
จุดยืนการเมืองผมไม่ได้เปลี่ยนแปลง อยากให้เพื่อนเข้าใจไม่ว่าใครเข้ามาตรงนี้ เราไม่ได้มาเอาอะไรจากเขา อยากให้รู้ว่ามาช่วยดีกว่า ถ้าพรรค คนในพรรค มีข้อสงสัยอะไรก็คุยกันได้ ถ้าคิดว่าผมมาช่วยแล้วจะช่วยให้เขาได้ดี ผมก็ยินดี
ทักษิณเมตตาผมมาก
ถือเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่มีความใกล้ชิดกับคนตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะสมัยรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" เขาได้รับความไว้วางใจเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่สำคัญ "ยิ่งลักษณ์" ไว้ใจที่สุดในทางการเมืองขณะนี้รองจาก "ทักษิณ" เขาคนนั้นคือ "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ"
หลายคนสงสัยโดยเฉพาะของคนในเพื่อไทยและคอการเมืองว่า "สุรนันทน์" ก้าวมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ได้ตีตัวออกห่างจาก "ทักษิณ" ไปแล้วในช่วงที่ "ทักษิณ" โดนมรสุมทางการเมือง
"สุรนันทน์" ได้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ถึงที่ไปที่มาในการเข้ากลับทำหน้าที่โฆษกประจำตัวนายกฯว่า ตำแหน่งดังกล่าวมันไม่ใช่ตำแหน่งทางการเพราะขออาสาเข้ามาและนายกฯ ก็มอบงานให้ หรือเรียกง่ายๆ คือ ตกกระไดพลอยโจน มาตั้งแต่ร่วมงานช่วงน้ำท่วม
ทั้งนี้ การเข้ามาทำงานจุดนี้ เพราะเห็นช่องโหว่การทำงานของโฆษกพรรคและโฆษกรัฐบาล ซึ่งทั้งสองส่วนก็ทำงานเต็มที่ อีกทั้งบางภารกิจนายกฯไม่มีคนช่วยชี้แจง แต่ไม่ได้แปลว่าหนีการให้สัมภาษณ์ แต่บางครั้งนายกฯ รู้สึกว่าตอบไม่เคลียร์เนื่องจากมีหลายคำถามและเวลาตอบจำกัดทำให้สื่อเข้าใจผิดอยากอธิบายเพิ่มเติม แต่ไม่มีเวลา เลยหาคนมาช่วย
อย่างกรณี ว.5 นายกฯ รู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่สาธารณชน คู่แข่งการเมืองโจมตี จำเป็นต้องชี้แจง ดังนั้นก็เลยอาสา แต่จะไม่ไปก้าวก่ายงานรัฐบาลหรือพรรคทำอยู่
"เราตกกระไดพลอยโจนมา เพราะว่าเป็นคุณยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งไม่ว่าใครวิจารณ์คุณทักษิณอย่างไร ก็เป็นคนมีบุญคุณกับผม ขณะเดียวกันตั้งแต่ผมทำงานการเมืองมา เพราะคิดว่ามีหลายปัญหาต้องแก้ไข พอดีจังหวะที่คุณยิ่งลักษณ์ชวนกลับให้มาทำงาน ก็ไม่คิดอย่างอื่น"
สุรนันทน์ บอกว่า ตั้งวันแรกที่มาร่วมงาน ไม่คิดว่ามาช่วยแล้วนายกฯ ต้องตอบแทนบุญคุณหรือเมื่อหลุดจาก 111 เดือน พ.ค. แล้วจะต้องมีตำแหน่งให้ และหากถึงเวลานั้นไม่มีตำแหน่ง แต่ยังอยากให้ผมทำงานต่อก็พร้อม หรือมีคนเก่งกว่าให้เขามาทำก็ได้
สำหรับการไปร่วมงานทางการเมืองกับคนอื่นที่ผ่านมา เพราะการต่อสู้ทางการเมืองมีหลายรูปแบบต่างคนต่างก็ต้องเลือกทางเดินที่จะทำอย่างไรให้ยืนอยู่ได้ แต่ไม่คิดทิ้งเพื่อนหรือผู้บังคับบัญชาคิดเพียงว่าต้องยืนให้ได้เพื่อกลับมาต่อสู้กันโดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งอาจไม่ได้ขึ้นเวทีเสื้อแดง เพราะแต่ละคนมีทางเลือก
"จุดยืนการเมืองผมไม่ได้เปลี่ยนแปลง อยากให้เพื่อนเข้าใจไม่ว่าใครเข้ามาตรงนี้ เราไม่ได้มาเอาอะไรจากเขา อยากให้รู้ว่ามาช่วยดีกว่า ถ้าพรรค คนในพรรค มีข้อสงสัยอะไรก็คุยกันได้ ถ้าคิดว่าผมมาช่วยแล้วจะช่วยให้เขาได้ดี ผมก็ยินดี"
