คำต่อคำ "อภิสิทธิ์" "10 ฐานรากของประเทศ พิมพ์เขียวของประเทศไทย"

มติชน 31 มีนาคม 2555 >>>




คำต่อคำ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าด้วยเรื่อง "10 ฐานรากของประเทศ พิมพ์เขียวของประเทศไทย" ในงาน "จับมือรวมพลัง ออกแบบประเทศไทย" ณ อิมแพค เมืองทองธานี 31 มีนาคม 2555
วันนี้ที่เราบอกว่าเราจะมาจับมือรวมพลังออกแบบประเทศไทย ทำไมต้องมาออกแบบกันใหม่ เราเห็นชัดเจนว่า ถ้าเราปล่อยสภาพของการเมืองและบ้านเมืองเป็นไปอย่างทุกวันนี้ อนาคตข้างหน้าที่เรามองเห็นจะมีแต่ปัญหา มีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน เห็นไม๊ว่าการเมืองที่ยึดอยู่กับเรื่องของผลประโยชน์ การเมืองที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน สุดท้ายมันเป็นวงจรที่กลับมาทำร้ายประชาชน
การเมืองที่เป็นการเมืองผูกขาด การเมืองที่ไม่สุจริต มีเครื่องมือใหม่ๆ เสมอครับ ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง เราต้องก้าวให้พ้น วันนี้เครื่องมือหนึ่งที่เราต้องก้าวให้พ้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ประชานิยม" ต้องก้าวให้พ้นตรงนี้ให้ได้ครับ
ประชานิยม ที่เป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ประชานิยม ที่เป็นนโยบายที่มีไว้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในการหาคะแนนเสียง ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับประชาชน คนที่อวดอ้างว่าแก้ไขปัญหาให้กับคนยากคนจน กลับกลายเป็นคนที่ทำให้หนี้สินของประชาชน และครัวเรือนเพิ่มมากที่สุดในประวัติศาสตร์
วงจรนั้นกำลังกลับมาอีกแล้ว ที่จะ "แดงทั้งแผ่นดิน" คือบัญชีของทุกครัวเรือนที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ เราต้องหยุด เราต้องพอกับสิ่งเหล่านี้ เราต้องก้าวข้ามให้พ้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องมาออกแบบเพื่อสร้าง "พิมพ์เขียวประเทศไทย" เราทำได้
ไม่ใช่เฉพาะที่เราเห็นเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เฉพาะที่เราเห็นเมื่อสักครู่นี้ แต่เห็นไม๊ครับ ในช่วงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ก็ใครล่ะครับ แต่พี่น้องประชาชนที่มีจิตอาสาทั้งหลายที่ทำให้เราผ่านพ้นภัยพิบัตินั้นมาได้ นั่นคือพลังของพี่น้องประชาชนที่เราจะใช้
ผมคงไม่สามารถสรุปสิ่งที่เป็นข้อเสนอ สิ่งที่เป็นการสะท้อนปัญหาได้ครบถ้วนทุกกลุ่มหรอกครับ แต่ผมบอกว่า วันนี้เป็นวันเริ่มต้น ผมเพียงแต่จะเสนอกรอบความคิดในการสร้างพิมพ์เขียวประเทศไทย ที่เรากำลังจะออกแบบ โดยขอเสนอว่า เราต้องวาง 10 ฐานราก เลข 10 เลขดีนะครับ แต่ 10 ฐานราก ผมกลัวว่าจะจำยาก ก็บังเอิญครับ ภรรยาเป็นนักคณิตศาสตร์ 10 นั้นเท่ากับ 4+3+2+1 ผมเสนอ 4 ฐานรากสังคม 3 ฐานรากเศรษฐกิจ 2 ฐานรากการเมืองเพื่อนำให้ประเทศไทยเป็น 1 ในอาเซียน
4 ฐานรากทางสังคมที่จะต้องเป็นฐานรากสำคัญของประเทศไทยที่เรากำลังออกแบบ ผมขอเริ่มจากคำว่า "สังคมอบอุ่น ปรองดอง" แต่เอากันชัด ๆ ก่อนนะครับว่า ปรองดอง แปลว่าอะไร
