พท. เชื่อ CCTV มีทุจริตเตรียมยื่น ปปช. สอบ

คมชัดลึก 25 มีนาคม 2555 >>>




"พร้อมพงศ์" เชื่อโครงการ cctv มีทุจริต เตรียมยื่น ปปช. สอบ ซัด “ประชาธิปัตย์” หยุด สร้างวาทกรรมการเมือง

วันที่ 25 มี.ค. 55 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตรวจสอบการทุจริต 172 โครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่า ในกรณีการจัดซื้อกล้องซีซีทีวีของ กทม. นั้น คณะกรรมการปราบโกงของพรรคเพื่อไทยที่มีตนเป็นประธาน เชื่อว่า โครงการดังกล่าวน่าจะมีการทุจริต เพราะ กทม. มีการจัดซื้อเคเบิลเส้นใยนำแสงในราคาที่แพงกว่าหน่วยงานราชการอื่น เช่น เมืองพัทยา และการไฟฟ้านครหลวง โดย กทม. จัดซื้อราคาเมตรละ 400 บาท แต่เมืองพัทยาและ กฟน. จัดซื้อเมตรละ 103 บาท และ 59 บาท เห็นได้ชัดว่า น่าจะมีนักการเมืองฝ่ายบริหาร 2 คน น่าจะมีสวนเกี่ยวข้อง และน่าจะเชื่อมโยงไปยังผู้บริหารระดับสูงใน กทม. ด้วย ซึ่งจะนำเอกสารเหล่านี้ไปยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ตามโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะ 2 วงเงิน 884 ล้านบาท ที่มีการจัดซื้อครุภัณฑ์ในราคาแพงเกินจริงนั้น อยากให้นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ และนายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพราะเรื่องนี้ทำเป็นกระบวนการ มีตั้งแต่ภาคการเมืองที่โยงไปถึงรัฐบาลที่ผ่านมา และข้าราชการมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความกระจ่าง จะนำเรื่องนี้เข้าตรวจสอบในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎรต่อไป
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหารัฐบาลเก่งแต่กู้ ดีแต่โม้นั้น อยากย้อนกลับว่า การกล่าวหารัฐบาลเก่งแต่กู้ เป็นการลืมดูตัวเอง เพราะรัฐบาลที่ผ่านมามีฉายานักสู้กู้สิบทิศ และในโครงการไทยเข้มแข็งน่าจะโกงด้วย ส่งผลมาถึงรัฐบาลชุดนี้ต้องมารับของเน่า โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา วงเงิน 884 ล้านบาท น่าจะเป็นมรดกบาปให้รัฐบาลนี้ต้องมาตามแก้ไข ก่อนจะว่าเขาควรดูตัวเองก่อน วันนึ้รัฐบาลบริหารงานมา 6 เดือน ถ้าแก่งแต่กู้ ดีแต่โม้จริง ก็ขอให้เอาหลักฐานมายื่นให้ จะช่วยตรวจสอบให้ เพราะตนมีมาตรฐานเดียวตรวจสอบทั้งหมด ไม่อยากให้กล่าวหากันลอยๆเพื่อมาทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาลและนายกฯ โดยไม่มีข้อเท็จจริง ควรค้านอย่างสร้างสรรค์ อย่าใช้วาทกรรมทางการเมือง

"พท." เชื่อ ปัญหา "ประวัฒน์-สันติ" จบพรุ่งนี้

นายพร้อมพงศ์ แถลงถึงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะนำผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 27 มี.ค. ว่า ที่ผ่านมาประชาชนรับรู้ ว่า ประเทศมีความแตกแยกหลังการปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาไม่อยากโทษฝ่ายใด แต่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลมีจุดยืนว่า ต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ จึงขอเรียกร้องทุกฝ่ายทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ประชาชน ข้าราชการลืมอดีต และหันมาสร้างความปรองดอง เพราะบ้านเมืองเราถดถอยมาร่วม 10 ปีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านหลังเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ จึงต้องมีความมั่นคงด้านการปรองดอง และการเมือง เพราะแต่ละประเทศมีการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยยังขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งทำให้ประเทศเสียโอกาส จึงถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนควรยุติความขัดแย้งได้แล้ว อยากขอความร่วมมือไปยังฝ่ายค้านให้หันมาให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และนำเสนอสิ่งที่เห็นต่างโดยใช้ช่องทางรัฐสภา ซึ่งการเสนอความเห็นโดยมีเหตุผล คนทั่วประเทศจะรับฟัง ควรใช้เวทีวันที่ 27 มี.ค วางอนาคตให้ลูกหลาน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างนายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะมีการเข้าชื่อ ส.ส. ขับไล่นายสันติ ว่า เรื่องนี้พรรคให้ความเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง มีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่กำลังทำหน้าที่อยู่ กรณีนี้เป็นความเห็นแตกต่าง แต่ไม่ได้แตกแยก ทั้งนี้ในวันที่ 26 มี.ค. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ประสานกับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี ในฐานะประธานในที่ประชุม ส.ส. เรียกทั้งสองฝ่ายมาทำความเข้าใจ ซึ่งรู้สึกเห็นใจนายประวัฒน์ นางพนิตา รวมถึงเข้าใจนายสันติ แต่อยากให้หยุดพูดเรื่องนี้ เพื่อรอผลสอบของคณะกรรมการชุดนายธงทองก่อน เพราะการพูดกันคนละครั้งทำให้เกิดความสับสน ควรนำเรื่องมาพูดในพรรค ไม่ควรพูดข้างนอก เชื่อว่า เรื่องนี้จะจบในวันที่ 26 มี.ค. หากผลสอบพบว่า นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯไม่ผิด นายกฯคงคืนความเป็นธรรมและเยียวยาให้ รวมทั้งเชื่อว่าฝ่ายค้านไม่หยิบประเด็นนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