ส่วนจะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่วันนี้ยังไม่ได้คิด เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วม ผมก็ยังเป็นคอมเมนเตเตอร์ เขียนบทความ และอยากมองสิ่งที่มาทำ อย่างการเมืองต่างประเทศ มองการเมืองเป็นงานอาสา อย่างอเมริกา พอหมดยุคหมดเทอม หมดความจำเป็นก็ถอยไปทำอย่างอื่นไม่จำเป็นต้องเติบโตไปกับการเมืองเสมอไป
"ท่านนายกฯ ทักษิณ เข้าใจ ไม่รู้สิ อาจจะเป็นบทพิสูจน์ หรือไม่ใช่บทพิสูจน์ จากการที่ผมจัดรายการคอมเมนเตเตอร์อยู่ที่วอยซ์ทีวีได้ ก็น่าจะบอกว่าท่านเมตตาผมมาก และไม่เคยมาบอกให้ผมพูดอะไรด้วย ให้ผมทำเต็มที่ เอาเป็นว่าผมได้รับความเมตตาจากท่านตลอด ก็อาจจะทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานตรงนี้"
สุรนันทน์ ยังยอมรับว่า มีหลายคนคิดว่าการเอาสุรนันทน์มาตรงนี้เพื่อชนกับ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะด้วยนามสกุลเดียวกัน ซึ่งความเป็นจริงเราเลือกเกิด เลือกญาติพี่น้องไม่ได้ แต่เลือกเพื่อนได้จะให้ปฏิเสธว่า อภิสิทธิ์และผมคนละนามสกุลก็ไม่ใช่ อาจจะมีคนการเมืองคนอื่นคิดแต่ผมคิดในใจอดีตนายกฯ ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีเรื่องนั้นหรือกระทั่งหาคนมารู้ทันอภิสิทธิ์ และเลือกผมเข้ามา เพราะเชื่อว่ามีคนรู้ทันคุณอภิสิทธิ์อีกเยอะ
อย่างไรก็ตาม สุรนันทน์ บอกว่า ความเห็นทางการเมืองระหว่างเขากับอภิสิทธิ์นั้น แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ได้อยู่พรรคเดียวกัน เคยไปอยู่ช่วงต้นๆ ช่วยบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะเพื่อนกันแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวข้องอะไร รวมถึงคุณอภิสิทธิ์
ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองของประชาธิปัตย์ และเรื่องที่จะคุยการเมืองกับอภิสิทธิ์คงไม่มี แม้กระทั่งส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้เจอ ยกเว้นช่วงรัฐประหาร ได้เจอไม่กี่ครั้งโดยบังเอิญ แต่ตอนคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ก็ไม่ได้เจอหรือคุยกัน
โฆษกประจำตัวนายกฯ ยอมรับว่าครอบครัวเคยปรามผมอย่าไปต่อว่าเขา แต่ก็มีคนในครอบครัวคนอื่นเชียร์ (หัวเราะ) ว่าผมคิดว่าถูกแล้ว
"ที่น่าผิดหวังกับการเป็นนายกฯ ของคุณอภิสิทธิ์คือ การสลายการชุมนุม ผมไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่บอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่สลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต ต้องรับผิดชอบ แค่นี้เขาคงไม่คุยกับผมแล้ว (หัวเราะ) ส่วนใครจะผิดหรือถูก ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลไหนก็ตามที่มีคนเสียชีวิตกลางเมืองด้วยอำนาจรัฐ ต้องรับผิดชอบแม้จะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนใครก็ตาม ทำผิดก็ต้องรับผิด ตรงนี้สำคัญ"