ปรองดอง เป็นสิ่งที่ผมเป็นคนเริ่มต้นในวันที่เป็นนายกรัฐมนตรี ปรองดองคือการที่ต้องการให้คนไทยรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าการสนับสนุนการปรองดองที่รวมคนไทยเป็นหนึ่งทั้งที่มีความแตกต่างทางความคิดแน่นอน แต่ปรองดองสร้างไม่ได้ ด้วยการบังคับ ด้วยการใช้เสียงข้างมาก ด้วยการข่มขู่ ด้วยการใช้อำนาจ และอย่าให้ใครปล้นคำว่าปรองดองไปใช้บังหน้า เพื่อล้างผิดให้กับคนโกง
ปรองดองต้องเริ่มจากสังคมที่อบอุ่นครับ และวันนี้ฐานรากสำคัญที่สุดในสังคมที่อบอุ่น เราต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ทำไมต้องกลับมาที่สถาบันครอบครัว เพราะวันนี้ครับ ปัญหาสังคม ปัญหาการศึกษา ปัญหาอีกหลายต่อหลายปัญหา ไปจนถึงอาชญากรรม ยาเสพติด เป็นเพราะเราปล่อยให้สถาบันครอบครัวในประเทศ ค่อย ๆ เสื่อมถอย ถึงขั้นที่จะล่มสลาย เรามีเด็กที่กำลังเติบโตมาโดยไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มากขึ้น ๆ ตลอดเวลา เรามีเด็กที่โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว แต่ที่สุดมีลูก
สุดท้ายนี่คือที่มาของปัญหาสังคมมากมาย และความอ่อนแอในประเทศของเรา ฐานรากนี้เป็นฐานรากสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างสังคมที่อบอุ่นให้ได้ ต่อยอดจากนโยบายหลายอย่างที่เราได้ทำมา
รัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกยุค ทุกสมัย ต้องการสร้างโอกาสให้กับลูกหลานเรา ทำนโยบายเรื่องการศึกษา แต่ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องการเรียน ใครล่ะครับ เริ่มต้นโครงการ "นมโรงเรียน" โครงการอาหารกลางวัน และรัฐบาลที่แล้ว เอาจริง เอาจังมาก บอกว่า เด็กเล็กต้องได้รับการดูแล ส่งเสริมให้มีสถานดูแลเด็กเล็กในสถานประกอบการ และสถานที่ทำงานต่าง ๆ ฐานรากนี้สำคัญเพื่อที่จะเป็นภูมิคุ้มกันและการป้องกันปัญหาอื่น ๆ มากมายที่จะตามมา ผมเชื่อมั่นครับว่า ถ้าเราทำให้ครอบครัวอบอุ่น สังคมอบอุ่นปรองดอง ชุมชนของเราจะมีความสงบสุข สังคมของเราจะมีความเข้มแข็งและจะเป็นฐานรากที่สำคัญที่สุดของประเทศที่เรากำลังจะร่วมออกแบบกัน นั่นคือข้อที่ 1 ในส่วนของสังคม
ส่วนที่ 2 เราต้องวางฐานรากให้เกิดสังคมเรียนรู้ หรือสังคมแห่งการเรียนรู้ เรื่องนี้ เราจะเห็นว่าพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มที่มาสมัชชา ให้ความสำคัญมาก เมื่อวานผมเดินเยี่ยม ทุกห้อง ยังแปลกใจ นึกว่าเวลาไปพบกับกลุ่มที่บอกว่าเป็นกลุ่มธุรกิจจะคุยกันเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่ครับ เริ่มต้นคุยกันบอก เริ่มที่เรื่องการศึกษา การเรียนรู้ ผมเดินไปกลุ่มคนทำงานอิสระก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา เดินไปเกือบทุกห้องเขาบอกว่าการศึกษาการเรียนรู้ สำคัญ ประชาธิปัตย์ยังทำงานไม่เสร็จครับ ที่จริงทำงานมาตั้งแต่บอกว่า เรียนฟรี 6 ปี ทำจนถึง 15 ปี มีกองทุนกู้ยืมให้ สนับสนุนเรื่องการศึกษาและเด็กอีกหลายแนวทาง แต่ก็ยังไม่พอ
