดจากการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ แม้หลังจากประกาศใช้จะได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาในภายหลัง แต่ก็มิได้มีกระบวนการศึกษาและอภิปรายเนื้อหาข้อกฎหมายอย่างถี่ถ้วน และโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดังเช่นกระบวนการออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติตามปกติ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด รวมทั้งอำนาจในการประกาศขยายระยะเวลาประกาศฯ เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ พรก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้กำหนดถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เมื่อกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่มากกว่าสถานการณ์ปกติ การบังคับใช้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและใช้เพียงระยะเวลาจำกัดเท่าที่จำเป็น และพอสมควรแก่เหตุเท่านั้น อีกทั้งควรมีการตรวจสอบถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทำให้บรรลุผลในการแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ดังนั้นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเหตุและความจำเป็นในการประกาศ การขอขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงของรัฐบาลในทุกๆครั้งที่มีการประกาศใช้หรือการขยายระยะเวลาการประกาศฯ โดยผ่านการอภิปรายกันอย่างเปิดเผยภายใต้ระบบรัฐสภา อันเป็นการตรวจสอบภายหลังจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงรวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน และภาควิชาการต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย
4. ในห้วงปี 2554 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2555 ประเทศไทยได้มีพันธกรณีระหว่างประเทศกับองค์การสหประชาชาติที่สำคัญอย่างน้อย 2 พันธกรณี คือ พันธกรณีในการนำเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR ของคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้มีรัฐสมาชิกในหลายประเทศที่ได้ทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบและทบทวนให้มีการยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และพันธกรณีในการนำเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนสาหรับเด็กตามพิธีสารเลือกรับฯ เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความแย้งกันด้วยอาวุธ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณารายงานของรัฐบาลไทยได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงที่รวมถึง พรก.ฉุกเฉินฯ ในการควบคุมเด็กได้นานถึง 30 วัน ซึ่งข้อเสนอแนะและข้อกังวลของคณะกรรมการในระดับสากลนี้สะท้อนถึงปัญหาของการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ที่ตัวแทนในเวทีระดับสากลมิอาจยอมรับได้ ทางมูลนิธิฯ เสนอให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามอย่างจริงจังตามข้อเสนอแนะที่รัฐบาทไทยได้ยอมรับภายใต้กลไก UPR โดยเฉพาะข้อเสนอแนะที่ 100 “ดำเนินการทันทีเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง” และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการด้านสิทธิเด็กที่ “..ขอให้ไทยทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง และห้ามดำเนินการใดๆ ต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี...” รวมถึงการแจ้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองผ่านเลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้รับทราบ ซึ่งนับแต่มีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯเมื่อปี 2548 รัฐบาลไทยยังไม่ได้ดาเนินการใดๆ เพื่อแจ้งเหตุแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประเภทร้ายแรงต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้รับทราบแต่อย่างใด
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ขอสนับสนุนให้รัฐบาลได้ทบทวนข้อมูลสภาพปัญหาและประเด็นข้างต้นเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบนโยบายการพิจารณาการประกาศการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ และขอให้รัฐบาลใช้ความพยายามในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายไม่ว่าภาครัฐหรือภาคประชาสังคมประสานงานร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันแสดงข้อมูล ความคิดเห็นเพื่อหาทางออกแบบบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริง ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ที่มีความมุ่งหมายประการหนึ่งคือร่วมกันสร้างความมั่นคงในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน การมุ่งหมายให้ประเทศไทยหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนมีแก้ไขความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ไปในทิศทางที่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักสันติวิธี โดยยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินโดยทันทีย่อมจะส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในประชาคมอาเซียนที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพพร้อมที่จะมีการพัฒนากรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งของรัฐและความมั่นคงของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันต่อไป


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

(นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ)
ผู้อานวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

(นายกิจจา อาลีอิสเฮาะ)
เลขานุการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

ท้ายนี้เพื่อพิสูจน์ว่า ความฝันของผมที่ฝันอยากเห็น อุดมการณ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน แผ่คลุมลงมายังพื้นที่ชายแดนใต้  จึงขอนำบทความเก่าๆมาให้ท่านพิจารณาดู แล้วจะเห็นว่า
ความฝันของผมมันเป็นจริงแล้ว คร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