การเมือง...กับ ความหวังของคนทั้งประเทศ

ไทยรัฐ 14 เมษายน 2555 >>>




ในช่วงมหาสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งปกติคนส่วนใหญในประเทศ ก็จะใช้วันสำคัญนี้ ทั้งตั้งใจ รวมทั้งตั้งความหวังเอาไว้ว่า จะให้เป็นวันเริ่มต้นทำในสิ่งที่ดีๆ และสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็หวังว่ามันจะไปในแนวทาง หรือทิศทางที่ดีขึ้นในทุกๆ เรื่อง แน่นอนย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองภายในประเทศด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ ว่า หากเป็นไปได้ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็คงอยากให้น้ำที่ฉ่ำเย็น และชื่นใจทุกครั้งที่ได้สัมผัส ได้ช่วยเสริมสร้างให้คนในสังคมหลายคนมีสติมากขึ้น
โดยหลังจากที่หลายฝ่ายได้แยกย้ายไปจัดการกับภารกิจครอบครัวของแต่ละคน บ้างอาจจะไปเยี่ยมลูกพี่เก่าที่ประเทศเพื่อนบ้าน บ้างก็ชวนสาว ดาราAV ญี่ปุ่นสวยๆ มาเล่นสาดน้ำสงกรานต์ และ บางคนอาจจะกำลังคิดถึงบ้านที่ไม่ได้กลับมานานแสนนาน แต่หลังจากผ่านช่วงสงกรานต์ ชีวิตของทุกคนก็คงกลับเข้าสู่ความปกติ และหลายคนหลายฝ่ายต่างมีความหวังหลังสงกรานต์ที่ต่างกัน
ทีมข่าวการเมือง “ไทยรัฐออนไลน์” ได้รับเกียรติ สัมภาษณ์ บุคคลสำคัญทางการเมือง รวมไปถึงนักวิชาการ ที่ได้ให้ความเห็น ความเชื่อ  ความหวัง และทรรศนะส่วนตัว เกี่ยวกับมุมมองทางการเมือง ว่าสุ่มเสี่ยงจะมีความรุนแรงหรือไม่ ? และทิศทางการเมืองจะข้างหน้าหลังผ่านเทศกาลสงกรานต์ ผ่านพ้นไป จะเป็นอย่างไร
เริ่มด้วย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า “คนในบ้านเลขที่ 111 ส่วนตัวเห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่มีประโยชน์มาก ทั้งด้านประสบการณ์ และความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง ฉะนั้นปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการปรองดอง คนพวกนี้เข้ามาช่วยชาติบ้านเมืองได้ ฉะนั้น มันจะเป็นเรื่องที่ดีถ้าเกิดเขาจะได้กลับเข้าสู่เวทีการเมืองตามแต่ละหน้าที่ ที่แต่ละฝ่ายจะคิดหรือจะได้รับมอบหมาย สรุปแล้วเป็นเรื่องที่ดีกับระบบการเมืองที่จะได้คนดีๆ ที่เขากลับคืนสนามอีกครั้งหนึ่ง”
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง ความร้อนแรงของการเมือง โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองหลังช่วงสงกรานต์ว่า ทุกฝ่ายรู้ว่าไม่มีความรุนแรง เพราะทุกคนคิดทางบวก คนพูดคำว่าปรองดองอย่างน้อยก็ต้องหันหน้ามาคุยกัน คำว่าปรองดองไม่มีใครได้หรือใครเสียอะไรหมด การปรองดองก็เปรียบเหมือนการกดปุ่มรีเซตใหม่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปี 49 เป็นสิ่งที่ผิดหมด เพราะเป็น การแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยด้วยการนอกระบบและเป็นสิ่งที่ผิด เหตุรุนแรงหลังสงกรานต์จากความปรองดองไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะถ้ารุนแรงก็จะนำกลับไปสู่การปฏิวัติ และกลับมาสู่วังวนปัญหาเดิมอีก ไม่มีใครอยากให้ประเทศมีความขัดแย้ง เพราะเวลาบ้านเมืองไม่สงบก็จะกลายเป็นช่องให้ทางนอกระบบเข้ามาอีก ถ้าปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบได้ บ้านเมืองเจริญได้ก็ทำ เหมือนอย่างจีนตอนนี้อยากให้นำประเทศนำมาสู่ความสงบ และการเมืองไม่ใช่ตัวเลือกเดียวของคนที่มีความสามารถ
ด้าน ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) กล่าวถึงความหวังของคนไทยหลังสงกรานต์ว่า “ส่วนตัว คนไทยมีความหวังที่อยากเห็นความสงบเรียบร้อย ความสามัคคีปรองดองคนในชาติ และคนไทยหันหน้าเข้าหากัน ให้มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน โดยไม่มีการกล่าวหาคนอื่นเค้าโดยที่ไม่มองตัวเอง ทำใจให้ปราศจากอคติ ถ้าคิดได้แบบนี้แล้วก้แผ่เมตตากันสังคมก็น่าจะดีขึ้น”
ส่วน รศ.ดร. สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหวัง และความปรองดองของคนไทยหลังสงกรานต์ว่า
   “ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นนั้นควรเป็นความปรองดองที่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ควรปรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย และควรมีความเห็นใจสังคมไม่ใช่การเร่งรัดให้เกิดการปรองดอง ไม่ใช่การเอาแพ้เอาชนะหรือสร้างผลงานด้วยคำนี้ เพราะอาจจะนำเรากลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเก่า หากเราไม่มองหัวใจของสังคม หลังสงกรานต์จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความคิด และพิจารณาของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”
และนี่ ! ถือเป็นทรรศนะส่วนหนึ่งของ ทั้งนักการเมืองคนดัง และนักวิชาการ ที่เรียกได้ว่ามีส่วนกำหนดทิศทาง ทำให้การเมืองไทยเป็นไปตามแนวทางที่อย่างที่ทุกคนเห็น หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ความหวังของคนไทยทุกคนที่จะได้เห็นการเมืองสงบราบคาบ และมีความปรองดองกันอย่างที่คาดหวังกันหรือไม่ คงไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากตัวของเราทุกคนจะเป็นผู้กำหนด...