วันนี้ต้องเดินหน้าในเรื่องของคุณภาพ เราจะปล่อยให้คะแนนโอเน็ต เอเน็ต มันต่ำลงทุกปีๆ ไม่ได้ เราจะปล่อยให้เด็กที่เรียนจบมา ปรากฎว่ามีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ ตกงานต่อไปไม่ได้ การปฏิรูปการศึกษาที่เราทำมาทุกครั้ง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของท่านนายกฯ ชวน มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว เริ่มต้นวางรากฐานไว้ แต่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีคนทำต่อ วันนี้เราต้องทำต่อให้ได้ และเราต้องจับมือ ร่วมมือกันสร้างเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และผมเห็นด้วยกับหลายท่านที่ขึ้นมาบนเวทีนี้ที่บอกว่า การศึกษาวันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องวิชาการ แต่ต้องให้ทักษะในเรื่องชีวิต คุณธรรม จริยธรรม สร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของสังคมไทย และประเทศไทย พร้อมๆ  ไปกับความรู้
สำคัญที่สุด  วันนี้การศึกษาสายอาชีพ จะต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ต้องไม่ถูกทอดทิ้ง ต้องไม่ถูกละเลย ผมเสียใจครับว่า นโยบายของรัฐบาลวันนี้บอกให้ 15,000 บาท แต่ให้เฉพาะคนจบปริญญา ในระบบราชการวันนี้ ช่องว่างระหว่างคนจบปริญญากับการจบสายอาชีพเงินเดือนอาจจะต่างกันถึงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องครับ
เราต้องการสังคมที่คนเรียนรู้ว่ามีทักษะ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศอย่างเป็นธรรม และกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อออกจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา เดินหน้าสร้างสภาวะแวดล้อมให้คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเรียนรู้ได้ และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศต่อไป
ฐานรากที่ 3 ทางสังคมที่สำคัญ คือสังคมสวัสดิการ สังคมสวัสดิการต้องทำอย่างต่อเนื่อง ประชาธิปัตย์เราพยายามให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า หลายสิ่งหลายอย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า เบี้ยคนพิการถ้วนหน้า รักษาฟรี ปรับระบบการรักษาสุขภาพหรือหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดความสอดคล้องมากขึ้นตามความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ต้องเดินหน้า และไม่ใช่เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเรื่องต่อรองในเรื่องของการสนับสนุน ไม่สนับสนุนรัฐบาล ไม่ใช่เป็นบุญคุณของรัฐบาลใด แต่ต้องเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานสวัสดิการของทุกคน
ไม่ต้องเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่นการเมือง มาเล่นเรื่องการตลาด ผมเรียกร้องเฉพาะหน้าเลยครับ รักษาฟรีแล้วอย่ากลับไปเก็บ 30 บาท เพียงเพราะให้มันเป็นยี่ห้อ 30 บาท
