นพ.เหวง! จี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบใน"คำวินิจฉัย"ที่ผิดพลาดสองครั้งของตน!!!

FACEBOOK นพ.เหวง โตจิราการ
18 มีนาคม 2556

ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบใน “คำวินิจฉัย” ที่ผิดพลาดสองครั้งของตน
โดยพิจารณาขอโทษประชาชน และลาออกทั้งคณะด้วยตนเอง
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่างๆเมื่อ วันที่ 16 มีนาคม 2556
ที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ได้พูดโดยเป็นส่วนหนึ่งการสัมมนาหัวข้อ"การรักษาดุลยภาพทางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย" ที่โรงแรมนาน่ารีสอร์ท แอนด์สปา จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ดังมีข้อความบางตอนว่า (จากมติชนออนไลน์ วันที่ 16 มีนาคม 2556)
 

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมา ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หากขณะนั้นบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือกัน บ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้นั้น เชื่อว่าตุลาการเสียงข้างมากคงจะใช้ดุลพินิจไม่สั่งยุบพรรค เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

แต่ขณะนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย หาทางออกไม่เจอ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องวินิจฉัยเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่าการวินิจฉัยครั้งนั้นไม่ได้เป็นไปตามกระแสหรือตามอำนาจที่ใครกล่าวหา ทั้งนี้ก่อนการพิจารณาครั้งนั้นศาลได้มีการย้ายสถานที่ในการพิจารณาวินิจฉัยจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (เดิม) เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าของมวลชนที่มาปิดล้อมศาลเพื่อไม่ให้พิจารณาคดีดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

เท่ากับเป็นการยอมรับว่า การวินิจฉัย "ยุบสามพรรคการเมือง" นั้น "วินิจฉัยเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย" "หากขณะนั้นบ้านเมืองเต็มไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือกันบ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้นั้น เชื่อว่าตุลาการเสียงข้างมากคงจะใช้ดุลพินิจไม่สั่งยุบพรรค เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้" ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ วินิจฉัยบนรากฐานของความยุติธรรม ของหลักการนิติธรรม หลักการแห่งนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ หรือกฏหมายทั้งมวลแต่ประการใด และยังเป็นการบ่งชี้ว่า เรื่องการยุบพรรคการเมืองสามพรรคนั้น สามารถทำได้ทั้งยุบหรือไม่ยุบแล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นเหมาะสมตามความคิดเห็นของตน(ไม่ใช่หลักนิติธรรม)เช่นนี้แล้ว มาตรฐานของความยุติธรรม มาตรฐานของความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามหลักกฏหมายของบ้านเมืองอยู่ตรงไหนครับ


 และที่กล่าวอ้างว่าในช่วงเวลาดังกล่าวบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็เป็นเรื่องที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์กล่าวอ้างอย่างผิดๆ เพราะ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค คือวันที่ 2 ธันวาคม 2551


แต่เหตุการณ์ ปราศรัยหน้าสี่เสาเทเวศร์(หรือที่เรียกกันว่าหน้าบ้านป๋า)นั้นเกิดขึ้น ในเดือนกรกฏาคม 2550 เหตุการณ์จบไปนานแล้ว ก่อนหน้าเหตุการณ์ยุบพรรค 1 ปี 4 เดือนเศษ และในระหว่างเหตุการณ์ช่วงนั้นไม่มีทีท่าว่า นปก.(ไม่ใช่นปช.ครับ)จะมีการชุมนุมกันอีกแต่อย่างไร มีเพียงแต่การชุมนุมยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของพันธมิตรเท่านั้น ที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือ
ทำให้ข้อกล่าวหาลอยๆที่ว่าว่าศาลรัฐธรรมนูญรีบทำการวิจิฉัยเพื่อหาทางลงให้กับการยึดสนามบินของพันธมิตรในห้วงเวลานั้น มีน้ำหนักชวนให้น่าสงสัยมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการย้ายสถานที่ในการอ่านคำวินิจฉัยแม้ว่าจะสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่การแจ้งอย่างกระทันหัน และไม่ให้โอกาสในการทำคำแถลงปิดคดีอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่สมควรทำอย่างยิ่ง

เพราะเท่ากับเป็นการปิดหนทางของผู้ถูกกล่าวหาที่จะต่อสู้ได้อย่างถึงที่สุดเพื่อรักษาความชอบธรรมของตนเองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้แถลงปิดคดีด้วยวาจาก็ตาม
ส่วนกรณี "สมัคร สุนทรเวช" นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ก็ได้กล่าวไว้ดังนี้  

"อย่างคำวินิจฉัยในคดีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี" ในคดีจัดรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป" จึงมีข้อผิดพลาด หลังจากนั้น ผมจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยที่ถูกต้อง ต้องมีคำวินิจฉัยที่มีความจริงยุติก่อน และค่อยตามด้วยข้อกฎหมาย แต่ที่ผ่านมากลับนำเอาข้อกฎหมายขึ้นมาวินิจฉัยก่อน แล้วค่อยมาเป็นถกเถียงในเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจึงไม่ต้องการเอาแบบ "สุกเอาเผากิน"
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ยอมรับว่า นำเอาข้อกฏหมายขึ้นมาวินิจฉัยก่อน แล้วค่อยมาเป็นข้อถกเถียงในเรื่องข้อเท็จจริง แม้แต่ตนเองก็ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นแบบ "สุกเอาเผากิน"
แม้ต่อมาจะอธิบายในภายหลังว่า "เป็นความผิดพลาดในรูปแบบของการเขียนคำวินิจฉัย แต่เนื้อหาไม่ได้มีความผิดพลาดแต่ประการใด" ในเรื่องนี้ สาธารณะชนที่ได้ฟังการแถลงไปแล้ว จะเชื่อตาม เนื้อหาครั้งแรก หรือคำอธิบายในภายหลังเล่าครับ? ก็เท่ากับยอมรับอย่างโทนโท่แล้วครับว่า มีการ "นำเอาข้อกฏหมายขึ้นมาวินิจฉัยก่อน แล้วค่อยมาถกเถียงในเรื่องข้อเท็จจริง"


ดังนั้น เท่ากับ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ก่อให้เกิดความผิดพลาดอย่างฉกาจฉกรรจ์ถึงสองครั้งสองหน ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงทั้งภายในประเทศและทางสากล 


เพราะเท่ากับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามรัฐธรรมนูญต้องพ้นไปโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ถูกต้อง และที่ตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรค เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยนั้น แล้วเป็นจริงดังที่กล่าวอ้างไว้จริงละหรือ? เพราะการณ์กลายเป็นว่า เกิดกลุ่มงูเห่าขึ้น เพื่อทำให้คะแนนเสียงสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นภายใต้การบงการของกระบอกปืนของทหารเผด็จการ จนนำมาสู่การชุมนุมขนาดใหญ่ของประชาชน และรัฐบาลสั่งการจนเกิดกรณี "สังหารประชาชนจำนวนกว่าร้อยเมื่อเมษา-พฤษภา53"บ้านเมืองแตกแยกรุนแรงมาจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่อาจจะเห็นปลายทางแห่งความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด


ศาลรัฐธรรมนูญ สมควรรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตน ในสองเรื่องฉกรรจ์ดังกล่าว อย่างน้อย ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาดำเนินการ
1.กล่าวขอโทษ ยอมรับความผิดพลาดของตนต่อประชาชนไทยทั้งประเทศ
2.คืนเกียรติยศให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัครสุนทรเวช
3.กล่าวขอโทษยอมรับความผิดพลาดของตน ต่ออดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

และเมื่อกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ควรที่จะพิจารณา “ลาออก”ทั้งคณะด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ มโนธรรมสำนึกของศาลรัฐธรรมนูญ เองว่าจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ วันนี้สังคมถึงเวลาที่ควรจะทบทวนได้แล้วครับว่า ควรจะมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ2550 อีกต่อไปหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา องค์กรอิสระทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปปช . กกต. กรรมการสิทธิมนุษยชน ล้วนแต่มีบทบาท ในทางลดทอน ยับยั้ง กัดกร่อนประชาธิปไตยของประเทศไทยทั้งสิ้น

ในความเห็นส่วนตัวของผม เห็นว่าควรยกเลิกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไปเลยครับ ควรจะมอบอำนาจในการตรวจสอบกลับไปหาองค์กรตุลาการเช่นเดิม และองค์กรตุลาการก็ควรจะมีจุดยึดโยง เกาะเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยในรูปแบบรูปแบบหนึ่ง และหากองค์กรอิสระจะมีต่อไป ก็ควรจะมีจุดยึดโยงเกาะเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยด้วยเช่นกัน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วจัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง
นพ.เหวง โตจิราการ 18 มีนาคม 2556