อิงศาลแพ่งสู้คดี ก่อการร้าย

ข่าสสด 9 มีนาคม 2556

ผลตัดสินเผาห้าง นปช.ยื่นอัยการ ขอให้ถอนฟ้อง ผบ.เหล่าทัพรับ หนุนปรองดอง

ไกล่เกลี่ย - นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. เดินทางมายังศาลอาญา เพื่อไกล่เกลี่ยคู่ความ ในคดีที่ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟ้องหมิ่นประมาท แต่ไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.

นปช.อิงคำสั่งศาลแพ่งเผาเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ใช่ก่อการร้าย เตรียมยื่นอัยการถอนฟ้องแกนนำ-คนเสื้อแดงคดีก่อการร้าย คืนความชอบธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่ถูกอภิสิทธิ์-สุเทพยัดเยียดข้อหาร้ายแรงสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคมมาเกือบ 3 ปี "บิ๊กตู่"ยันทุกกองทัพพร้อมร่วมกระบวนการพูดคุยเพื่อการปรองดอง เพื่อบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบ ขณะที่มาร์ค-ปชป.ยังตั้งป้อมค้านหัว ชนฝา ด้วยข้ออ้างนั่นอ้างนี่สารพัด
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ศาลอาญานัดไกล่เกลี่ย คู่ความคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มนปช. เป็นจำเลยคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาว่านายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ทาง การเมืองเมื่อปี 2553 โดยนายอภิสิทธิ์และนายจตุพรเดินทางมาศาลด้วยตนเอง

นายจตุพรเปิดเผยก่อนขึ้นศาลว่า นายอภิสิทธิ์ฟ้อง 4 คดี ศาลตัดสินแล้ว 3 คดี คดีนี้เป็นคดีสุดท้าย ศาลจึงขอให้ทนายทั้งสองฝ่ายหาจุดยืนเพื่อให้มีทางออกของคดีด้วยการไกล่เกลี่ย เพราะเห็นว่าเป็นนักการเมืองสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความกันได้ ทั้งนี้ หากไกล่เกลี่ยไม่ลงตัว ตนก็พร้อมให้นำสืบพยานในฐานะจำเลย ซึ่งตนจะเป็นพยานเองเพียงปากเดียว เงื่อนไขที่ศาลขอให้ประนี ประนอมคือการแถลงต่อสาธารณชน เหมือนกับการถอนคำพูดในที่ประชุมสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายจตุพรให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งพยายามจี้คำถามว่านายจตุพรขอไกล่เกลี่ยยอมความนายอภิสิทธิ์เอง ไม่ใช่ความเห็นจากศาล ทำให้นายจตุพร ไม่พอใจ โต้กลับว่าจะรู้ข้อเท็จจริงการพิจารณาในชั้นศาลได้อย่างไร พร้อมกับระบุว่าผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวมีอคติในการตั้งคำถาม
ด้านนายอภิสิทธิ์เปิดเผยหลังขึ้นศาลว่า ศาลเปิดโอกาสให้ตนและนายจตุพรตกลงกันแต่ไกล่เกลี่ยไม่ได้ จึงเริ่มสืบพยาน ศาลขอให้คู่ความพูดคุยกันต่อหน้าศาลโดยไม่มีคนอื่น นายจตุพรเสนอขอถอนคำพูดเหมือนที่กล่าวในสภาว่าขอถอนคำพูดเท่านั้น แต่ไม่บอกว่าสิ่งที่พูดจริงหรือไม่จริง เพียงแต่ให้ถือว่าไม่ได้พูด ตนอธิบายว่าที่มาขอพึ่งศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง จำเลยต้องยอมรับว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่เป็นความจริง จึงจะเป็นจุดที่จะเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะข้อกล่าวหาร้ายแรงทั้งสองข้อทำให้ตนเสียหายมาก แต่เมื่อจำเลยไม่ยอมรับจึงต้องสืบพยานกันต่อ ดังนั้น ขั้นตอนจึงเป็นการสืบพยานฝ่ายจำเลยที่นายจตุพรอ้างตัวเป็นพยานปากเดียว เพราะขั้นตอนอื่นเสร็จหมดแล้ว เท่ากับจะไม่มีการไกล่เกลี่ยใดๆ อีก คดีนี้เป็นคดีที่ 4 ที่ตนฟ้องหมิ่นประมาท จึงเป็นคดีสุดท้ายที่ยังสืบไม่เสร็จ ส่วนคดีอื่นๆ บางส่วนตนชนะ บางส่วนศาลยกฟ้อง แต่ไม่มีคดีไหนที่ยืนยันว่าจำเลยพูดความจริง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯ เตรียมบรรจุร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของส.ส.เสื้อแดงจากพรรคเพื่อไทยเข้าสู่การพิจารณาของสภาว่า หากเสนอมาถูกต้องประธานสภาก็คงต้องบรรจุ แต่ประเด็นหลักอยู่ที่นโยบายรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร และเห็นว่าตราบใดที่ยังมีร่างพ.ร.บ.ปรองดอง 4 ฉบับค้างอยู่ในสภา ไม่ว่าร่างใหม่จะเป็นอย่างไรก็จะถูกสวมเพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิดคดีทุจริตกลับเข้ามาสู่การพิจารณาอีก ตนเห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ปีที่แล้วความขัดแย้งรุนแรงมากเพราะเรื่องนี้ จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงจะนำบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้งอีก ซึ่งก็มีหลายกลุ่มประกาศแล้วว่าจะเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านนอกสภา จึงเห็นว่าจะเกิดปมความขัดแย้งใหม่ไม่อยากให้รัฐบาลทำ เพราะมีหลายเรื่องที่รัฐบาลควรแก้ปัญหา