นี่เป็นฐานรากที่เป็นความแตกต่างสำคัญที่สุดกับการต่อสู้กับปัญหาของประชานิยม เพราะถ้าเราสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิ เป็นระบบ นั่นเท่ากับเรากำลังเพิ่มเสรีภาพความมั่นคงให้กับชีวิตคนไทยทุกคน และเราจะต้องเดินหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และประชาธิปัตย์รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่จะมาร่วมกับเรา จะคิดและสร้างสังคมสวัสดิการแบบยั่งยืน เราไม่ได้บอกว่าสังคมสวัสดิการเกิดขึ้นได้เพราะมีเงินจากรัฐบาลมาแจกครับ แต่เห็นไม๊ครับว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้เริ่มต้นวางรากฐานว่า พี่น้องประชาชนต้องมีเงินออมมากขึ้น เราส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน สมทบเงินเข้า เราออกกฎหมายกองทุนเงินออมแห่งชาติ เพื่อที่จะให้มันเป็นรากฐานรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต และที่สำคัญที่สุด เราเริ่มต้นกระบวนการดึงแรงงานทั่วประเทศที่ยังเหลืออีก 20 กว่าล้านคนเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม สิ่งเหล่านี้ต้องเดินหน้าต่อไปเป็นรากฐานสำคัญของสังคมสวัสดิการ
ฐานรากที่ 4 ทางสังคม  คือเราจะต้องร่วมกันสร้างขึ้นมา คือสังคมที่เป็นธรรม วันนี้ เราได้ยินเสียงจากพี่น้องประชาชน จากหลากหลายกลุ่มมาก ที่ยังเข้าไม่ถึงทรัพยากรบ้าง เข้าไม่ถึงสิทธิบ้าง ถูกเลือกปฏิบัติบ้าง สังคมที่เราปรารถนาจะเห็น ที่จะเป็นธรรมนั้น เราต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยมีคนที่ไร้ที่ทำกิน ไร้ที่อยู่อาศัยอีกต่อไป ประชาธิปัตย์เคยทำงานเรื่องปฏิรูปที่ดินมาจนถึงโฉนดชุมชน จนกระทั่งเริ่มตั้งธนาคารที่ดิน และเตรียมที่จัดเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สินให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม นั่นยังเป็นสิ่งที่เราต้องการออกแบบระบบความเป็นธรรมในประเทศต่อไป และผมแปลกใจครับ รัฐบาลที่อ้างคนจนตลอดเวลา กลับล้มเลิกแผนที่จัดเก็บภาษีทรัพย์สินและที่ดิน อย่างที่คุณกรณ์ เคยเสนอเอาไว้ ไม่มีเหตุผล
ผมต้องใช้คำว่า หยุดใช้คนจนหาเสียง แต่ต้องเอาจริงกับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทั้งเรื่องทรัพยากร ทั้งเรื่องสิทธิ เพื่อเดินหน้าประเทศของเราต่อไป นั่น 4 ฐานรากทางสังคม
มาทางเศรษฐกิจบ้าง ฐานรากที่ 1 ก็กลับมาอยู่ที่ภาคการเกษตร เราต้องมีเกษตรเข้มแข็ง ผมไม่ต้องการเห็นมันสำปะหลังมาเทอยู่หน้าสภา ผมไม่ต้องการเห็นสัปปะรดกองอยู่ที่ถนนเพชรเกษม ผมไม่ต้องการเห็นพี่น้องประชาชนจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ต้องขนผลิตภัณฑ์ของตนเอง หวังที่จะไปเข้าโครงการจำนำแล้วถูกโกง โกงน้ำหนัก โกงความชื้น โกงปริมาณ โกงทุกอย่าง และผมไม่ต้องการเห็นประเทศไทย เสียแชมป์ ผู้ส่งออกข้าว เพราะนโยบายที่ผิดพลาดอย่างนโยบาย "จำนำพืชผล"           
เราไม่มาออกแบบให้ประเทศไทย กลับมาเป็นประเทศที่เกษตรเข้มแข็ง เกษตรกรประกอบอาชีพแล้วมีกำไร แล้วทำอย่างเป็นระบบ ทำโดยไม่มีการทุจริต และทำแล้วอาหารไทย เกษตรไทย แข็งขันได้ทั่วโลก เอานโยบายประกันรายได้กลับมา
แล้วเดินหน้าส่งเสริมเรื่องการเพิ่มมูลค่าเพิ่มเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเกษตรของเราเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ เพราะนี่จะเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ ผมยืนยันว่า ถ้าพี่น้องเกษตรกรไทย มีรายได้ดี มีความมั่นคง เศรษฐกิจไทยก็จะไปดี และมีความมั่นคงอย่างแน่นอนครับ