
อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนจะพ้นจากถูกตัดสิทธิทางการเมืองในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ มีข่าวว่าจะเข้าแถวไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 บางรายพูดวงในแบบขำๆ ว่า ไม่ใช่เด็กอนุบาล หลายคนก็ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อไทยมาแต่ต้นทำไมต้องไปเข้าแถว
ขายังบอกว่า ไม่ควรทำบุญสะเดาะเคราะห์ เพราะที่ถูกตัดสิทธิมา 5 ปี ไม่ใช่ทำผิดบาป แต่เป็นผู้ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม น่าจะร่วมกันทำอะไรเป็นสัญลักษณ์ประจานความไม่ยุติธรรม มากกว่าจะปล่อยให้ผ่านเลย เหมือนแล้วกันไป
พรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คปค.ก็ออกประกาศแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพิ่มโทษกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ จากเดิมห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคใหม่ 5 ปี กลายเป็นถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี
พอมีตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาคดียุบพรรค ก็ไม่ผิดคาด มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยเป็นเอกฉันท์ โดย 6 ต่อ 3 เสียงให้ตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรค ตามประกาศ คปค.ที่ถือเป็นกฎหมาย
ทำผิดคนเดียว ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร ไม่เว้นลูกเด็กเล็กแดง นั่นมันสมัยบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักนิติรัฐ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไป แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญอ้างว่าไม่ใช่ความผิดอาญา
เรื่องทุเรศคือกระแสสังคม สื่อ ปัญญาชน ต่างแซ่ซ้องสนับสนุน ว่านี่คือวิธีจัดการกับนักการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องคำนึงถึงหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ กระทั่งวันนี้ความคิดเช่นนี้ก็ไม่จากหายไปไหน เพราะหลักทำผิดคนเดียวประหารเจ็ดชั่วโคตรยังสืบทอดมาในมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550
ตุลาการท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ผมว่า พรรคไทยรักไทยไม่ได้เป็นสถาบัน (พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน) แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านผิด เพราะไทยรักไทยไม่ตาย กลับมาชนะเลือกตั้งใหม่ทั้ง 2 ครั้ง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะความเห็นใจที่ถูกกระทำจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์
คำวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็น 2 มาตรฐาน เพราะตอนแรก 111 คนถูกเข้มงวดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน แต่พอยุบพรรคพลังประชาชน การเมืองย้ายขั้ว อภิสิทธิ์กอดเนวินตั้งรัฐบาล กกต.กลับเฉย จนวันนี้ถ้าบอกว่า สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, สนธยา คุณปลื้ม จะกลับมา ชาวบ้านยังงง อ้าว มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ก็แบบเดียวกับบรรหาร ศิลปอาชา ถ้าเอาไปออกข้อสอบ โอเน็ต ว่าใครบ้างถูกตัดสิทธิทางการเมือง เด็กสอบตกเป็นแถว
อย่างไรก็ดี การกลับมาของบ้านเลขที่ 111 ไม่มีใครสนใจสาระเรื่องความยุติธรรม อยุติธรรม แม้กระทั่งคนบ้านเลขที่ 111 เองบางส่วน ทุกคนสนใจแต่ว่าใครจะกลับมาเป็นรัฐมนตรี ใครจะเลื่อยขาเก้าอี้ใคร ใครจะกลับพรรคเพื่อไทย เนวินจะกลับมาหรือไม่ ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็มีสมศักดิ์ เทพสุทิน นอนแบอ้าซ่าให้ท่าอยู่
ถามว่าการกลับมาของบ้านเลขที่ 111 นับเฉพาะที่ยังอยู่กับเพื่อไทยมี 35 คน ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้รัฐบาลไหม ก็ตอบได้แบบกำปั้นทุบดินว่า อยู่ที่เอาไปเสริมจุดแข็งหรือเพิ่มจุดอ่อน
นักการเมืองบางคน อย่างจาตุรนต์ ฉายแสง, พงศ์เทพ เทพกาญจนา, วราเทพ รัตนากร น่าจะเสริมจุดแข็งถ้าเป็นรัฐมนตรี เพราะบริหารเป็น รับมือฝ่ายค้านในสภาได้ แต่บางคน แบบเสี่ยๆ เฮียๆ ที่กระสันเก้าอี้ กลับมาก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเล่นเกมกดดัน ทวงโควตา ยิ่งเป็นปัญหาขัดแย้ง เพราะบรรดารัฐมนตรีที่ครองเก้าอี้อยู่แล้วคงไม่ยอมง่ายๆ ยิ่งพวกที่มีพรรษาบารมีพอตัว ยกตัวอย่างวิทยา บูรณศิริ คงไม่ยอมสละเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุขให้เจ๊หน่อยง่ายๆ
งานนี้จึงอยู่ที่ “นายใหญ่” ว่ามีดาบให้ใช้แล้วจะใช้เป็นหรือเปล่า โดยเฉพาะการรับคนที่ออกจากพรรคไปแล้วกลับมาเข้าพรรค จะเคลียร์อย่างไรกับคนที่ต่อสู้ร่วมกันยามยากลำบาก ยกตัวอย่าง ส.ส.ภูมิใจไทยที่จะกลับมา ในพื้นที่ก็มีคนของพรรค คนที่ต่อสู้มาตลอดและอยู่กับมวลชน แม้จะแพ้ พรรคจะเลือกใคร
ปรากฏการณ์คล้ายกันนี้เคยเกิดเมื่อปี 2548 ทักษิณไปกวาดต้อนกลุ่มก๊วนเข้ามา แทนที่จะสนับสนุน “เด็กปั้น” ของตัวเอง ครั้งนั้นพรรคไทยรักไทยชนะถล่มทลาย ไม่ต้องดูด ส.ส.เข้ามาก็ได้
ครั้งนี้ยิ่งหนักกว่า เพราะผ่านการต่อสู้กันถึงเลือดเนื้อ ด่าทอกันเป็นคนทรยศ เนรคุณ นักการเมืองอาจไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร แต่มวลชนไม่ใช่นักการเมือง โดยเฉพาะช่วงนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังมีปัญหากับมวลชนของตัวเอง ที่ต้องการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางประชาธิปไตย ไพรมารีโหวตผู้สมัครของพรรค สมมติ ส.ส.ภูมิใจไทยแห่แหนกลับมา เหลือเนวินไว้ทำทีมปราสาทสายฟ้าคนเดียว ถึงจะอธิบายว่าเป็นการเสริมทัพรับมือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อธิบายยาก ฟังไม่ขึ้น
นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาในการบริหารจัดการความขัดแย้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยจัดการได้ดี
