
กลุ่มนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ซึ่งจะปลดล็อก พ้นโทษแบนในช่วงสิ้นเดือน พ.ค. นี้ ถูกจับจ้องเป็นพิเศษว่าจะหวนคืนสู่สังเวียนหรือไม่ ในบทบาทใด และจะมีส่วนช่วยสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม 1 ใน 111 ที่ถูกแช่เย็นทางการเมืองมานานถึง 5 ปี เปิดใจกับ 'ข่าวสด' ถึงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ รวมถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
หลังพ้นโทษแบนจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่
ผมและคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้ออกจากการเมืองเลย พวกเรายังคงมีบทบาท ทั้งการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะต่อการเมือง และต่อสู้กับพวกที่ใช้อำนาจเผด็จการมาโดยตลอดอยู่แล้ว
การเล่นการเมืองลักษณะนี้ไม่ได้ถูกห้ามหรือฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด เพราะกฎหมายเพียงสั่งห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค และห้ามจัดตั้งพรรคภายใน 5 ปี
อีกทั้งคำว่าเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง จำกัดความถึงห้ามไปลงคะแนนเสียงหรือสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงการดำรงตำแหน่งใดๆ ที่ต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง อาทิ ตำแหน่งนายกฯ รมต. นอกเหนือจากนั้นไม่ได้กำหนดห้ามไว้
กลับมาครั้งนี้จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเลยหรือไม่
ยังนั่งอยู่บ้านเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เพราะผมเองก็ยังไม่มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย และยังไม่เคยได้รับการทาบทามด้วย
แต่สิ่งแรกที่รู้ว่าทำได้คือ การไปเลือกตั้งใช้สิทธิหลังจากห่างหายมานาน และผมก็ไม่ได้คาดหวังตำแหน่งอะไรไว้ อยู่ที่ว่าผมอยากทำอะไรมากกว่า ถ้างานที่เราอยากทำและเราผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ถึงไม่มีตำแหน่งใดๆ ก็พอใจ แต่ถ้ามีตำแหน่งแล้วผลักดันสิ่งที่ต้องการไม่ได้ก็ป่วยการ
ผมมีวาทะประจำตัวว่า "เราต้องเชื่อถือประชาชน" ฉะนั้น สิ่งแรกที่อยากทำในขณะนี้ คืออยากมีส่วนเสนอแนะให้เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง มีระบบกลไกการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบต่างๆ ที่มีสภาวะถ่วงดุลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่
อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องปรองดอง เพราะถึงจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่ถ้าสังคมยังแตกแยกเช่นนี้ก็เดินไปไม่ได้อยู่ดี
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรยึดโยงสิ่งดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 อะไรบ้าง
ต่างกันจากจุดเริ่มต้นเลย เนื่องจากหลักในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลที่เสถียรภาพเน้นให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เห็นได้จากมีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตั้งอยู่บนพื้นฐานดูถูกประชาชน ไม่มีความรู้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่สามารถนำพาประเทศไปได้ อำนาจจึงถูกดึงไปอยู่กลุ่มบุคคลเล็กๆ ทั้งองค์กรอิสระ ฝ่ายตุลาการ โดยคนเพียง 7 คนที่เข้ามาเลือก ส.ว. เกือบครึ่งหนึ่งของสภา และยังถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ อีก แล้วจะเป็นบุคคลที่เราเชื่อถือได้อย่างไรว่ามาใช้อำนาจแทนประชาชนได้ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย
อีกประการหนึ่งยังเป็นการร่างเพื่อสืบทอดอำนาจ คมช. อาทิ การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ กกต. ที่ให้สิทธิดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระ ซึ่งกลไกทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการตรวจสอบ แต่ไปปล่อยให้ผู้ที่เกิดขึ้นในสมัย คมช. อยู่ได้นานถึง 9 ปี ตลอดจนมาตรา 309 ที่ทำให้ประกาศ คำสั่งของ คมช. กลายเป็นอภิมหาบทบัญญัติเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังมัวแต่ไปบอนไซพรรคการเมืองอย่างเดียว หากไปยุบพรรคง่ายๆ เราจะมีแต่พรรคอายุสั้น เท่ากับทำลายสถาบันการเมืองและทำลายประชาธิปไตย ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นกลไกสำคัญของพรรคถูกบิดเบือน และยังเป็นช่องว่างให้มีนอมินีเกิดขึ้นด้วย
การจะแก้ไขอย่างไรนั้นอยู่ที่ ส.ส.ร. ซึ่งสิ่งสำคัญจะต้องตั้งบนพื้นฐานก่อนว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเชื่อถือในประชาชนให้ได้ก่อน
จากนั้นกลไกต่างๆ ของประเทศ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ ต้องมีจุดยึดโยงกับประชาชนเพื่อให้มีส่วนเข้าไปตรวจสอบด้วย ไม่ใช่ไปเชื่อถือเผด็จการ หรือกลุ่มองค์กรเล็กๆ
รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ต้องเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน
มีโอกาสกลับมาเป็น ส.ส.ร. อีกครั้งหรือไม่
ไม่ได้คิดนะ คงไม่ได้มาเป็น ส.ส.ร. ในครั้งนี้ ซึ่งผมเคยเป็น ส.ส.ร. ในปี 2540 มาแล้ว แต่อยากจะช่วยเสนอแนะพร้อมเหตุผลในฐานะที่เรามีประสบการณ์มาก่อน เห็นจุดแข็ง ข้อบกพร่องเพื่อแก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี และเพื่อให้สังคมช่วยกันคิด ไม่ใช่ทำเพื่อคนๆ เดียวอย่างที่กล่าวกัน เพราะรัฐธรรมนูญทำเพื่อคนทั้งประเทศ
อีกทั้งการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และลงประชามติถามว่ารัฐธรรมนูญที่ยกร่างกันขึ้นมาจะยึดถือประโยชน์ของใครเป็นหลักได้ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วย แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ
องค์ประกอบสำคัญ
1. ผู้ที่มีบทบาทใช้อำนาจรัฐต้องมีความจริงใจในการปรองดอง และคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ก็มีความจริงใจจึงไม่น่าเป็นห่วง
2. การหาหนทางออกจากความขัดแย้ง คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องช่วยกัน ถ้าเห็นพ้องกันได้เมื่อใด การแก้ปัญหานั้นๆ ก็จะขับเคลื่อนไปได้โดยง่าย และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติในการตัดสินโทษคดี ที่ไม่ใช่มาจากคู่ขัดแย้งเป็นผู้ชี้คดีถูก-ผิด
รวมถึงประเด็นความผิดโทษเล็กๆ น้อยๆ ทั้งจากการชุมนุมของสีต่างๆ มีการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ควรนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้
ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบแนวทางปรองดองที่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ด้วยนั่นเอง ส่วนจะนิรโทษกรรมใครและกว้างขวางแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จะเข้ามาช่วยดูร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างไร
การมีส่วนร่วมในการคิดหาหนทางปรองดองให้ประเทศไทยสงบสุขเหมือนเดิมนั้น เป็นสิ่งที่เราคนไทยต้องช่วยกัน และผมเองก็ยินดีถ้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในตรงนี้ ให้คนที่เกี่ยวกับเรา คนไทยอีก 60 ล้านกว่าคนได้ประโยชน์เท่าๆ กัน
ผมยินดีทำอยู่แล้ว แต่คงไม่ถึงขั้นออกมาเป็นตัวยืนชูธงอย่างเต็มตัว เพราะฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามอาจจะแคลงใจสงสัยจากบทบาทของเราที่ดูเกี่ยวพัน เป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งอยู่
ดังนั้น การที่เราจะไปแสดงบทบาทในเรื่องการปรองดองเอง เราต้องจำกัดความเหมาะสมด้วย นอกจากว่ามีคนกลางไม่มีสี และเสนอตัวเป็นผู้ชูธง ซึ่งเป็นไปได้ยากเพราะต่างถูกมองมีสีไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ถูกทาสีให้นั่นเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งทำได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง
