วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 01:33 น.
ข่าวสดออนไลน์


สัมภาษณ์พิเศษ
การ เข้าชื่อระหว่างส.ส.-ส.ว. 300 กว่าคนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา ประกอบด้วย มาตรา 68, 190, 237 และ 117 โดยแยกยื่นเป็น 3 ร่างผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากสังคม วงกว้าง
เพราะ คล้อยหลังความเคลื่อนไหวเพียงไม่นาน มีการกำหนดวันประชุมร่วมสองสภาเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวในขั้นรับหลักการ คือระหว่างวันที่ 1-2 เม.ย.
นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี หัวหอกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เปิดใจย้ำว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นทางออกจากซอยตันของปัญหาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญปี"50
แม้อาจมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มการเมือง แต่เชื่อว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงอย่างที่บางฝ่ายกังวล เพราะเป็นแนวทางที่รอมชอมและปรองดองที่สุดแล้ว
เหตุผลการเคลื่อนไหวแก้รธน.รายมาตรา
สืบ เนื่องจากรัฐบาลเสนอแก้ไขรธน. ม.291 แล้วติดล็อกวาระ 3 จึงมาปรึกษานักวิชาการ นักการเมืองด้านกฎหมายหลายฝ่ายเพื่อหาทางออก ผมก็ได้รับเชิญด้วยในฐานะผู้ริเริ่มเสนอแนวทางแก้ไขรธน.ในคณะกรรมการ สมานฉันท์ฯ และยังเป็นฝ่ายวิชาการของวุฒิสภา
ซึ่งเราเสนอรัฐบาลให้ ทำประชามติ แต่ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงทั้งที่ระบบรัฐสภาเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะโหวตหรือไม่โหวต ร่างแก้ไขรธน. แต่พอให้โหวตวาระ 3 ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญชะงักเรื่อง
ในเมื่อทำประชามติไม่ได้ โหวตวาระ 3 ก็ไม่ได้ จึงหันมาเสนอแก้รายมาตรา
ส.ว.เลือกตั้งกับส.ส.รัฐบาลร่วมกันผลักดัน
เรา ยึดแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเคยศึกษา ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เคยแก้มาแล้ว 2 ประเด็น ครั้งนี้ยึดโยง 2 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ และเพิ่ม ม.68 ซึ่งเป็นที่มาของความไม่เข้าใจกันและคาใจว่า สรุปแล้วศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องการกระทำที่ขัดหลักนิติธรรมโดยตรงได้หรือ ไม่
ซึ่งเจตนารมณ์เดิมชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องการให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อเกิดข้อถกเถียงก็ควรแก้ไข ขยายความให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อคลี่คลายปมความขัดแย้ง ข
ณะที่มาตรา 237 วรรค 1 เกี่ยวกับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อย่างการยุบพรรคการเมือง เราก็ไม่ยุ่งเกี่ยว
ถ้า รธน.เขียนให้ส.ว.เสนอได้ ผมคงเสนอแนวทางนี้ ผ่าทางตันไปแล้ว แต่รธน.ไม่ได้ให้อำนาจเดี่ยวส.ว. จึงต้องร่วมกับส.ส.รัฐบาล โดยประสานผ่านนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตประธานวิปรัฐบาล ซึ่งเห็นพ้องต้องกัน
สาเหตุที่ต้องแก้ไข ม.237
สิ่ง นี้ไม่เป็นธรรมกับสังคม ไปลงโทษยุบทั้งพรรคกับคนที่เขาไม่ได้ทำผิดด้วย และไปตัดสิทธิยุบพรรคการเมือง ไม่มีใครเขาทำกัน มีแต่จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้เข้มแข็งถึงจะเป็นระบอบประชาธิปไตย
หาก มองว่าการแก้มาตราดังกล่าวจะทำให้กรรมการบริหารพรรคไร้ความรับผิดชอบ ไร้วินัย ผมว่าไม่จริง เปรียบเหมือนบริษัทต้องเอาคนเก่งมาบริหารถึงจะเจริญพัฒนา ถ้าเอามวยแทนไปบริหารแล้วจะไปรอดไหม
ฉะนั้น ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดก็อย่าไปลิดรอนสิทธิด้วยการตัดสิทธิทางการเมืองและยุบพรรค มันเลยถูกมองว่าเป็น 2 มาตรฐาน กลายเป็นความขัดแย้งกันเรื่อยมา
ที่ผ่านมาผู้ที่ถูกตัดสิทธิก็เหมือนครึ่งคน ไม่สมบูรณ์แบบ ถ้ามองให้ลึกเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ควรปก ป้องด้วย