อย่างไรก็ตาม แม้นามสกุลเดียวกัน จุดยืนต่างกันได้ อย่าไปคิดว่าเป็นความโกรธส่วนตัว เป็นพี่ น้อง เพื่อนมันคุยกันได้ แต่จุดยืนทางการเมืองต้องชัด ไม่ได้หมายความว่าอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ได้ นี่คือความเป็นประชาธิปไตย
"ครอบครัวบนโต๊ะอาหาร อย่าคุยเรื่องการเมือง ศาสนา เพราะเดี๋ยวทะเลาะกัน มันมีความคิดเห็นแตกต่างก็ต้องยอมรับ ต้องให้ เกียรติซึ่งกันและกัน ตรงนี้ผมคิดว่า เมืองไทย ไม่ใช่เฉพาะครอบครัวผม อีกหลายครอบครัว หรือครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ต้องคิดเหมือนกันนะ ผมเสียใจกรณีมีข่าวว่าครอบครัวเดียวกันแต่เลือกคนละสี คนละข้าง ทะเลาะกันมันไม่จำเป็น ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น"
สุรนันทน์ ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องชิงดีชิงเด่นกับอภิสิทธิ์ แต่ละคนมีวิถีชีวิตตัวเอง ตอนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ผมยังโทรไปได้แสดงความยินดีตามมารยาททางการเมือง
ยิ่งลักษณ์มีภาวะผู้นำ
สุรนันทน์ ได้พูดถึงการทำงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมาว่า แม้เจอปัญหาอุทกภัย แต่ผลที่ออกมาทำได้ดี เพราะตั้งใจทำงาน กล้าแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ในสภาพเงื่อนไขจำกัดเพื่อขับเคลื่อนองคาพยพทั้งระบบที่ไม่เคยรับภาระขนาดนี้
ทั้งนี้ นโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนพอเจออุทกภัยก็หยุดหมด กลับมาเงื่อนไขก็เปลี่ยน วันนี้นายกฯ ทบทวนใหม่หมด ทั้ง 16 นโยบายเร่งด่วน แต่อาจไม่ปรับทั้งหมด ไล่งานใหม่ให้ออกมา อาทิ แท็บเล็ต บ้านหลังแรก รถคันแรก ซึ่งก่อนน้ำท่วมดูจะเป็นโปรแกรมที่ดี และคิดว่าน่าจะเป็นกลไกที่ใช้ได้ต่อไป
อย่างไรก็ดี ในเดือน ส.ค. รัฐบาลจะต้องประเมินผลงานครบ 1 ปี และต้องแถลงผลงานต่อสภา เชื่อว่าตอนนั้นจะมีโพลประเมินผล นักวิชาการออกมาวิจารณ์ดังนั้นต้องทำให้ดีที่สุดช่วงนี้ เนื่องจากงบประมาณเพิ่งผ่านเมื่อต้นปี 2555 ซึ่งต้องใช้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 แต่เนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาล จึงต้องเร่งรัดงบประมาณให้ลงไปตามแผนงาน
สุรนันทน์ ยังเปรียบเทียบการทำงานระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์และทักษิณ ต่างกันตรงที่ทักษิณเข้ามาช่วงปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวหลังวิกฤตปี 2540 เมื่อเข้ามานโยบายต่างๆ ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่นเร็วการเมืองจึงไม่เป็นเงื่อนไขจนปลายยุคอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่เป็นเงื่อนไขการเมืองที่รุนแรง
ขณะที่ยิ่งลักษณ์มีเงื่อนไขคือ การเมืองวิกฤตอุทกภัย และช่วงนี้เป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ของแพง แน่นอนว่าอาจต้องรับภาระหนักกว่าพี่ชายในการเผชิญความท้าทาย แต่เชื่อว่าจะผ่านไปได้เพราะคุณยิ่งลักษณ์มีบุคลิกคล้ายคุณทักษิณ เช่นความสามารถในการคิดตัดสินใจ และประมวลจนได้ข้อสรุป
