เทพเทือกร่วมด้วย งัดข้อกฎหมายสู้ อ้างต้องผ่านปปช. นัดสั่งคดี26สค.นี้
คดี 99 ศพ - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผอ.ศอฉ. มาพบ ดีเอสไอตามนัดนำส่งอัยการ คดีฆ่าพัน คำกอง, ด.ช.อีซา ศรีสุวรรณ และพยายามฆ่าสมร ไหมทอง เมื่อ 26 มิ.ย.
จนท.ดีเอสไอแบกหลักฐาน 9 ลัง 61 แฟ้ม พร้อมนำตัว "อภิสิทธิ์- สุเทพ" ส่งอัยการคดีพิเศษแล้ว ให้ดำเนินคดีฆ่า "พัน คำกอง-น้องอีซา" ในช่วงศอฉ.ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 จนมีประชาชนล้มตาย-บาดเจ็บจำนวนมาก อัยการคาดใช้เวลาพิจารณาสำนวนราวๆ 2 เดือน ลั่นทำคดีตรงไปตรงมา นัดให้ผู้ต้องหามารับฟังการสั่งคดีวันที่ 26 ส.ค. นี้ ด้านคู่หูศอฉ.ประสานเสียงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และเตรียมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอส่งสำนวนอาญาในคดีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา เด็กกำพร้า และการบาดเจ็บของนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงบนถนนราชปรารภ ในเหตุการณ์สลาย ผู้ชุมนุมทางการเมืองเดือนพ.ค.53 ส่งให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ พร้อมกับผู้ต้องหาคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้อัยการพิจารณาเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป
ด้านพ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบสำนวนคดีที่เหลือ หลังจากดำเนินการส่งสำนวนคดีนายพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ และนายสมร ไหมทอง ให้อัยการเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าคดีที่จะดำเนินการต่อจากนี้ อาทิ คดีนายชาญณรงค์ พลศรีลา และนายชาติชาย ชาเหลา โดยในการประชุมดังกล่าวจะนำสำนวนทั้งหมดมาตรวจสอบรายละเอียดคำให้การต่างๆ ว่ายังมีจุดใดที่จะต้องลงพื้นที่ไปสอบปากคำพยานเพิ่มเติมต่อไป
เวลา 10.40 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองปี 2553 พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษและคณะพนักงานสอบสวน นำสำนวนการสอบสวนเอกสารหลักฐาน จำนวน 9 ลัง 61 แฟ้ม 11,242 แผ่น พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ผู้ต้องหาที่ 1-2 คดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59, 80, 83, 84 และ 288 จากกรณีศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการกระชับพื้นที่ เพื่อขอคืนพื้นที่ การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 บริเวณถนนราชดำเนินและแยกราชประสงค์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ส่งให้นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาสั่งคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์และนาย สุเทพ เดินทางมาพร้อมกับนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไอนำตัวบุคคลทั้งสองส่งอัยการคดีพิเศษในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล และร่วมกันก่อให้ผู้อื่นพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากนั้นนายอภิสิทธิ์และสุเทพใช้เวลาเข้าพบนายวินัยประมาณ 15 นาที เพื่อรายงานตัว และอัยการนัดให้ผู้ต้องหาทั้งสองคนมารับฟังการสั่งคดีในวันที่ 26 สิงหาคม นี้ เวลา 10.00 น.
ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า พนัก งานสอบสวนดีเอสไอนำตนพร้อมนายสุเทพและสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้องในคดีดังกล่าวมาส่งฟ้องต่ออัยการ โดยตนและนายสุเทพให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งเตรียมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการด้วย เนื่องจากคดีมีปัญหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นมีปัญหาอยู่หลายอย่าง เพราะมีความขัดแย้งกันเองในสำนวนคดี ส่วนด้าน ข้อกฎหมายเห็นว่าทางดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะคดีนี้เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องส่งเรื่องให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. นอกจากนี้ตนยังยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอและพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รวม 4 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ซึ่ง ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้
นายสุเทพกล่าวว่า สำหรับการยื่นขอความเป็นธรรมจะปรึกษากับนายอภิสิทธิ์ก่อน เบื้องต้นคิดว่าต้องยื่น เพราะการดำเนินการของ ดีเอสไอไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดีเอสไอไม่มีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีนี้ตั้งแต่ต้น และมีพฤติกรรมทำผิดกฎหมายหลายอย่าง ซึ่งตนและนายอภิสิทธิ์ได้ดำเนินคดีกับนายธาริตไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เมื่อเรื่องมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เราต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย
นายสุเทพระบุว่า ในส่วนของข้อกล่าวหา นายธาริตประกาศแล้วว่าถ้ากรณีมีคนตายจากเหตุการณ์ก่อการร้ายและก่อจลาจลในปี 2553 ก็จะกล่าวโทษว่าตนกับนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตาย หากเรียกเป็นภาษาชาวบ้านเหมือนกับการจ้างวานฆ่าหรือเป็นคนสั่ง ถ้ากรณีมีผู้บาดเจ็บกล่าวหาว่าพยายามฆ่า ซึ่งหมายความว่าตนกับนายอภิสิทธิ์คงต้องเจออีกหลายคดี อย่างไรก็ตาม เราเคารพและเชื่อมั่นในระบบศาลยุติธรรมของไทย เพราะเราเป็นคนไทย เคารพกฎเกณฑ์กติกาและกฎหมายไทย
