โวยใช้เลียงข้างมากกลับมติที่มา 'สสร.'

คมชัดลึก 30 มีนาคม 2555 >>>




"โคทม" โวย กมธ. แก้ รธน. ใช้เลียงข้างมากลากกลับมติที่มา สสร. ชี้หวังคุมกระบวนการได้ สสร. เชื่อหากทำเช่นนี้ยากที่จะเป็นสัญญาประชาคมของคนไทยทุกคน "สมศักดิ์" ยังไม่เลือกว่าจะขยายเวลาการประชุมรัฐสภาสมัยนิติบัญญัติ

ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา วันที่ 30 มี.ค. นายโคทม อารียา ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายถกแถลงรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เครือข่ายถกแถลงรัฐธรรมนูญขอคัดค้านกลับมติเรื่องที่มา สสร. ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ เคยมีมติให้มี สสร. จำนวน 200 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ตามสัดส่วนประชากร เหมือนการเลือกตั้ง ส.ว. ปี พ.ศ. 2543  แต่ได้กลับมติมายึดตามร่างของรัฐบาล คือให้ลือกตั้ง สสร. จังหวัดละหนึ่งคน และ สสร. ประเภทสรรหา อีก 22 คน ซึ่งการกลับมติดังกล่าว แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาล โดยยึดแต่มติของพรรค แสดงเจตนาว่าพรรคร่วมรัฐบาลมุ่งที่จะควบคุมกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. และการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้มากเกิน หากเป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญที่จะจัดทำขึ้นใหม่ยากที่จะเป็นกติกาหรือสัญญาประชาคมของคนไทยทุกคน
   “ยังฝากความหวังอย่างมากว่า เมื่อ กมธ. พิจารณาถึงเรื่องกำหนดเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของ สสร. ในสัปดาห์หน้า จะได้มีการให้ขยายเวลา จากร่างรัฐบาลที่กำหนดไว้ 180 วัน เป็น 365 วัน เพื่อเป็นโอกาสสำหรับการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อเนื้อหาของรัฐธรรมนูญได้เต็มที่และกว้างขวาง” นายโคทม กล่าว

"สมศักดิ์" ไม่เคาะขยายเวลาการประชุมรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะเลือกขยายเวลาการประชุมรัฐสภาสมัยนิติบัญญัติ ซึ่งจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 เมษายนนี้ เป็นรูปแบบใด เนื่องจากต้องหารือผู้เกี่ยวข้องและ วุฒิสภาก่อน อีกทั้งต้องดูระเบียบวาระที่ยังค้างการพิจารณาว่ามีเรื่องใดบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังมีเรื่องกรอบความร่วมมือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ค้างการพิจารณา 4 ถึง 5 เรื่อง และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้รัฐสภาเป็นตัวถ่วงทำให้การทำงานให้ประชาชน เพราะปิดสมัยประชุมครั้งนี้จะยาวถึง 3 เดือน อย่างไรก็ตาม หากมีเรื่องค้างการพิจารณาไม่มาก คาดว่า 2 สัปดาห์น่าจะพอ ประธานรัฐสภา ยังกล่าวถึงการพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 4 เมษายนนี้ โดยเชื่อว่า ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบ

"ตู่" เตือน ปชป. อย่าทำเป็นเด็กวันพิจารณาปรองดอง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่สนามบินนานาชาติอุดรธานี ก่อนเดินทางกลับ กทม. หลังเดินที่ข้ามไปยัง สปป.ลาว กรณีการปรองดองที่กำลังมีปัญหากับทางพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในขณะนี้ ว่า ปัญหาในขณะนี้ คือ พรรคประชาธิปัตย์เองตั้งใจที่จะขัดขวางเรื่องการปรองดอง แต่พวกเราคงจะยังคงเดินหน้าต่อ เพราะประเทศต้องการความสงบ พรรคประชาธิปัตย์จะขัดขวางก็เป็นเรื่องของเขา ฉะนั้นอะไรก็ตามที่จะไม่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายอีก และทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบได้เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมจะเดินหน้าสร้างความปรองดองต่อ
   “ส่วนการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ผมเป็น 1 ใน 47 คน ที่สถาบันพระปกเกล้ามาสัมภาษณ์ และผมก็ให้ข้อมูลเรื่องการปรองดอง เรื่องทัศนคติต่าง ๆ และก็มีการดำเนินการแบบนี้กับทุกคน คือความจริงรายงานของสถาบันพระปกเกล้าก็เหมือนรายงานของคณะกรรมาธิการทุกคณะ ที่ตั้งมาเพื่อศึกษากรณีต่าง ๆ คนที่เป็น ส.ส. ในสภาฯ จะทราบเลยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติมาก ความจริงประเทศจะปรองดองหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่รายงานฉบับเดียว แต่อยู่ที่แต่ละภาคส่วนมีความพร้อมใจกันหรือไม่ ฉะนั้นการพูดถึงรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เป็นการที่จะหาเหตุคว่ำการปรองดองมากกว่า แต่ว่าเนื้อหาของการวิจัยไม่ได้เกี่ยวกับประเทศจะปรองดองจากรายงานเพียงฉบับเดียว แต่พรรคประชาธิปัตย์เขาหยิบยกรายงานฉบับนี้ ใช้มาเป็นเหตุมากกว่า” นายจตุพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่เห็นด้วย นายจตุพรฯ ตอบว่า พล.ต.สนั่นก็มีนัยมากมาย ก็ถือว่าเป็นความคิดเห็นหนึ่ง ซึ่งตนก็เห็นว่าไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เชื่อว่าเมื่อเข้าสภาฯในวันที่ 4 เมษายน ก็จะผ่านไปได้ด้วยดี เพราะรายงานผลศึกษาทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ แต่พรรคประชาธิปัตย์อย่าได้ใช้วิธีตีรวน ลุกขึ้นยืน ตะโกน โห่ฮา อย่าได้ทำอย่างนั้นเลย มีวุฒิภาวะเหมือนเด็ก และก็ไม่มีหน้าที่ตามใจเด็ก ฉะนั้นใครมีความเห็นอย่างไร ก็ควรจะวิพากษ์วิจารณ์ ตามสิทธิของการเป็น ส.ส.