ทำไมจึงนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน โดยรศ. ดร.วรพล พรหมิกบุตร



ทีมข่าว นปช.
8 มีนาคม 2556


ทำไมจึงนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน : เหตุผลข้อกฎหมายและจารีตการเมืองไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล  พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                        การอธิบายหลักการและความหมายของกฎหมายนิรโทษกรรมอาจทำได้ง่าย ๆ ในห้องเรียนนิติศาสตร์หรือแม้แต่ในเวทีสัมมนาประชาชนทั่วไป  แต่ความง่ายดายนั้นไม่สามารถช่วยให้เกิดความง่ายดายในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ประชาชนผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง  ในชีวิตจริง  ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นจริง  ในสังคมไทยปัจจุบัน

                   ความซับซ้อนที่ควรค่าแก่การถอดรหัสความหมายในชีวิตจริงและการเมืองจริงเกี่ยวกับข้อเสนอนิรโทษกรรมการชุมนุมการเมืองที่ผ่านมาปรากฏเป็นประจักษ์หลักฐานมาโดยตลอด หากเราใช้ความสังเกตเพียงเล็กน้อย เช่น ในบางโอกาสผู้นำพรรคการเมืองหนึ่งแถลงว่าเห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานนักนักการเมืองดังกล่าวสามารถแถลงผ่านเวทีการเมืองของตนว่าจะคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคการเมืองอื่นในรัฐสภารวมทั้งจะคัดค้านด้วยวิธีการอื่นนอกรัฐสภา

                   หลักการและความหมายรวมทั้งวิธีการบัญญัติและการบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรมอาจอธิบายได้ง่ายเหมือนหลักการที่สมเหตุสมผลทางตรรกในตำราวิชาการแต่ชีวิตจริงทางการเมืองมีความซับซ้อนกว่าคำอธิบายในห้องเรียนนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ทั่วไป  เพราะในชีวิตจริงเต็มไปด้วยปัจจัยเงื่อนไขและข้อมูลเชิงเหตุและผลนอกเหนือไปจากที่ตำราอธิบายไว้  โดยที่ข้อมูลเหล่าอาจไม่สามารถวิเคราะห์ความหมายได้อย่างง่ายดายตามที่ความคิดบริสุทธิ์ (pure  thought) จะพาไปหาข้อสรุป  ตัวอย่างเช่น  หากสมาชิกรัฐสภาบัญญัติไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรมว่า ผู้ใดกระทำการขัดต่อพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติฯและ/หรือพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินฯในการชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕ ผู้นั้นได้รับการงดเว้นไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย  (ทั้งนี้โดยที่ หากข้อความอื่นในกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดมีผลในทางเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของข้อความนี้เลย ไม่ว่าจะในทางจำกัดขอบเขต  ขยายความเพิ่มเติมหรือนิยามความหมายต่าง ๆ ให้เบี่ยงเบนไปจากความหมายที่ปรากฎในข้อความข้างต้นนี้เลย)  ตัวอย่างข้อกฎหมายนิรโทษกรรมข้างต้นนี้มีความหมายที่สรุปความคิดเชิงตรรกได้ง่ายดายแบบคณิตศาสตร์เส้นตรงที่คนจำนวนมากสามารถเข้าใจและยอมรับสนับสนุนให้นำไปประกาศใช้ได้ในทางปฏิบัติ  แต่ความซับซ้อนของปัจจัยเงื่อนไขทางสังคมของชีวิตและการเมืองที่เป็นจริงก็ยังอาจแสดงให้เราเห็นได้ว่าข้อความที่ดูไม่เป็นปัญหานั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างปัญหาร้ายแรงในการเมืองไทยและหากมีการเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยข้อความเช่นนั้นออกมาบังคับใช้ในการเมืองที่เป็นจริงต่อไปก็กลับจะมีผลในทางตอกย้ำจุนโครงสร้างของปัญหาร้ายแรงทางการเมืองของไทย

                   ตัวอย่างข้อความเชิงนิรโทษกรรมข้างต้นมีความหมายชัดเจนตรงไปตรงมาว่าจะไม่มีการลงโทษต่อผู้กระทำความผิดตามพรบ.ความมั่นคงฯและ/หรือพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในระหว่างการชุมนุมทางการเมืองปี พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดของผู้ใด และไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับที่ระบุนั้น

                   กฎหมายสองฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้มีอำนาจรัฐในบางขณะหรือบางสถานการณ์สามารถใช้อำนาจรัฐเพิ่มเติมจากอำนาจตามปกติดำเนินการต่อประชาชน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของรัฐและประชาชน  กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำซึ่งกันและกันระหว่างผู้ใช้อำนาจรัฐกับประชาชน