วันเดียวกันที่รัฐสภา นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า จะเดินหน้าประชุมหารือถึงการออกพ.ร.บ. นิรโทษกรรมในวันที่ 11 มี.ค.ต่อไป เพราะขณะนี้ส่งหนังสือเชิญทุกฝ่าย จำนวน 10 กลุ่ม และเพิ่มเติมอีกหนึ่งฝ่ายคือตัวแทนพรรคภูมิใจไทยร่วมด้วย แม้บางกลุ่มจะให้สัมภาษณ์ปฏิเสธว่าจะไม่เข้าร่วม ก็ต้องรอดูว่าถึงวันนัดจะเป็นอย่างไร ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์กังวลว่าจะนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... ที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย 42 คน เสนอเข้าสู่สภาเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมาไปรวมพิจารณากับร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่ ... พ.ศ. ... ทั้ง 4 ฉบับนั้น ต้องบอกว่ากรณีส.ส.ยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาจะไปห้ามไม่ได้ แต่อย่าคิดแทนว่าจะต้องนำมารวมกัน หากที่ประชุมมีมติไม่นำไปรวมกันก็ต้องแยกพิจารณา ดังนั้น ขออย่าใช้จินตนาการไปเอง

นายเจริญกล่าวอีกว่า เมื่อช่วงเช้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่าจะเข้าร่วมหารือด้วย หมายความว่าทหารก็ตอบรับแล้ว ส่วนการหารือถึงหลักการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองเป็นเรื่องของตัวแทนทั้ง 10 กลุ่ม ส่วนใครหรือส.ส.จะยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้ามาเป็น 100 ฉบับก็ได้ แต่หากไม่มีใครเอาด้วยจะนำมารวมกันไม่ได้ ตนจะเดินหน้าต่อตามหลักการที่วางไว้ เป็นปกติที่ทำมา เชิญคนมาคุย ยืนยันไม่มีประโยชน์แอบแฝง อย่าได้ระแวงกัน

ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาด ไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีส.ส.เพื่อไทย เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่สภา ว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของส.ส.ที่จะดำเนินการได้ ส่วนการทำงานจะยึดแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวทางให้คนไทยทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามามีไมตรี ความปรารถนาดีต่อกัน ซึ่งการจะเดินไปสู่จุดนี้ได้ต้องน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามการเสนอร่างกฎหมายเป็นเจตนาดีที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น หากมีข้อบกพร่องก็ต้องแก้ไขให้เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ ในฐานะพรรคใหญ่และพรรครัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ทำให้เกิดความปรองดอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าห่วงกระแสคัดค้านหรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า ต้องถามว่าจะต่อต้านประเด็นใด เราต้องฟังว่าประเด็นใดจะทำให้มีไมตรีต่อกัน รักกัน ถ้าดีก็จะเป็นหนทางที่ดีต่อกัน ตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2549 ทุกคนยอมรับว่าบ้านเมืองมีความเสียหายและไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2552-53 เกิดขึ้นอีก ถ้าพูดกันด้วยความมีเหตุผลก็น่าจะทำให้ความขัดแย้งหมดไป

เมื่อถามว่าควรกำหนดเวลาจัดทำกฎหมายให้เสร็จสิ้นในสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า จะไม่ให้เวลาเป็นข้อจำกัด ถ้ากำหนดเวลาเป็นเงื่อนไขจะทำให้มีปัญหา ความมุ่งมั่นจริงใจที่จะทำการแก้ไขปัญหาจะเป็นหลักในการทำงาน โดยมุ่งพูดคุยกันให้มากที่สุด เมื่อถามว่าสาระสำคัญของร่างจะเน้นให้อภัยผู้ร่วมชุมนุมที่เป็นผู้บริสุทธิ์เท่านั้นใช่หรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า นั่นคือรายละเอียดต้องพูดคุยกัน
ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์กรณี 42 ส.ส.เพื่อไทยยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภาเมื่อวานนี้ว่า เป็นการนับหนึ่งอีกครั้งหนึ่งของเพื่อไทยที่ต้องการเดินหน้านิรโทษกรรมแบบยกเข่ง คือรวมล้างผิดคนโกงเข้าไปด้วย

สัญญาณที่ชี้ชัดคือการที่นายเจริญ จรรย์โกมล ประกาศชัดเจนว่าเตรียมกฎหมายนิรโทษกรรมไว้ 2 ฉบับ คือนิรโทษให้กับประชาชนที่ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ความมั่นคง และอีกฉบับเป็นแกนนำ ซึ่งรวมการล้างผิดคนโกงไปด้วย นอกจากนี้ยังไม่ถอนร่างพ.ร.บ. ปรองดองทั้ง 4 ฉบับออกจากสภา อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็เป็นไปได้ว่าจะพิจารณาพ.ร.บ.ปรองดองร่วมไปด้วย สุดท้ายร่างพ.ร.บ.ปรองดองก็คือการนิรโทษกรรมแบบยกเข่ง ขณะนี้มีสัญญาณแล้วว่าจะทำลักษณะดังกล่าว รวมเป็น 5 ร่างพิจารณาพร้อมกัน

