จดหมายเปิดผนึก 'บิ๊กจิ๋ว' โต้ 'อภิสิทธิ์' หนุนยกเลิกคดี คตส.

ไทยรัฐ 26 มีนาคม 2555 >>>





'บิ๊กจิ๋ว' อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ออกจดหมายเปิดผนึกโต้ 'อภิสิทธิ์' หนุนยกเลิกคดีความ คตส.ปัดฝุ่นแนวคิดนโยบาย 66/23 กลับมาใช้ใหม่ ชี้เมื่อมาแบบไม่ชอบธรรม หลักการทั้งหลายย่อมต้องเป็นโมฆะ...

วันที่ 26 มี.ค. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้ออกหนังสือเปิดผนึก11 หน้า ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณีเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยสรุปของหนังสือได้กล่าวถึงการปฏิบัตินโยบาย 66/23 สำเร็จในขั้นตอนที่ 1 คือยุติสงครามกลางเมืองลงได้ แต่ขั้นตอนที่ 2 คือการสร้างประชาธิปไตยระดับสูง คือการยกเลิกระบอบเผด็จการทุกชนิดคือระบอบเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหาร ยังไม่แล้วเสร็จจึงทำให้เกิดสถานการณ์ต่างๆจนถึงปัจจุบัน มีการรัฐประหาร 2 ครั้ง โดยรสช.และคมช. จนเกิดการจลาจลนองเลือดขนานใหญ่หลายครั้งเกิดม็อบต่อสู้ขัดแย้งรุนแรง ระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดงเกิดการเข่นฆ่าจับกุมคุมขังประชาชนเกิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนับ ร้อยๆคดีมากมายเป็นประวัติการณ์และแทนที่จะแก้ไขด้วยมาตรการทางการเมือง อย่างถูกต้องตามนโยบาย 66/23 กลับเอาปัญหาที่เกิดจากการเมืองเหล่านี้ไปแก้ในศาลยิ่งทำให้ปัญหาวิกฤติหนัก
พล.อ.ชวลิตระบุต่อไปว่าเราเคยใช้นโยบาย 66/23 คือแก้ด้วยมาตรการทางการเมือง ไม่ใช่ด้วยมาตรการกฎหมาย มาตรการทางศาลการใช้กำลังหรือการปราบปราม แต่ใช่มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ เป็นการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีไม่มีการจับกุมดำเนินคดีในศาล หรือเช่นฆ่าทรมานใดๆทั้งสิ้น จึงยุติสงครามกลางเมืองช่วงนั้นได้หากยังดำเนินการตามนโยบาย 66/23 ก็แทบไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนิรโทษกรรม ซึ่งสามารถหักล้างได้กับข้อโต้แย้งของนายอภิสิทธิ์ที่ว่าจะเป็นการล้มล้าง อำนาจตุลาการ ทำลายระบบยุติธรรมนั้นการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามนโยบาย 66/23จะเป็นการช่วยให้อำนาจตุลาการเข้าหาระบบยุติธรรม หรือยิ่งทำให้ระบบยุติธรรมของไทยดียิ่งขึ้นคือไม่นำปัญหาการเมืองที่เกิดจาก ระบอบเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหารเข้ามาแก้ในระบบยุติธรรม “ศาล” นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังทำให้บานปลาย ฝ่ายที่แพ้จะหมดสิ้นความเชื่อถือศรัทธาในระบบยุติธรรมไทยนำเอาผลการพิพากษา ไปโจมตี ทำให้จำเลยไม่ยอมรับในการตัดสินของศาลไทยเดินทางออกนอกประเทศ จนกลายเป็นปัญหาใหม่อยู่ขณะนี้
พล.อ.ชวลิต ระบุอีกว่าการนำปัญหาการเมืองไปให้ศาลแก้ คือการทำลายศาล ไม่มีทางสำเร็จมีแต่จะเกิดปัญหามากขึ้นแต่การนิรโทษกรรมปัญหาการเมืองคือการ ช่วยศาล เป็นการสร้างประชาธิปไตยทำให้คนไทยทุกคนทั้งผู้เสียหานและผู้ถูกกระทำได้รับ ประโยชน์ร่วมกันสูงสุดคือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อำนาจรัฐชนิดสูงสุด บุคคลที่เข้าข่ายเป็นผู้ได้รับการนิรโทษกรรมคือทุกคนทุกฝ่าย ไม่ต้องระบุชื่อ นามสกุล เป็นการเลิกต่อกัน จบต่อกันเป็นการนิรโทษกรรมแบบบูรณาการอย่างปราศจากเงื่อนไข ยุติความแตกแยกสร้างความปรองดองแห่งชาติได้อย่างแท้จริง และยังเป็นเป็นการเปลี่ยนสถานการณ์เก่าเป็นสถานการณ์ใหม่จะไม่มีปัญหาแบบ เดิมอีกต่อไป ซึ่งรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าล้วนมีเจตนาดีต่อประเทศ
นอกจากนี้ หนังสือเปิดผนึกของ พล.อ.ชวลิต ยังได้สนับสนุนให้ยกเลิกคดีที่มาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เนื่องจากส่วนตัวเห็นว่า คตส. เกิดจากปัญหาการเมือง คือระบอบเผด็จการรัฐสภา และระบอบเผด็จการรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย คตส.จึงเป็นสิ่งย่อมไม่ชอบธรรมและไม่ถูกตั้งแต่ต้น หลักการทั้งหลายย่อมต้องเป็นโมฆะ
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองไม่สามารถนำระบบยุติธรรมมาแก้ไขไม่ได้ เพราะผิดที่ผิดทางเนื่องจากการคอรัปชันนั้นมาจากระบอบเผด็จการรัฐสภา ระบอบเผด็จการรัฐประหาร ซึ่งปัญหาคอรัปชันนั้นเป็นปัญหาของระบอบ ตรงกันข้ามกับประเทศประชาธิปไตยอื่นที่การคอรัปชันเป็นปัญหาบุคคล ดังนั้น คตส. จึงผิดที่ผิดทาง ผิดปัญหา ผิดหน้าที่ คตส. แก้ไขปัญหาผิดจุด เมื่อผิดก็ต้องหยุดและยกเลิกทุกสิ่งที่ คตส. ทำ