มติชน 5 มีนาคม 2556

บทสรุปในเรื่องตัวเลขของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม จาก นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ก็คือ มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 63.98 บัตรเสีย 37,300 บัตรคิดเป็นร้อยละ 1.37 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 47,448 บัตร คิดเป็นร้อยละ 1.75 การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด นับตั้งแต่มีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.มา โดยในปี 2547 เคยมีสถิติผู้ออกมาใช้สิทธิสูงสุดร้อยละ 62.5 แต่ครั้งนี้ถือว่ามากที่สุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับคะแนนสูงสุดถึง 1,256,349 คะแนน เป็นจำนวนคะแนนที่สูงกว่าที่นายสมัคร สุนทรเวช เคยได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2543
ส่วนบทสรุปจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ พรรคจะสนับสนุนการทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ให้มากขึ้น เพราะรู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนให้เรามาก หลายเสียงตัดสินจากการเมืองระดับชาติ จึงอยากให้รัฐบาลรับฟังจุดนี้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องการที่คน กทม.อยากเห็นการทำงานแบบถ่วงดุลการใช้อำนาจที่พอดี ไม่ใช่การรวบอำนาจ คะแนนเสียงที่ได้จากการวิเคราะห์พบว่า ใกล้เคียงกับคะแนนในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2554
หากแยกตามรายเขตปกครองจะพบว่า คะแนนเกือบจะเท่าเดิมทุกเขต และหลายเขตก็ดีขึ้น แต่เขตรอบนอก เช่น สายไหม ลาดกระบัง ดอนเมือง ยังมีช่องว่างอยู่มาก แต่ก็ถือว่าคะแนนของพรรคมีสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งที่มีคนมาใช้สิทธิน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ส่วนคะแนนของพรรคเพื่อไทยลดลงไป 150,000 คะแนน เมื่อเทียบการเลือกตั้งในปี 2554
นายอภิสิทธิ์ระบุ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบคะแนนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้กับครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2552 ได้แก่ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้คะแนน 611,669 เข้าเป็นที่สอง เทียบกับคะแนนของ พล.ต.อ.พงศพัศ ในเที่ยวนี้ 1,077,899 คะแนน จะเห็นว่าเป็นคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ส่วน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้คะแนนในครั้งนั้น 934,602 คะแนน เปรียบเทียบกับ 1.2 ล้านคะแนนในรอบนี้ ต้องถือว่าผิดหูผิดตาเช่นกัน ตัวเลขคะแนน
อาจทำให้สรุปได้ว่า คนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อย เกือบครึ่งกรุง ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าฯ แต่จำนวนยังไม่มากพอที่จะทำให้ พล.ต.อ.พงศพัศได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้ว่าฯคนใหม่ ส่วน 1.2 ล้านคะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คงมาจากความประทับใจในผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา น้อยกว่ามาจากความวิตก หวั่นเกรงว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะ จะเกิดสภาพต่างๆ ดังที่พรรคประชาธิปัตย์ได้โหมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ "กินรวบ", "เสียบ้าน-เสียเมือง" ไปจนถึงการที่กรุงเทพฯจะอยู่ภายใต้การบริหารของบุคคลจากพรรคการเมืองที่ "เผาบ้านเผาเมือง" รวมถึงหวั่นเกรงว่า หาก พล.ต.อ.พงศพัศชนะ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะได้เป็นรองผู้ว่าฯกทม. ดังที่มีข่าวปล่อยออกมา และยังโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าอยู่เบื้องหลังของทุกเรื่อง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ตอกย้ำประเด็นดังกล่าวบนเวทีปราศรัย พรรคเพื่อไทยเดินแนวทาง "ไม่ตอบโต้" เสนอนโยบายอย่างเดียว อย่างเคร่งครัด ผลของแนวทางนี้นับว่าไม่เลวนัก เมื่อพิจารณาจากคะแนน แต่เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายคือความพ่ายแพ้ ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่า เกิดจากการละเลย "ความจริง" บางอย่างของการเมืองไทยไปหรือไม่
