
"มัลลิกา" โวยตั้งอำเภอเสื้อแดงจะแบ่งแยกกันปกครองหรืออย่างไร ยื่น ปปช. สอบ “อนุดิษฐ์” ร่ำรวยผิดปกติ "จุติ" ท้า "อนุดิษฐ์" เปิด 5 ข้อพิรุํธ "ทรู-กสท." หนุน ปปช. สอบหากผิดจริง "อุดมเดช" ซัด ปชป. ลาออก กมธ. เตะถ่วงปรองดอง
26 มี.ค. 2555 น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีนายอำเภอเมืองจุน จ.พะเยา ได้เปิดอำเภอเสื้อแดงหน้าที่ว่าการอำเภอจุน โดยอ้างว่าเป็นอำเภอแดงแห่งแรกและประชาชนเป็นคนเสื้อแดงทั้งอำเภอ ซึ่งตนได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีการใช้เรื่องกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือบังหน้า หลอกประชาชนไปร่วมกิจกรรมและอ้างว่าประชาชนที่อยู่ในสถานที่นั้นสนับสนุนการเปิดอำเภอเสื้อแดง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการ และ ส.ส. ในพื้นที่ ซึ่งในอำเภอดังกล่าวเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุน รองประธานสภาฯ
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า ขอถามว่าม้าที่ใช้ขี่ชูธงแดงว่าเป็นของนายวิสุทธิ์ใช่หรือไม่ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผบ.สส. และ ผบ.ทบ. ชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะมีนโยบายด้านความมั่นคงเกี่ยวกับประเทศนี้อย่างไร จะแบ่งแยกแล้วปกครองใช่หรือไม่ เมื่อมีอำเภอเสื้อแดงแห่งแรกแล้วแห่งต่อไปคือที่ไหนจะให้คนที่ไม่ใส่เสื้อแดงใช้ชีวิตอย่างไร จะเกิดความแตกแยกในท้องถิ่นหรือไม่
"มัลลิกา" ยื่น ปปช. สอบ “อนุดิษฐ์” ร่ำรวยผิดปกติ
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ขอให้ตรวจสอบ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ และการร่ำรวยผิดปกติ โดยกล่าวว่า มายื่นหลักฐานและข้อพิรุธของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. สมัยเข้าและออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะในปี 2551 ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เข้ารับตำแหน่ง ส.ส .แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อปปช.ว่า มีหนี้สินติดลบมูลค่า 2 ล้านบาท
"แต่เมื่อปี 2554 น.อ.อนุดิษฐ์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. พบว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านบาท มาจากบ้าน รถ และทรัพย์สินอื่น ซึ่งมีพิรุธว่า แค่ช่วง 3 ปี เหตุใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากมาย ถ้าคิดจากเงินเดือน ส.ส. อย่างเดียว 3 ปี ก็มีรายได้แค่ 3.6 ล้านบาทเท่านั้น จึงสงสัยทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นงอกขึ้นมาได้อย่างไร เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ แม้ที่ผ่านมา น.อ.อนุดิษฐ์ เคยชี้แจงว่า ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมีมาตั้งแต่ก่อนเป็น ส.ส. แล้ว ก็เท่ากับว่า ไม่มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวต่อปปช.ในช่วงรับตำแหน่ง ส.ส. แสดงว่า เข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จอีกด้วยหรือไม่" น.ส.มัลลิกา กล่าว
"จุติ" ท้า "อนุดิษฐ์" เปิด 5 ข้อพิรุธ "ทรู-กสท." หนุน ปปช. สอบหากผิดจริง
นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที ) กล่าวถึงกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ แถลงผลสรุปการสอบสวนกรณีสัญญาโครงการโทรศัพท์มือถือ 3 จี บนเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ ระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยระบุพบพิรุธที่อาจจะส่อกระทำผิดใน 5 ประเด็น ซึ่งจะส่งให้ ปปช. ดำเนินการต่อไปว่า วันนั้นคณะกรรมการในขณะนั้น ยืนยันแล้วว่าทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ดังนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ ควรจะเปิดเผยต่อสาธารณะชนเลยว่าพบพิรุจตรงจุดไหนทั้งนี้เห็นด้วยที่ระบุว่าจะส่งเรื่องให้ ปปช.