"เชื่อว่าสังคมจะออกมาต่อต้านก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นอีกทั้งในและนอกสภา ดังนั้นการนัดหารือของนายเจริญที่ให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกันเรื่องร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็ไม่ได้มีเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ ท้ายที่สุดก็แค่ปาหี่ทางการเมือง ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง" ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าว
ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวตนเชื่อว่าเป็นกติกาของระบอบประชาธิปไตย หากดำเนินการได้ก็ต้องรอฟังผลว่าจะเป็นอย่างไร ตนไม่มีความเห็นเรื่องนี้ ส่วนจะส่งตัวแทนของทหารเข้าไปร่วมพูดคุยหรือไม่นั้น ถ้าเชิญมาตนก็จะส่งคนไปร่วม โดยให้แนวทางว่าหากจะไปต้องไปทุกเหล่าทัพ รวมถึงกองบัญชาการกองทัพไทยด้วย เพราะถือว่าเป็นทหารด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจุดยืนของกองทัพต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า "เขายังไม่ได้พูดอะไรกับผม แล้วผมจะไปพูดอะไรกับเขา แล้วเขาจะพูดอะไรกัน ถ้าปรองดองกันได้ก็ดี เพราะผมไม่อยากรบกับใครที่ไหน แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่มให้ได้ กฎหมายอยู่ที่ไหนก็ต้องไปว่ากันให้ถูกต้อง ทั้งนี้กฎหมายในเรื่องของการกระทำความผิดใดๆ ก็ตามที่มีความผิดแล้วจะต้องทำอย่างไร ก่อนที่จะยกโทษ เรื่องนี้ต้องไปหาคำตอบมา หากดำเนินการได้ก็ทำ ไม่ได้ว่าอะไร ขอร้องว่าอย่าถามให้มีปัญหา"
"ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบ ยอมรับว่ารู้สึกเครียดและทุกคนก็เครียดหมด อะไรก็ตามที่เป็นประเด็นไปทั้งหมดจะต้องหาทางพูดคุยหารือกัน อะไรผิดถูกว่าไปตามนั้น แต่ถ้าทุกอย่างพูดกันไม่ได้ มันก็เหลืออย่างเดียวคือต้องรบกัน แล้วมันได้อะไรขึ้นมา ทุกอย่างในการทำอะไรไม่ได้ทำด้วยความพอใจหรือไม่พอใจส่วนตัว แต่เป็นไปตามกฎหมาย กติกา และรัฐธรรมนูญ ที่พูดพยายามให้เกิดความเข้าใจ หากไม่พูดก็จะบอกทหารเงียบ ไม่สู้หรือไม่โต้แย้ง ผมไม่เห็นประโยชน์ที่จะพูด แต่บางเรื่องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมผมก็พูด" ผบ.ทบ.กล่าว

วันเดียวกันนายคารม พลพรกลาง ทนายกลุ่มนปช. กล่าวถึงกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งว่าการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์และห้างเซนเมื่อ 19 พ.ค.2553 ไม่ใช่การก่อการร้าย และให้บริษัทเทเวศประกันภัยจ่ายเงินชดเชยแก่เครือเซ็นทรัลตามกรมธรรม์ประกันวินาศภัย ว่า ศาลระบุชัดว่าการนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมเสื้อแดงหรือสั่งการจากแกนนำนปช. ดังนั้นคำสั่งดังกล่าวจึงมีผลและมีความสำคัญมากต่อข้อหาก่อการร้ายในชั้นศาล ที่แกนนำและคนเสื้อแดงถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และผอ.ศอฉ.ยัดเยียดให้

ทนายนปช.กล่าวอีกว่า เมื่อศาลแพ่งวินิจฉัยแล้วว่าพฤติกรรมของกลุ่มนปช.ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อการร้าย ทนายย่อมมีสิทธิเสนอความเห็นต่ออัยการให้ถอนฟ้องข้อหาก่อการร้ายได้ คาดว่าในวันสืบพยานคดีก่อการร้ายครั้งต่อไป ทนายจะนำคำพิพากษาของศาลแพ่งพร้อมกับทำความเห็นไปที่อัยการเพื่อให้ยกฟ้อง แต่ทั้งนี้ขึ้นกับอัยการว่าจะมีความเห็นอย่างไร หากอัยการเห็นว่าการกระทำนั้นไม่ครบองค์ประกอบความผิดจริง อัยการก็จะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยกฟ้องข้อหาก่อการร้าย แต่อาจยังมีข้อหาอื่น เช่น ยุยงปลุกปั่น การชุมนุมมั่วสุม โดยสัปดาห์หน้าตนจะประชุมทีมทนายเพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายคารมกล่าวต่อว่า ข้อหาก่อการร้ายที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพยัดเยียดให้กับคนเสื้อแดงทำให้สังคมเข้าใจผิดมาตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงมาก โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
"ส่วนคดีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2553 นั้น ล่าสุดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เตรียมส่งสำนวนคดีฆ่านายพันยื่นฟ้องต่อศาลอาญาหลังปิดสมัยประชุมสภาเม.ย.นี้ โดยจะต้องนำตัวนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไปศาลด้วย ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่อยู่ที่ดุลพินิจของศาล โดยจะดูจากพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมหลบหนี ข่มขู่พยานหรือไม่ และโทษสูงสุดของคดีนี้คือประหารชีวิต" ทนายความนปช.กล่าว