ผม เสนอเรื่องนี้แต่ถูกวิจารณ์ว่าช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่เข้าใจว่าช่วยตรงไหน ไม่มีคำว่าพ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการ ไม่เคยยกหูคุยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ผมแค่ต้องการช่วยผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ข้อสังเกตการพ่วงแก้ ม.68 จะเอื้อให้ ม.291 แก้ไขสำเร็จ
ไม่ ได้ไปยุ่งตรงนั้น เราอยากให้แก้ไขขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดก่อนเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จะได้เข้าใจหลักเดียวตรงกัน
การแก้ไขที่มาส.ว. โดยยกเลิกส.ว.ลากตั้ง
เรา แก้ไขให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน ปลดล็อกการห้ามดำรงวาระเกิน 1 ปี ให้เหมือนส.ส.ดำรงวาระได้หลายสมัย โดยมีประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด
ขณะที่ส.ว.สรรหาที่มีอยู่ก็ไม่ตัดสิทธิ แต่ให้ดำรงจนครบวาระ จากนั้นจะเหลือแต่ส.ว.เลือกตั้งเพียงอย่างเดียว นี่คือทางออกที่รอมชอม
เรื่อง นี้ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็แก้ไขที่มาของส.ส. ไม่เห็นมีใครไปร้องว่าทำเพื่อตัวเอง ตอนนั้นนายกฯอภิสิทธิ์ก็เป็นส.ส.เหมือนกัน พอเป็นเรื่องที่มาของส.ว.บ้าง จะมาร้องคัดค้านอย่างนั้นหรือ
เป็นปัญหาที่ต้องฝากถึงประชาชนทั้ง ประเทศ รัฐบาลหนึ่งแก้ไขรธน.ได้ง่าย อีกรัฐบาลกลับแก้ไม่ได้ อยากให้รักษาความเป็นธรรมให้มากที่สุด มิเช่นนั้นจะผลักคนเข้าสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และจะเป็นที่มาของการแก้ไม่ตก
แก้ไข ม.190 น่าจะมีปัญหาน้อยที่สุด เรื่อง นี้เคยแก้ไขสมัยนายอภิสิทธิ์แต่ยังไม่เคลียร์ ร่างรธน.นี้จึงมีบทเฉพาะกาลเพื่อให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา และการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาภายใน 1 ปี
เพราะที่ผ่านมากระบวนการทำหนังสือสัญญา บันทึกความตกลงกับต่างประเทศต้องรอผ่านสภา จนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศ
เรื่อง นี้ไม่ได้ลดทอนอำนาจรัฐสภา แต่เราไม่รู้เขา เขารู้เรา มันก็แพ้นานาประเทศอยู่ดี จึงอยากให้กำหนดไปเลยว่า เรื่องใดที่ต้องผ่านสภาบ้าง จะได้ไม่มีปัญหาความล่าช้าของประเทศอีก
มาตราใดน่าจะเป็นอุปสรรคบ้าง
ทั้ง 3 ร่างในเวลานี้ แรงต่อต้านยังมีไม่มาก ยกเว้นแรงต้านจากกลุ่มการเมืองเล็กๆ ด้วยกันเอง พยายามพูดโยงเอาประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่อยากเห็นการอ้างประชาชน รธน.ปัจจุบันไปตัดสิทธิ์ประชาชนไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
ประชาชนอยากให้ มีการแก้ไขแล้วทำไมถึงไม่ยอม เราหาทางออกของทางตันให้แล้ว ฝ่ายที่หมั่นคัดค้านต้องทำใจให้ว่าง ยึดประโยชน์ประเทศชาติ อย่าตะแบง ที่สำคัญอย่าอคติด้วย
อนาคตจะแก้ไขมาตราอื่นต่อหรือไม่
เบื้อง ต้นให้แก้ไขทั้ง 3 ร่างก่อน จากนั้นจะเจอปัญหาในมาตราอื่นๆ อีกหรือไม่ ค่อยหยิบยกเป็นแผนทีละขั้นตอนไป ซึ่งก็มีเสียงเสนอให้ยุบองค์กรอิสระ แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะยังมีองค์กรที่เป็นประโยชน์อยู่หลายแห่ง เช่น ป.ป.ช.
กรอบเวลาการผลักดันร่างกฎหมาย
คุย กับเพื่อนส.ว. และส.ส.พรรคร่วมที่ผ่านมา ยังไม่มีเรื่องยุบองค์กรอิสระ และผมไม่เคยมีแนวคิดเสนอเรื่องนี้ ขอแก้ไขทั้ง 3 ร่างที่เป็นปัญหาก่อน ซึ่งอยากผลักดันให้เร็วที่สุด
แต่คงไม่ทันสมัยประชุมสามัญ นิติบัญญัติ แล้วกว่าจะบรรจุเข้าสู่วาระคงถูกดึงยืดเยื้ออีก แต่อยากให้แล้วเสร็จในปี 2556 เพราะเป็นการแก้ทีละมาตรา เรื่องไม่ค้างอยู่ในระเบียบวาระง่ายๆ และจะไม่ให้ซ้ำรอยโหวตรธน.วาระ 3 ก็ให้รู้ไปว่าประเทศนี้แก้ไขรธน.ไม่ได้ หรืออยากให้บ้านเมืองอยู่ในความมืดสนิท
เชื่อว่าคงไม่ทำให้เกิดสถานการณ์ร้อนแรงอย่างที่บางฝ่ายกังวล เพราะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย และไม่ได้ทำอะไรผิด
แนวทางนี้ปรองดองที่สุดแล้ว