อดีตรมว.ไอซีที กล่าวว่า ความจริงแล้วเป็นเรื่องของ กสท. ที่จะต้องตอบทั้งกรรมการผู้จัดการเดิมและประธานบอร์ดเดิม เพราะ กสท.เป็นคนดำเนินงานชิ้นนี้ แต่ตนขอดูรายงานที่แท้จริงก่อนว่าเป็นประเด็นไหน ไม่ใช่การรายงานข่าว และคณะกรรมการที่ตรวจสอบพบพิรุจเรื่องนี้ ประกอบไปด้วยใครบ้าง คณะกรรมการเป็นกลางหรือเปล่า แต่สนับสนุนว่าถ้าพบข้อพิรุจก็ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้นเมื่อมีข้อพิรุจก็ต้องส่งให้ ปปช. ไปสอบ และเกี่ยวข้องกับใครทุกคนก็ต้องมีส่วนตอบ
“ประธานคณะกรรมการของ กสท. ตอนนั้น เป็นคนยืนยันเองว่ามีฝ่ายกฎหมายกรองถึง 5 ชั้น
ชั้นที่ 1 คือ ที่ปรึกษากำหมายของ กสท. เอง
ชั้นที่ 2 คือ ทีมกฎหมายที่ กสท. จ้างคนข้างนอกมา
ชั้นที่ 3 คือ ทีมกฎหมายของเจ้าหนี้ ต้องดูว่าถูกกฎหมายหรือไม่ เพราะถ้าผิดกฎหมายเจ้าหนี้ก็ไม่ให้กู้ เพราะเขาก็เจ๊งสิ
ชั้นที่ 4 คือ ทีมกฎหมายของคณะกรรมการ กสท .เอง
ชั้นที่ 5 สำนักงานอัยกรสูงสุด เป็นคนตรวจสัญญา
เพราะฉะนั้นก็กรองทั้ง 5 ชั้นแล้ว ดังนั้นไม่น่าเชื่อว่า 5 ชั้นจะมีข้อผิดพลาดได้ แต่ส่วนที่คณะกรรมการฯสรุปไม่ทราบว่า สรุปมาจากพื้นฐานหรือข้อพิรุจอะไร ส่วนจะเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ ยังไม่เห็นข้อสรุปว่าคืออะไร คณะกรรมการประกอบไปด้วยใครบ้าง เป็นกลางหรือเปล่า ถ้ามีพิรุจจริงก็ยื่น ปปช. ตรวจสอบ เพราะทุกคนต้องทำตามกฎหมาย แต่ขอให้มีมาตรฐานเดียวแล้วกัน” อดีต รมว.ไอซีที กล่าว
"อุดมเดช" ซัด ปชป. ลาออก กมธ. เตะถ่วงปรองดอง
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยผลการประชุมวิปรัฐบาลว่า ได้พิจารณาวาระกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาร่วม 2 สภา ในวันที่ 27 มี.ค. เกี่ยวกับกฎหมายตามมาตรา 190 ที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ประเด็นที่พูดถึงกันมากคือ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องขออนุญาตจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
"อย่างไรก็ตามหากเรื่องเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีหน้าที่เพียงรับทราบและมีความเห็นว่าจะเสนอต่อรัฐบาลหรือไม่ จะไม่มีการพิจารณารายละเอียดที่คณะกรรมาธิการฯทำเสร็จแล้ว ส่วนจะต้องมีการลงมติหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันอีกครั้ง ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการฯซีกฝ่ายค้านลาออกนั้น คิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่อยากปรองดอง แต่สำคัญคือคณะกรรมธิการฯทำรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว การลาออกไปก็เพียงแสดงเจตจำนงว่าไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่เห็นด้วย" นายอุดมเดช กล่าว