"ผมกับนายอภิสิทธิ์ประกาศแต่ต้นว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่เรียกร้องให้ใครมาก่อความวุ่นวายเพื่อช่วยเรา เมื่อมีคนเข้ามาก่อการร้าย ฆ่าคน และเผาบ้านเผาเมือง เรามีหน้าที่ต้องระงับเหตุ ซึ่งทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ ฉะนั้นจึงไม่กังวลใจ ขณะนี้เราตระหนักดีว่าเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป อำนาจมืดเข้ามาปกครองบ้านเมือง การใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องจึงบังเกิดก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราจะต้องสู้" อดีตผอ.ศอฉ. กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเดินทางมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด มีประชาชนประมาณ 10 คน มายืนรอให้กำลังใจและเข้าไปมอบดอกไม้ให้กับทั้งคู่ ขณะที่นายอภิสิทธ์และนายสุเทพกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ด้านนายวินัย อธิบดีอัยการสำนักงาน คดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอนำสำนวนการสอบสวน พร้อมตัว ผู้ต้องหาทั้งสองมาส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี จากกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยสำนวนที่ดีเอสไอสรุปความเห็นสมควรสั่งฟ้องต่ออัยการนั้นได้ตั้งข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง อายุ 43 ปี และด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี มีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต และตั้งข้อหาพยายามฆ่าจากกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้
"คดีนี้เป็นคดีสำคัญจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาจำนวน 5-6 คน ซึ่งเป็นอัยการฝ่ายคดีพิเศษ โดยมีผมเป็นหัวหน้าคณะและยืนยันว่าจะพิจารณาสั่งคดีไปตามพยานหลักฐาน เที่ยงธรรมและเป็นกลาง ตามนโยบายของอัยการสูงสุด แต่ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจบ้าง แต่ไม่กดดัน และฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้มากดดันอะไร ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด การสั่งคดีต้องอธิบายเหตุผลได้ มีหลักฐานอ้างอิงสนับสนุน แต่คงจะบังคับให้คนเชื่อทั้งหมดไม่ได้" นายวินัยกล่าว
นายวินัยกล่าวต่อว่า อัยการคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาสำนวนคดีราว 2 เดือน โดยดูเอกสารสำนวนคดีทั้งหมดอย่างละเอียด รวมทั้งหาก ผู้ต้องหายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมตนจะนำมาพิจารณาด้วย ยืนยันว่าจะทำให้รวดเร็วเพราะเป็นคดีที่ประชาชนสนใจ โดยนัดผู้ต้องหามารับฟังคำสั่งคดีอีกครั้งวันที่ 26 ส.ค.นี้ แต่หากยังพิจารณาสำนวนคดีไม่เสร็จอาจเลื่อนการสั่งคดีออกไปอีก ทั้งนี้หากดีเอสไอจะส่งสำนวนต่ออัยการคดีการเสียชีวิตของบุคคลอื่นเนื่องจากมีประมาณ 90 ศพด้วยหรือไม่นั้น ขณะนี้อัยการยังคงต้องรอพิจารณาสำนวนคดีนี้ก่อน ส่วนหากดีเอสไอจะยื่นสำนวนอื่นเพิ่มเติม ทางอัยการจะพิจารณาอีกครั้ง
วันเดียวกัน นายทวี ประจวบลาภ อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. จำเลยคดีก่อการร้าย ออกมาเรียกร้องให้ชาวนาไปชุมนุมหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่านายก่อแก้วให้สัมภาษณ์อย่างไร และเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นอันจะเป็นการผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาลหรือไม่ ตอนนี้คงพูดอะไรไม่ได้เพราะข้อมูลยังไม่ชัดเจน แต่จะรวบรวมข้อมูลและถ้อยคำที่นายก่อแก้วให้สัมภาษณ์เพื่อไปปรึกษาองค์คณะเจ้าของสำนวนคดีที่นายก่อแก้วเป็นจำเลยต่อไป คาดว่าวันพรุ่งนี้ซึ่งศาลนัดไต่สวนคดีก่อการร้าย องค์คณะอาจเรียกสอบถามนายก่อแก้วถึงกรณีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์คณะเจ้าของสำนวนว่าจะวินิจฉัยอย่างไร
เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นางธิดา โตจิราการ ประธานนปช. พร้อมด้วยนายสมหวัง อัสราษี รองประธานนปช. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. และนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกนปช. รวมแถลงข่าวประจำสัปดาห์
นพ.เหวงกล่าวถึงกรณีดีเอสไอส่งสำนวนคดีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพไปยังอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้วว่า สำนวนที่ดีเอสไอทำนั้นแน่นมาก จากการที่นายอภิสิทธิ์ถูกสั่งถอดยศ เนื่องจากยื่นเอกสารทางราชการปลอม ทำให้ตามกฎหมายแล้วต้องหลุดจากการเป็นส.ส.ทันที และจะไม่ได้รับสิทธิ์คุ้มครองในคดีสลายการชุมนุมปี"53 ดังกล่าว จึงเชื่อว่าคนเสื้อแดงจะได้รับข่าวดีในวันที่ 26 ส.ค. ที่อัยการนัดฟังคำสั่งฟ้องจะเห็นนายอภิสิทธิ์เข้าคุกแน่นอน
แกนนำนปช. แถลงด้วยว่า วันที่ 27 มิ.ย. นางธิดาจะเดินทางไปแสดงความยินดีกับผู้ถูกดำเนินคดีที่ได้รับการเยียวยาทั้ง 17 คน ในพิธีรับมอบเงินช่วยเหลือ 19 ล้านบาท ที่ห้องรับรับรอง ชั้น 2 กระทรวงยุติธรรม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