แต่จุดเด่นยิ่งลักษณ์ คือ เป็นผู้หญิงอ่อนโยน ประนีประนอม ซึ่งบางสถานการณ์อาจเหมาะกว่านายกฯ ทักษิณ ที่เป็นสไตล์ลุยไปข้างหน้า เพราะหากดูตามโพลต่างๆจะเห็นชัดว่าความนิยมของคุณยิ่งลักษณ์สูงขึ้น แต่จะอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำงานได้มากแค่ไหน
สุรนันทน์ ยังบอกว่า เรื่องหนักใจที่สุดของนายกฯ ขณะนี้ ไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่เป็นการบริหารงาน ทำอย่างไรให้องคาพยพทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการเดินไปได้ ซึ่งนายกฯ ก็เห็นเป้าแล้วว่าโครงการนี้จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร แต่การขับเคลื่อนต้องใช้เวลา
ยกตัวอย่าง หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เป็นประเด็นถกเถียงกันมาก แต่นายกฯ มีฟรีเวิร์กช็อปหลายๆ อัน เพื่อให้ชัดว่ามันคืออะไร และต้องทำอะไรเพื่อผลักดันให้ออกมาได้ ตอนแรกไม่มีใครกล้าตัดสินใจเพราะพื้นฐานผลประโยชน์แต่ละกลุ่มคนได้ไม่เหมือนกัน นายกฯ ฟันธงว่า เรื่องอื่นเป็นเรื่องของแต่ละกองทุนเรื่องฉุกเฉินประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือป่วย ต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้น เมื่อหลักตรงแน่นอน ทำให้หน่วยงานอื่นค่อยๆเข้ามาอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
"กว่าจะใช้เวลาขับเคลื่อนออกมาได้ไม่ใช่ว่านายกฯ คิดวันนี้แล้วพรุ่งนี้เสร็จ มันต้องใช้เวลาพอสมควร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาหนักใจ ในแง่ที่ว่าหากช้า ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์เลยอยากให้เร็ว ให้มีก้าวแรกก่อน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค เพราะก้าวแรกเป็นก้าวที่ยากที่สุด เมื่อก้าวไปได้ค่อยไปแก้ปัญหาต่อ"
สุรนันทน์ ยอมรับว่า บางงานนายกฯอาจไม่ได้คิดเอง เหมือนกับนายกฯ อีกหลายคน กระทั่งคุณทักษิณ ต้องมีทีมงาน อาจเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าไม่คิดเองคงไม่ผิดแต่ในที่สุดคนนั่งหัวโต๊ะคือคนตัดสินใจ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นคนกล้าตัดสินใจ
หากถามว่านายกฯ คุยกับคุณทักษิณเรื่องงานหรือไม่เชื่อว่าคงไม่มีพี่น้องคนไหนไม่คุยกัน ปฏิเสธไม่ได้ แต่คนตัดสินใจ หรือเซ็นสัญญา คือ ยิ่งลักษณ์ เห็นได้จากการไปเกาหลี จนได้การยอมรับและชื่นชมทว่านายกฯ ทักษิณ อาจช่วยนั้นในเรื่องข้อมูลซึ่งคิดว่าไม่เสียหาย ถ้าตราบใดแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก็ไม่ใช่ปัญหา
สุรนันทน์ บอกว่า นายกฯ แม้เป็นคนหงุดหงิดง่าย แต่ก็ไม่กระทบกับงาน เพราะเมื่อเวลาเข้าห้องประชุมหรือออกมาทำหน้าที่ ไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ถือว่าค่อนข้างเป็นคนเก่งและมืออาชีพ
ส่วนเรื่องการสื่อสารของนายกฯที่ไม่เข้าใจ สุรนันทน์ ชี้แจงว่า ทักษะคนเราไม่เหมือนกัน นายกฯ มีทักษะด้านบริหาร ไม่ใช่การเมือง เมื่อเวลาสื่อสารอาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่เชื่อว่าใครเคยออกทีวีครั้งแรกทุกคนต้องสั่น อย่างผมเอง 10 กว่าปีที่แล้วสมัยปี 2538 ก็พูดออกทีวีไม่รู้เรื่องฉะนั้นของพวกนี้ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วมี
