เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 ก.พ.ศาลอาญานัดไต่สวนพยานโจทก์คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นคำร้องให้ไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ อดีตทหารสังกัด ร.พัน 2 พล.ร. 9 จ.กาญจนบุรี ผู้ตาย เพื่อให้ศาลทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงสาเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย จากเหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกยิงเสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ชุดลาดตระเวนเคลื่อนที่เร็ว เพื่อระงับเหตุการณ์การปะทะกันของเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ กับกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2553 โดยวันนี้พนักงานอัยการนำนายพร้อม ดาทอง อายุ 31 ปี และนายวิชา วังตาล อายุ 62 ปี ขึ้นเบิกความ
นายพร้อม เบิกความสรุปว่า วันที่ 28 เม.ย. 2553 เวลาประมาณ 11.00 น. เดินทางไปสนามกีฬาธูปะเตมีย์ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อดูสนามสอบนายทหารชั้นสัญญาบัตร จากนั้นขับขี่รถจยย.กลับบ้านโดยใช้เส้นทางถ.วิภาวดีรังสิต ขาออก เมื่อมาถึงอนุสรณ์สถานเห็นกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมอยู่จำนวนมาก จึงจอดรถจยย.ดู สักพักคนเสื้อแดงทยอยถอยหลังและได้ยินเสียงปืน และเห็นปลอกกระสุนปืนลูกซองหล่นอยู่หน้าผู้ชุมนุมเสื้อแดง มีหนึ่งในผู้ชุมนุมบอกว่า เป็นกระสุนยาง ต่อมามีผู้ชุมนุมล้มลงและมีเลือดไหลบริเวณท้อง ได้เข้าไปช่วยเหลือลากมาหลบกระสุนบริเวณตอม่อ ส่วนตนเองถูกยิงข้อมือซ้ายทะลุ ช่วงหลบกระสุนเห็นทหารถือปืนออกจากข้างทาง แต่ไม่รู้ว่าใครยิงตน หลังเกิดเหตุได้เงินเยียวยาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประมาณ 7 แสนบาท จึงไม่คิดดำเนินคดีทางอาญาและแพ่งกับผู้ก่อเหตุ
นายวิชา เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 14.00 น.
ขับรถแท็กซี่จากบ้านย่านคูคตไปที่อู่ย่านรัชดาฯ ใช้เส้นทางถ.วิภาวดีเลนคู่ขนาน
ขาเข้า ผ่านอนุสรณ์สถาน เจอกลุ่มเสื้อแดงเต็มช่องทางทั้งขาเข้า-ขาออก
จึงลงจากรถมาดูเหตุการณ์เห็นคนเสื้อแดงปาก้อนหิน หนังสติ๊ก ไม้ ใส่กลุ่มทหาร
บางคนโยนผักผลไม้มาจากโทลล์เวย์ จากนั้นทหารยิงปืนรัวเป็นชุด ขณะที่ฟ้ามืดครึ้ม
ฝนตกหนักด้วย จึงวิ่งไปหลบหลังเสาโทลล์เวย์โดยหน้าอกซ้ายแนบเสาไว้ฝั่งเดียว
หันหน้าไปทางทหาร มีกระสุนยิงมาโดนหน้าอกขวา และไหล่ขวา
เข้าใจว่ากระสุนจากกลุ่มทหาร
นายวิชา เบิกความอีกว่า หลังถูกยิงตนล้มลงมีคนช่วยนำส่งรถพยาบาล
แพทย์วินิจฉัยว่ากระสุนทะลุปอด
ส่วนกระสุนที่เข้าไหล่ขวาทำให้กระดูกแตกและฝังในใกล้เส้นประสาท
แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดออกมาได้ หากผ่าตัดอาจทำให้แขนใช้การไม่ได้
ไม่เห็นเหตุการณ์พลทหารณรงค์ฤทธิ์ถูกยิง
คดีนี้หากหาคนยิงได้ก็ไม่คิดดำเนินคดีอาญาและแพ่งกับผู้ก่อเหตุ
เนื่องจากได้รับเงินเยียวยาสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และน.ส.ยิ่งลักษณ์
ชินวัตร รวมกันเกือบ 7 แสนบาท และคดีล่วงเลยมานานกว่า 2 ปีแล้ว
ต่อมาช่วงบ่ายอัยการนำพยานแวดล้อมก่อนที่ผู้ตายจะถูกยิง เข้าเบิกความอีก 2
ปาก เสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งต่อไปวันที่ 19 ก.พ.นี้ เวลา 09.00
น.
วันเดียวกันน.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความญาติผู้ตาย กล่าวถึงคดีนายฐานุทัศน์
อัศวสิริมั่นคง หรือลุงคิม อายุ 55 ปี ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสจนเป็นอัมพาต
บริเวณธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553
ในเหตุการณ์ศอฉ.กระชับพื้นที่ ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อต้นก.พ.ที่ผ่านมาเป็นศพที่ 99
ว่า พยานหลักฐานทั้งหมดที่นำเข้าไต่สวนนั้น ค่อนข้างชัดเจน ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ
ประจักษ์พยาน รวมถึงกระสุนที่พบในศพของนายฐานุทัศน์
เป็นขนาดเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติการ ซึ่งในช่วงเกิดเหตุ
สถานการณ์บริเวณดังกล่าวยังปกติ ร้านค้ายังเปิดค้าขาย และยังไม่มีการชุมนุม
ส่วนผลการตรวจวิถีกระสุนก็พบว่า มีทิศทางมาจากแยกวิทยุมุ่งหน้าไปทาง ถ.พระราม 4
โดยเฉพาะจุดที่นายฐานุทัศน์ถูกยิงไม่พบรอยกระสุนที่เกิดจากการยิงต่อสู้ของทั้ง 2
ฝ่าย จึงมั่นใจว่า พยานหลักฐานทั้งหมดจะชี้ชัดได้ว่านายฐานุทัศน์ถูกยิงจากฝ่ายใด
อย่างไรก็ตามขึ้นกับศาลว่าจะมีดุลพินิจอย่างไร