                   สาระสำคัญส่วนหนึ่งของกฎหมายทั้งสองฉบับระบุข้อความคล้ายกันว่า  ผู้มีอำนาจรัฐสามารถกระทำการที่อาจกระทบสิทธิของประชาชนได้  กฎหมายทั้งสองฉบับจึงเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐ แต่อำนาจพิเศษของรัฐที่จะกระทำการต่าง ๆ ต่อประชาชนนั้นยังต้องอยู่ภายในขอบเขตบังคับของกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐนั้นเอง  กฎหมายทั้งสองฉบับมิได้ให้อำนาจสัมบูรณ์ (absolute  power) แก่ผู้มีอำนาจรัฐในการกระทำต่าง ๆ ของรัฐที่ปฏิสัมพันธ์กับประชาชนไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดหรือขณะใดก็ตาม

ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐในแต่ละขณะอาจบังคับใช้อำนาจตามพรบ.ความมั่นคงและ/หรืออำนาจตามพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง (โดยชอบด้วยกฎหมาย) หรืออาจใช้อำนาจนั้นโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย (โดยมิชอบด้วยกฎหมาย)  เช่นเดียวกับที่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่าประชาชนอาจเป็นผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายสองฉบับดังกล่าวในเหตุการณ์ขณะหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ; ขณะที่ประชาชนในขณะหรือสถานการณ์อื่น  หรือในขณะเดิมและสถานการณ์เดิมแต่เป็นประชาชนต่างกลุ่มกันอาจมิได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวได้เช่นกัน

ตัวอย่างข้อกฎหมายนิรโทษกรรมแบบตรรกเส้นตรงที่ผู้เขียนยกเป็น ตุ๊กตาทางนิติศาสตร์ ข้างต้นนั้น หากผ่านมติรัฐสภาออกมาบังคับใช้จริงโดยไม่มีข้อจำกัดขอบเขตความหมายของคำว่า ผู้ใด เช่นนั้นก็จะกลายเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ช่วยให้ผู้มีอำนาจรัฐที่ใช้อำนาจอย่างละเมิดกฎหมายหรือใช้อำนาจโดยมิชอบปฏิบัติกับประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๕ สามารถรอดพ้นจากการถูกดำเนินการทางคดีในกระบวนการยุติธรรมต่อไปในอนาคตด้วยการอ้างสิทธิตามข้อกฎหมายนิรโทษกรรมเท่าเทียมกับสิทธิของประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่เคยถูกผู้มีอำนาจรัฐดังกล่าวสั่งการปราบปรามหรือสั่งการสลายการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

หากกฎหมายดังกล่าวนิยามความหมายของ ผู้ใด ให้มีขอบเขตจำกัดเฉพาะว่าหมายถึง ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม  การระบุขอบเขตเช่นนั้นทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมและได้กระทำผิดตามกฎหมายสองฉบับนั้นเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมายสองฉบับดังกล่าว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้มีอำนาจรัฐที่กระทำผิด ทั้งการกระทำผิดต่อประชาชนและการกระทำผิดต่อผู้มีอำนาจการเมืองกลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กัน  มากกว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่กระทำผิดระหว่างการชุมนุมทางการเมืองที่มีเป้าหมายต่อต้านผู้ใช้อำนาจรัฐ    การนิรโทษกรรมการกระทำผิดของผู้มีอำนาจรัฐเท่าที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาในอดีตได้กลายสภาพเป็นแนวทางปฏิบัติแบบจารีตทางการเมืองของไทย และได้สร้างภาระความสูญเสียทั้งต่อชีวิตประชาชนและทรัพย์สินสาธารณะรวมทั้งมีผลในทางสะสมปัญหาทางการเมืองให้แก่ประชาชนในการเมืองไทยตลอดมา  ขณะที่การนิรโทษกรรมทางการเมืองให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายที่กลุ่มพลังทางการเมืองเกือบทุกกลุ่มในขณะนี้ต่างก็กล่าวตรงกันว่าเป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ในการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยกลับยังคงเป็นสิ่งที่ผลักดันดำเนินการได้ยากยิ่ง และยังคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ เกมการเมือง ระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจแต่ละขณะในการเมืองไทย

เกมการเมืองเรื่องการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนผู้ใช้สิทธิชุมนุมทางการเมืองไม่ควรถูกผูกขาด เล่น กันอยู่ในวงผู้มีอำนาจรัฐตามกฎหมายอีกต่อไป  แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญควรเอื้อมมือเข้าไปมีส่วนร่วมเล่น  รับรู้  และพิจารณาดำเนินการด้วยวิธีการตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิให้กระทำได้  อย่างน้อยเพื่อช่วยลบล้างหรือถ่วงดุลกับความคิดทางการเมืองแบบเดิมที่ว่าผู้มีอำนาจและสถานะสูงส่งทางการเมืองเท่านั้นที่สามารถได้รับสิทธิพิเศษจากการนิรโทษกรรมให้โดยง่ายดายเพียงสะบัดปากกาตราข้อกฎหมายในวงของผู้มีอำนาจรัฐ

“””””””””””””””””””””””””””

วันที่ ๖  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