ที่ผ่านมานายกฯ ยอมรับว่าไม่ชอบพูดกับกล้อง แต่ให้บรรยายแบบซีอีโอ สัมมนา นั่งหัวโต๊ะสั่งงาน ตัดสินใจ เธอทำได้ แต่ถามว่าจากวันแรกถึงวันนี้พัฒนาการขึ้น เพื่อให้คนเข้าใจตัวเธอ รวมถึงนโยบายรัฐบาล
สุรนันทน์ ระบุว่า นายกฯ ติดตามงานทุกเรื่องที่สำคัญๆและหลายๆ ครั้งที่สังเกตนายกฯ จะมีข้อมูลส่วนตัวเอง พร้อมระบุเหตุผลว่าทำไมทำเรื่องนี้ไม่ทำเรื่องนั้นซึ่งแสดงว่าเป็นคนทำการบ้าน
"นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นคนทำงานกลางคืน กลับบ้านไปนั่งอ่านเอกสารอย่างละเอียดด้วยตัวเอง บางเรื่องมีโทร.มาถามผมว่าได้อ่านเรื่องนี้หรือยังผมเองก็ไม่กล้าตอบว่าไม่ได้อ่าน เพราะท่านกำลังอ่านอยู่ (หัวเราะ)"
ปรองดองต้องใช้สภา
การเดินหน้าสร้างความปรองดองของรัฐบาลในเวลานี้ "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงคำว่า ปรองดอง ของรัฐบาล คือทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรคนเดียว เสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือใครก็ตามที่มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก
กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลจะทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใสเป็นธรรม แล้วทุกคนเข้าสู่กระบวนการนั้น
สุรนันทน์ อธิบายว่า การปรองดองคือการเข้าสู่กติกาประชาธิปไตย ยอมรับในระบอบประชาธิปไตย ยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็อยู่กันได้แล้วในสังคม เมื่อไปสู่เรื่องละเอียดอ่อนเชื่อว่าจะต้องมีอะไรที่ตกลงกันได้ เพราะการเจรจาเป็นอย่างนี้ทั่วโลก ทั้งในและต่างประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ใช้เวลากี่ปีกว่าจะตกลงกันให้ เนลสัน แมนเดลา ลงเลือกตั้ง หรือพม่า ตกลงให้ อองซานซูจี ลงเลือกตั้งได้ ถึงตกลง กันได้ก็ยังไม่จบ ต้องมีกระบวนการค่อยๆ ว่ากัน
สำหรับหลักการที่นายกรัฐมนตรี บอกว่า ให้เข้าสู่เวทีสภานั้น เห็นด้วย ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมาธิการปรองดอง หรือเฉพาะผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียว การเข้าสู่เวทีสภาเนื่องจากสภาเป็นผู้แทนราษฎรทั้งหมดน่าจะเป็นเวทีที่ดีที่สุดในการระดมความคิดเห็นที่หลากหลายเข้ามา แต่ไม่ใช่เวทีบนท้องถนน
"ถ้าเวทีสภาไม่เป็นที่พึ่ง ทุกคนก็จะเทกลับไปถนนหมด เราต้องช่วยกัน ฝ่ายค้านก็ต้องช่วย จะปฏิเสธเวทีสภาไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์พูดมาตลอดว่าประชาธิปไตยแบบรัฐสภาสนับสนุนระบบนี้ ตอนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ก็บอกว่ารัฐสภาเลือกมาวันนี้ต้องกลับมาสู่สภา คนที่เป็นนักการเมืองต้องให้การถกเถียงกลับมาสภา และถ้าถกเถียงในสภามีความเห็นที่หลากหลาย ผมก็ไม่เชื่อว่าทุกอย่างจะตกลงกันได้ สมมติมี 10 ข้อ ตกลงกันได้ข้อเดียว ก็ถือเป็นก้าวแรก"
