
หลังจากสภามีมตินำ "รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า" เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา เนื่องจากในรายงานฉบับดังกล่าวมีเสียงท้วงติงในบางเรื่อง
โดยเฉพาะมีการมองกันว่า "สภาผู้แทนราษฎร" จะอาศัยมตินำผลงานการวิจัยไปออกเป็น "กฎหมายนิรโทษกรรม" เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บางคนหรือบางกลุ่ม
จึงมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ "สถาบันพระปกเกล้า" ในฐานะผู้ทำการศึกษาวิจัย "ถอนผลวิจัย" ฉบับดังกล่าวกลับมาศึกษาใหม่อีกครั้ง
"ศ.นพ.ดร.วันชัย วัฒนศัพท์" ผู้อำนวยการหลักสูตรการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการเจรจาไกล่เกลี่ย ของสถาบันพระปกเกล้า มองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วงสถาบัน เพราะช่วยงานสถาบันพระปกเกล้าอยู่ด้วย โดยบอกว่า ไม่ได้ตำหนิสถาบัน และไม่ขอพูดว่างานวิจัยดังกล่าวดีหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกเป็นห่วงว่า ยังไม่ทันไรก็เริ่มจะไม่ปรองดองกันแล้ว เรื่องนี้หลายคนเป็นห่วงงานวิจัย เพราะแค่เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาก็เริ่มไม่ปรองดองกันแล้ว
"ยังไม่ทันไรก็ไม่ปรองดองกันแล้ว แล้วงานวิจัยนี้จะนำไปสู่การปรองดองได้จริงหรือ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะตอบโจทย์ปรองดองหรือไม่ นักวิจัยต้องกลับมาทบทวนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่เกิดการปรองดองขึ้น เคยมีโอกาสพูดคุยกับคณะวิจัยและเคารพความเห็น และได้เสนอให้นำประชาชนที่เห็นต่างเข้าสู่กระบวนการประชาเสวนาหาทางออก เพื่อเป็นแนวทางของประชาธิปไตยแห่งการเสวนาหาทางออก ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มีผู้แทน ควรเป็นประชาธิปไตยแห่งการมีส่วนร่วม ไม่ควรใช้เสียงข้างมาก"
ส่วนกระบวนการเห็นต่าง "ดร.วันชัย" มองว่า หลักการแก้ปัญหาไม่ควรฟันธง การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ยึดวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเป็นหลัก ขณะที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย นี่คือกระบวนการเอาแพ้-ชนะกัน ทั้งที่กระบวนการปรองดองควรเป็นฉันทามติ เหมือนถึงต้องเป็นฉันทามติ หรือพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย
"ส่วนตัวไม่เชื่อว่างานวิจัยเอาแพ้-ชนะจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ควรมองอดีตเป็นบทเรียน เพื่อนำไปสู่ประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาโดยผ่านกระบวนการเสวนาหาทางออกร่วมกันของประชาชน"
สำหรับเหตุการณ์โต้แย้งในที่ประชุมรัฐสภา "ดร.วันชัย" มองว่า รัฐสภาควรมองงานวิจัยอย่างเข้าใจ ไม่ควรเอาแพ้ ชนะ ไม่ควรออกเป็นกฎหมาย แต่ทำเป็นกระบวนการมีโจทย์หาทางออกประเทศไทยอย่างยั่งยืนได้อย่างไร แล้วหาฉันทามติ แต่ละพื้นที่ คนที่ไม่เคยสัมผัสกระบวนการอาจมองว่าเสียเวลา แต่ถ้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะได้ถือว่าคุ้มค่า
เมื่อถามว่า สถาบันพระปกเกล้าควรดึงผลงานวิจัยกลับมาทบทวนหรือไม่ "ดร.วันชัย" บอกว่า ควรดึงออกมา แต่ใครจะเป็นคนดึงออกมาไม่ทราบ เพราะไม่ใช่คณะผู้วิจัย แต่ก็อยากให้ข้อคิด ถ้าวันนี้หลายคนทักท้วงงานวิจัยไม่ใช่แนวทางสู่ปรองดอง สถาบันพระปกเกล้าก็น่าจะคิดทบทวนหรือไม่ ถ้าทำวิจัยปรองดองแล้วเริ่มไม่ปรองดอง ควรเอากลับมาดูก่อนหรือไม่ว่าทำไมจึงไม่ปรองดอง
"ถ้าเราไม่ยึดติดกับงานวิจัยเกินไป เมื่อมีคนทักท้วง นักวิจัยที่ดีคงต้องมาทบทวนแล้วหันมาทำกระบวนการประชาเสวนาหาทางออก ขณะที่รัฐสภาก็ไม่ควรหยิบประเด็นร้อนขึ้นมาพิจารณา อะไรที่นำไปสู่ความไม่ปรองดองต้องไม่เดินหน้าต่อ เพราะถ้ายังเดินหน้าต่อไปยิ่งไม่ปรองดองและอาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่"
"ดร.วันชัย" เห็นว่าในส่วนของรัฐสภาก็ต้องช่วยกันคิดให้รอบคอบ หากตั้งเป้าทำเรื่องปรองดอง อะไรไม่ปรองดองอย่าเพิ่งทำ สังคมไทยควรเรียนรู้การสมานฉันท์แท้จริงคืออะไร เพราะความขัดแย้งเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาล จึงเห็นว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะแก้ไขโดยใส่หมวดคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ มีหน่วยงานรองรับ เพื่อทำให้สังคมเข้าใจคำว่า สังคมปรองดองสมานฉันท์
ผู้อำนวยการหลักสูตรการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการเจรจาไกล่เกลี่ย ของสถาบันพระปกเกล้า ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยบางฉบับเป็นบทเรียน ต่างประเทศหลายอย่างไม่เหมือนประเทศไทย มีการเอากระบวนการมาทดลองใช้ในประเทศไทย แล้วนำมาประกอบกระบวนข้อสรุปนักวิจัย โดยไม่สอบถามหรือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างรอบด้านเป็นเรื่องอันตราย ในสังคมที่แตกแยกและเห็นแตกต่างในกระบวนการประชาธิปไตยการยกมืออาจไม่ใช่ประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าตราบใดยังถือคติเอาแพ้เอาชนะกัน
"หลายคนต้องช่วยกันพูด ถ้าตั้งโจทย์เรื่องปรองดอง เมื่อไม่ปรองดองก็ควรช่วยกัน ขณะที่นักวิชการก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดที่นำไปสู่กระบวนการความรุนแรงก็ต้องคิดและทบทวน" ผู้อำนวยการหลักสูตรการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการเจรจาไกล่เกลี่ย ของสถาบันพระปกเกล้า กล่าวทิ้งท้าย
