2 แนวทางพา 'ทักษิณ' กลับบ้าน

คมชัดลึก 26 มีนาคม 2555 >>>




2 แนวทางที่จะพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน แนวทางไหนที่พอยอมรับได้ : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

กระบวนการนำพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านในปัจจุบันนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่มีเส้นทางที่เด่นชัดและพอที่จะเป็นไปได้อยู่ 2 เส้นทาง คือ
1. ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากการดำเนินงานของ ส.ส.ร. เพื่อส่งมาให้รัฐสภาเป็นองค์กรตัดสินในขั้นสุดท้าย และ
2. ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมในรูปแบบของการออก พ.ร.บ.ปรองดอง จากการดำเนินงานของ กมธ.ปรองดอง แล้วส่งขึ้นมาให้รัฐสภาพิจารณาเช่นกัน ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่สั้นกว่าเส้นทางแรก ถ้าสังเกตดู จะเห็นได้ว่าการที่จะพาคุณทักษิณกลับบ้านทั้ง 2 กรณีนั้น จะมีสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากคอยสนับสนุนคุณทักษิณอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับคุณทักษิณทั้งนั้น อยู่แต่จะได้มากหรือได้น้อยเท่านั้นเอง
เรื่องมันจะง่ายแบบนี้จริงๆ หรือเปล่า ต้องมาพิจารณากันดู เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ยังเป็นเรื่องยาวนานและที่สำคัญยังต้องผ่านการตรวจสอบจากประชาชนในขั้นตอนการลงประชามติอีกด้วย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จะถูกแก้ไขนี้ ก็ผ่านการทำประชามติมาเช่นกัน ดังนั้นในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่ยังไม่น่าวิตกกังวลเท่าไรนัก เพราะยังมี “ด่านสุดท้าย” อยู่ที่การตัดสินใจโดยตรงของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง นั้น เป็นเรื่องที่มาถึงเร็วกว่า ร้ายแรงกว่า เพราะจะทำให้มีผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างมากมาย และยังไม่ต้องผ่านการทำประชามติอีกด้วย จึงต้องมาดูเรื่องนี้อย่างละเอียด
กมธ.ปรองดองประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 เสียงส่วนใหญ่ (ของพรรคเพื่อไทย) เห็นด้วยกับการสร้างแนวทางปรองดองแห่งชาติ ตามที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอเข้ามาในทางเลือกที่ 3 คือ “ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินงานและคดีที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
เมื่อดูความเป็นมาของ กมธ. ชุดนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะแปลกใจอะไรครับ ว่าจะตัดสินใจสนับสนุนฝ่ายไหน เพราะ
1. การเอาคนที่ทำปฏิวัติ หรือคน “ก่อเหตุ” เองมาเป็นประธาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแน่นอน และตัวประธานก็ไม่ควรจะเสนอหน้ามารับหน้าที่ด้วย น่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว แต่การมารับหน้าที่นี้ซิ ทำให้น่าสงสัยใหญ่ว่ารับ “งาน” ใครมาหรือเปล่า
2. กมธ. เสียงข้างมากอยู่กับพรรคเพื่อไทย กรณีนี้ถือว่า “เป็นเรื่องปกติ” แต่ตามหลักประชาธิปไตยแล้ว จะต้องฟังเสียงส่วนน้อยด้วย ถ้าไม่ฟังก็ถือว่าใช้ไม่ได้อีกเช่นกัน
ในเมื่อกรอบของ กมธ. ชุดนี้เอนเอียงมาตั้งแต่เริ่มตั้งแล้ว ยังมาเจอรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอใส่พานแบบไร้ยางอายมาให้ กมธ.เลือกแนวทางปรองดอง 3 เส้นทาง ซึ่งมีเนื้อหาสรุปได้ว่า แนวทางที่ 1 พอใช้ได้ แนวทางที่ 2 ช่วยคุณทักษิณ ครึ่งหนึ่ง และแนวทางที่ 3 ช่วยคุณทักษิณ 100% กมธ.ชุดนี้ซึ่งมีภาพลักษณ์ต่อบุคคลภายนอกดูไม่เป็นกลางอยู่แล้วจึงกระโดดเข้าเลือกแนวทางที่ 3 แบบหน้าด้านๆ ทันที โดยไม่อายผู้คนแต่อย่างใด ซึ่งทำให้การพิจารณาเรื่อง “ปรองดอง” กลับกลายเป็นเรื่องสร้าง “ความแตกแยก” ขึ้นมาใหม่ในทันทีทันใด
เชื่อผมเถอะครับ ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้แน่นอน ไม่ว่ารัฐบาลจะทุ่มประชานิยมมากขนาดไหนก็ไปไม่รอดแน่ที่จะเกิดความรุนแรงจากความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ายังดื้อรั้นผลักดันเรื่องนี้ต่อไปนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง อาจมีคนต้องไปอยู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก ก็พอมองเห็นตัวกันอยู่ครับ
คิดให้ดี หันไปใช้กระบวนการที่ผ่านการทำประชามติจากประชาชนน่าจะดีกว่า แม้จะช้าหน่อยแต่ก็เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยและปรองดองมากกว่าครับ