สุรนันทน์ ยกตัวอย่างว่า กระบวนการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คนบางกลุ่มบอกว่า คตส.ไม่เป็นธรรมเพราะมาจากรัฐประหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูก คตส. กล่าวหาว่าผิด จะหลุด มันก็ยังมีกระบวนการยุติธรรมปกติ ถ้าเข้าสู่กระบวนการศาล ก็ฟ้องร้องกันไป ให้มีการสืบพยานมาพิสูจน์ ก็อาจจะต้องคุยกันในลักษณะนี้แต่อาจจะไม่ได้ข้อสรุปข้ามคืน ต้องถกเถียงกันไป
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองฝ่ายค้านต้องฟังมากกว่าพูด แล้วค่อยมาถกเถียงกันด้วยเหตุผลอย่าใช้วาทะทางการเมือง ก็จะเห็นว่าเหตุผลอันไหนตรงกัน ถ้าถามว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว พูดเรื่องปรองดอง เหลืองกับแดง วันนี้เชื่อว่าสังคมขอให้ปรองดอง อย่างน้อยตกลงกันได้ คือ ต้องปรองดอง ไม่ใช่มาทะเลาะ ไม่ใช่สงครามกลางเมือง เมื่อ 3-4 ปีก่อน มีคนพูดเรื่องนี้แต่วันนี้เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่อยากปรองดองฉะนั้นเป็นจุดเริ่มต้นจุดแรก
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหลายภาคส่วนมองว่าคุณทักษิณเป็นเงื่อนไขจนเกิดปัญหาชาติทำให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง ซึ่งต้องยอมรับในหลักการประชาธิปไตย ถามว่าประเทศใดในโลกนี้ยอมปรองดองขนาดนี้ วันนี้เพื่อไทยชนะท่วมท้น น้องสาวคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณยังกลับบ้านไม่ได้เลย ถ้าเป็นประเทศอื่นบินกลับมาตั้งแต่วันแรก
"วันนี้ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณต้องการเห็นความสงบสันติในบ้านเมือง แน่นอนทุกคนอยากกลับบ้าน ผมในฐานะที่รู้จักคุณทักษิณเป็นการส่วนตัวมา 10 ปี ก็อยากให้กลับมาอยู่บ้านอยากให้มาเที่ยวเล่นที่ท่านชอบได้ ส่วนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของท่านที่ต้องตัดสินใจ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่านไม่อยากให้กลับ และที่มีข่าวว่าคนในพรรคไม่อยากให้กลับ ก็ถือว่าใจดำกันเกินไป แต่จะกลับเมื่อไหร่จังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม เชื่อว่าคนเป็นอดีตนายกฯ อย่างคุณทักษิณ ย่อมรู้ว่าต้องทำอะไร"
โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าหลายประเทศให้ความเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมในการตัดสินคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามันไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้กระบวนการนี้เป็นธรรม ซึ่งจริงๆแล้วรัฐบาลทำได้
"สมมติว่าคุณยิ่งลักษณ์บอกว่า ฉันมีอำนาจกระทรวงยุติธรรมอยู่กับฉัน และกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างนี้ คุณทักษิณกลับมาไม่ต้องติดคุกก็ทำได้ แต่ไม่ทำ เพราะคุณยิ่งลักษณ์บอกว่า ไม่ได้ ถ้าทำคนจะบอกว่าช่วยพี่ชาย ขัดแย้งผลประโยชน์ ก็ส่งให้สภาไปจัดการ แต่ถ้ายังถกเถียงกันอยู่ ก็เชื่อว่าคุณทักษิณก็ยังไม่กลับ แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมลงตัวและคุณทักษิณยอมรับว่า โอเค พร้อมต่อสู้" สุรนันทน์กล่าวทิ้งท้าย
