"เพื่อไทย"รุก...แก้รธน. เผชิญหน้า"องค์กรอิสระ" "การเมือง"เมษาฯร้อน :

24 มีนาคม 2556

"เพื่อไทย"รุก...แก้รธน. เผชิญหน้า"องค์กรอิสระ" "การเมือง"เมษาฯร้อน  : 
(ฉบับวิเคราะห์ นสพ.มติชน)

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:30:45 น.  

จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจก็มิอาจคาดเดา แต่เหตุการณ์การเมืองในระยะนี้มีความสัมพันธ์จนอดคิดมากไปไม่ได้

เหตุการณ์ แรก เป็นการยื่นใบลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต 3 ของนายเกษม นิมมลรัตน์ โดยอ้างว่ามีปัญหาสุขภาพ และถนัดงานท้องถิ่นมากกว่า โดยล่าสุด นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้เตรียมเก้าอี้รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ไว้รองรับแล้ว

เหตุการณ์ ที่สอง เป็นข่าวที่พรรคเพื่อไทยยืนยัน จะส่งนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้งซ่อม เป็นวันที่ 21 เมษายน

เหตุการณ์ที่สาม เป็นข่าวการแถลงผลงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยมีข้อซักถามเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีการให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด ซึ่งมีนายอนุสรณ์ อมรฉัตร และเครือญาติถือหุ้นใหญ่ กู้ยืมเงิน 30 ล้านบาท

เหตุการณ์ที่สี่ เป็นการรับรองคำร้องกล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฐานใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปช่วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เหตุการณ์ที่ห้า เป็นการตกลงและรับลูกกันอย่างรวดเร็วระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และระหว่างพรรคการเมืองกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกู้ยืมเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ของกระทรวงการคลัง

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวระอุ เรื่อง "นายกฯตัวสำรอง" โดยมีกระแสพุ่งเป้าไปที่นางเยาวภาว่า จะมาแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากเกิดอุบัติเหตุถูกสอยร่วง

น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสร็จสิ้นลง

เสร็จ สิ้นลงด้วยชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ได้คะแนนถึง 1.25 ล้านเสียง และตามมาด้วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ได้คะแนนถึง 1.07 ล้านเสียง

ชัยชนะและความพ่ายแพ้ดังกล่าว ทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

เป็น ชัยชนะที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกฮึกเหิม ยิ่งประเด็นหาเสียงในโค้งสุดท้ายเรื่อง "กินรวบ" และ "เผาบ้านเผาเมือง" ได้ผล ยิ่งฮึกเหิม

ขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเองก็สรุปผลความพ่ายแพ้

ในการประชุมสรุปผล มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้าไปในที่ประชุมด้วย

หลังจากนั้น ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตามมา..

พรรคเพื่อไทยรื้อทีมโฆษก นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่เปิดปลายคาง ปล่อยคำพูด "ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ได้" ถูกเปลี่ยนให้ไปทำหน้าที่อื่น

ฝ่าย บริหารเปิดเกมรุกเรื่องโครงการโลจิสติกส์อย่างใหญ่โต มีการจัดนิทรรศการ THAILAND 2020 ก้าวใหม่เชื่อมไทยสู่โลก การลงทุนของประชาชน...เพื่อประชาชน เพื่ออธิบายความการใช้งบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทที่จะต้องกู้ยืม

พรรค เพื่อไทยเปิดฉากแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จำนวน 12 มาตรา ประกอบด้วย ม.68 กำหนดให้การยื่นเรื่องเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น ยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ม.190 เรื่องการทำสัญญาหรือข้อตกลงกับต่างประเทศ มาตรา 111, 112, 113, 114, 115, 117, 118 และมาตรา 120 เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยให้สมาชิกวุฒิสภา มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยสามารถลงเลือกตั้งไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเว้นวรรค และมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคการเมือง

การแก้ไข รัฐธรรมนูญรายมาตรานี้ ถือเป็นการดำเนินการในหนทางที่ "ปลอดภัยไว้ก่อน" เนื่องจากหนทางเดิมคือการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างทั้งฉบับนั้นถูกกล่าวหาว่า อาจขัดรัฐธรรมนูญ

หากแต่แม้จะแก้รายมาตรา แต่การกำหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็กระทบต่อองค์กรอิสระ

สมาชิก วุฒิสภาเป็นผู้คัดและเลือกบุคคลในองค์กรอิสระ เมื่อกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากเลือกตั้งเท่านั้น ย่อมสั่นคลอนขั้วอำนาจเดิมที่นิยมสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา

อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มีอาวุธคานอำนาจฝ่ายการเมืองคือองค์กรอิสระ แต่ก็เปิดโอกาสให้วุฒิสภาถ่วงดุลอำนาจด้วยการคัดและเลือกและถอดถอนบุคคลที่ อยู่ในองค์กรอิสระ

อย่าลืมว่า สมาชิกวุฒิสภาเดิม จำนวน 150 คน มีที่มาจากการเลือกตั้ง 77 คน มาจากการสรรหา 73 คน หรือประมาณครึ่งต่อครึ่ง

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยตัดสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาออกไปเลย ย่อมสะเทือนต่อองค์กรอิสระไม่มากก็น้อย

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายองค์กรอิสระ จึงเกิดขึ้น
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังอยู่ในมือขององค์กรอิสระ องค์กรอิสระก็กำลังอยู่ในมือของฝ่ายนิติบัญญัติเหมือนกัน
ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นพรรคเพื่อไทย ทำให้สถานการณ์การเมืองในขณะนี้เหมือนการเผชิญหน้า

มองได้ว่า การเมืองเดือนเมษายนจะทวีความร้อนแรง
ร้อนแรงจากขั้วอำนาจทางการเมืองที่กำลังเผชิญหน้ากัน