เมื่อ "ศาลอาญา" มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำคนเสื้อแดงในคดีก่อการร้าย พร้อมกับคุมขังเข้าสู่เรือนจำในทันที
ทำให้เกิดปัญหาในข้อกฎหมายว่า ที่สุด "ก่อแก้ว" ซึ่งมีสถานะ ส.ส.ในขณะนี้ จะต้องสิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
เพราะหากพลิกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 106 กำหนดถึงเหตุแห่งการสิ้นสุดลงของสมาชิกภาพ ส.ส. ไว้หลายประการ
1.มาตรา 106(4) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 ซึ่งจะโยงไปถึงมาตรา 102 บทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ใน (4) ที่ระบุว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
2.มาตรา 106 (11) ต้องคำพิพากษาให้ถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
ฉะนั้น กรณีความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.ของ "ก่อแก้ว" ซึ่งถูกคุมขังตามคำสั่งของศาล จึงน่าจะเข้าเหตุแห่งการวินิจฉัยในมาตราดังกล่าวข้างต้น
แม้ "สดศรี สัตยธรรม" กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นเบื้องต้นว่า "ก่อแก้ว" อาจยังไม่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาออกมา โดยคดียังอยู่ในระหว่างการฝากขังเท่านั้น
แต่การที่ "กกต." จะมีความเห็นได้นั้นจะต้องมีผู้ยื่นคำร้องมาขอให้ส่งความเห็นก่อนส่งคำร้องไปยัง "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ส่งเรื่องไปยัง "ศาลรัฐธรรมนูญ" เพื่อวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.ของ "ก่อแก้ว" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91
หาก "กกต." จะต้องตีความ "สถานะ ส.ส." ของ "ก่อแก้ว" ก็จะพลิกบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามมาตรา 8 มาตรา 19 มาตรา 20 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง มาประกอบการวินิจฉัย ควบคู่กับการพลิก รัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ขึ้นมาตีความให้กระจ่าง
รวมทั้งจะต้องเปิด "ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551" ข้อ 13 ในเรื่องสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 10 หรือไม่
โดยข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้เมื่อปี 2553 ในข้อ 10 ซึ่งตัดถ้อยคำว่า "ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย" เพื่อป้องกันปัญหาคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคในกรณีมีสมาชิกถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
นอกจากนี้ การยื่นตีความยังมีอีกทางหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ยังให้ ส.ส.หรือ ส.ว.ใช้สิทธิไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่แต่ละสภาเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยัง "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตีความให้เกิดความชัดเจนในปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นทางลัดนอกเหนือจากให้ "กกต." ตีความก่อน
ขณะที่ความเห็นทางกฎหมายของ "ณรงค์เดช สรุโฆษิต" อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายการปกครองและกฎหมายทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองกรณีข้อกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า กรณีที่ "ก่อแก้ว" ถูกคุมขังอยู่ขณะนี้ไม่เข้ามาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (4) เพราะ "ก่อแก้ว" ถูกคุมขังระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดี โดยศาลอาญายังไม่ได้มีคำพิพากษาว่า "ก่อแก้ว" กระทำความผิดตามคำฟ้องแต่อย่างใด
"กรณีนายก่อแก้ว แม้ในอนาคตศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก หากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด แม้คุณก่อแก้วจะถูกจำคุกในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา คุณก่อแก้วก็ยังเป็น ส.ส. ต่อไปได้เรื่อยๆ"
"ณรงค์เดช" อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีของ "ก่อแก้ว" จะนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 13/2555 ในคดีที่ "จตุพร พรหมพันธุ์" ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.มาเทียบเคียงไม่ได้
เนื่องจาก "จตุพร" ถูกคุมขังโดยหมายของศาลในวันเลือกตั้ง จึงขาดคุณสมบัติสมาชิกพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 (3) ซึ่งถือเป็นกรณีที่ต่างกับ "ก่อแก้ว" ที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
อีกทั้ง เมื่อมีการเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" สามารถร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัว "ก่อแก้ว" ได้ทันที ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 วรรคห้า
"เมื่อประธานร้องขอมา ศาลก็ต้องสั่งปล่อยตัวสถานเดียว แต่ความคุ้มกันนี้มีตลอดสมัยประชุมเท่านั้น ปิดสมัยประชุมเมื่อใดก็ต้องกลับเข้าคุกใหม่ เว้นแต่ศาลจะสั่งปล่อยชั่วคราว-ให้ประกันตัวไปตามกระบวนการปกติ"
"นักกฎหมาย" จาก "จุฬาฯ" ยังมองว่า "กรณีคุณก่อแก้วไม่ต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกฎหมายมันชัดว่า คุณก่อแก้วยังไม่สิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. ตามมาตรา 106 (11)"
"แต่หาก ส.ส. ส.ว. ท่านอื่นยังข้องใจสงสัย หรือ กกต.ท่านเห็นว่า คุณก่อแก้วต้องพ้นจาก ส.ส.ก็สามารถส่งเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปศาลรัฐธรรมนูญได้ตามกระบวนการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91" ณรงค์เดช ให้ความเห็นทิ้งท้าย
