เปิดจดหมายฉบับเต็มจากสหภาพรัฐสภาโลก เรียกร้องให้ทบทวนคดีของจตุพรใหม่

ประเทศไทย
คดี N TH/183 - จตุพร พรหมพันธุ์
มติเอกฉันท์ของสภาปกครองไอพียูในการประชุมครั้งที่ 91
(ควิเบค วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555)

สภาปกครองขององค์กรรัฐสภาสากล,

คดีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ซึ่งถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภาซึ่งดำเนินการตามกระบวนการดำเนินงานโดยองค์กรรัฐสภาสากลด้านการสื่อสารเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา

ไอพียูพิจารณาข้อมูลซึ่งยื่นโดยผู้ให้ข้อมูลดังนี้:

•นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และในขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีบทบาลสำคัญในการชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งจัดขึ้นในใจกลางกรุงเทพฯระหว่างวันที่ 12 มีนาคมและ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553; ในไม่กี่อาทิตย์หลังจากชุมนุม นายจตุพรและเหล่าแกนนำนปช.ถูกดำเนินคดีกรณีเข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมายซึ่งละเมิดพรก.ฉุกเฉินประกาศใช้โดยรัฐบาล; หลังจากนั้น นายจตุพรคือหนึ่งในแกนนำซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาอาคารหลายหลังซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 หลังจากที่แกนนำนปช.ถูกตำรวจคุมตัว นายจตุพรได้รับอนุญาตให้ประกันตัวอย่างรวดเร็วเพราะสถานภาพความเป็นสส.ของเขาในขณะนั้น ซึ่งต่างจากแกนนำนปช.คนอื่น

•ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2553 นายจตุพรขึ้นปราศรัยบนเวทีในโอกาสครบรอบหนึ่งปีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงซึ่งจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ ในคำปราศรัยของเขา เขาได้วิจารณ์รัฐบาลในขณะนั้นและกองทัพไทยว่าใช้ข้ออ้างในการ “ปกป้องสถาบันกษัตริย์” เพื่อดำเนินคดีอาญาและสังหารคนเสื้อแดงเมื่อปีก่อน นายจตุพรยังวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่ละเว้นไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างถึงวิดีโอสองคลิปที่รั่วออกมา ในวิดีโอแสดงให้เห็นว่ามีผู้พิพากษากำลังสมรู้ร่วมคิดกับสมาชิกพรรคการเมือง หลังจากนั้นกองทัพไทยได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายจตุพรโดยกล่าวหาคำปราศรัยนายจตุพรละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้หลังจากการสอบสวนเป็นเวลาหนึ่งปีก็พบว่าข้อหาดังกล่าวไม่มีมูล แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ศาลอาญาถอนประกันนายจตุพร ซึ่งศาลได้ทำตามคำร้องในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ดังนั้นนายจตุพรถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนกระทั่งถึงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2554

•หนึ่งอาทิตย์หลังจากถูกถอนประกัน ชื่อของนายจตุพรมีชื่ออยู่บนรายชื่อของสส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองรายชื่อดังกล่าวหลังจากตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครก่อนการเลือกตั้ง ทนายความของนายจตุพรได้ร้องขอให้ศาลอาญาอนุญาติให้นายจตุพรได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาติ ดังนั้นนายจตุพรจึงถูกกันไม่ให้ไปใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า ความล้มเหลวในไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของเขาถูกฝ่ายค้านนำไปใช้เป็นหลักฐานกล่าวหาว่าเขาไม่มีคุณสมบัติในการเป็นสส. ประการแรกคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองผลการเลือกตั้งโดยอนุญาติให้นายจตุพรเข้าร่วมสาบานเป็นสส.ใหม่ในวันที่เขาได้รับการปล่อยตัว อย่างไรก็ตามในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2554 คณะกรรมการการเลือกตั้งลงคะแนนเสียง 4-1 ให้นายจตุพรพ้นสภาพการเป็นสส. ร้องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในขั้นสุดท้าย

•ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการคุมขังนายจตุพรในวันเลือกตั้งนำไปสู่ความล้มเหลวในการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง ทำให้นายจตุพรหลุดพ้นจากการเป็นสส. โดยให้เหตุผลว่านายจตุพรถูกห้ามไม่ให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามมาตรา 100 (3) ของกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งระบุว่า “การถูกคุมขังโดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” ในวันเลือกตั้งคือหนึ่งในข้อห้ามที่นำไปสู่การถอดถอนสิทธิทางการเมือง และในที่นี่หมายความว่าเขาสูญเสียสมาชิกภาพในพรรคการเมืองของเขาโดยอัตโนมัติภายใต้พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2550 การสูญเสียสมาชิกภาพในพรรคการเมืองจึงเป็นเหตุ (ภายใต้มาตรา 101(3) และ 106(4) ของรัฐธรรมนูญ) ให้เขาถูกตัดสิทธิ์การเป็นสส.

ผู้ให้ข้อมูลยืนยันว่าการดำเนินคดีทางอาญาที่กำลังดำเนินอยู่ต่อนายจตุพรในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง เพราะข้อหาการเข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมายเกิดจากการใช้อำนาจฉุกเฉินอันมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลที่แล้ว และข้อหาก่อการร้ายต่อนายจตุพรและแกนนำเสื้อแดงคนอื่นถูกดำเนินคดีในเดือนสิงหาคมปี 2553 เกิดจาดแรงจูงใจทางการเมือง ผู้ให้ข้อมูลกล่าวว่า ในขณะที่คนเสื้อแดงถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าก่อความรุนแรงหลายกรรม แต่กลับไม่มีหลักฐานว่าแกนนำพวกเขามีบทบาทในการวางแผนการทำร้าย หรือแม้แต่รับรู้ถึงเหตุการณ์เหล่านั้น และการพิจารณาคดีครั้งต่อไปของนายจตุพรจะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เมื่อพิจารณาลึกลงไปอีกก็พบว่านายจตุพรถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน (โดยรอลงอาญา 2 ปี) ในวันที่ 10 กรกฎาคม และวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ตามลำดับในคดีอาญาสองคดี และยังถูกปรับ 50,000 บาทในข้อหาหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนรัฐตรีในขณะนั้น แต่ตอนนี้คดีทั้งสองอยู่ในระหว่างอุทรณ์ และเราต้องจำไว้ด้วยว่าผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านการส่งเสริมและปกป้องสิทธิเสรีภาพของการแสดงความเห็นและการแสดงออกย้ำในรายงาน (A/HRC/17/27 วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) เรียกร้องให้ทุกประเทศเลิกบัญญัติว่าการหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญา

และเราต้องจำอีกด้วยว่าประเทศไทยเป็นทวิภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) และดังนั้นจึงมีพันธะที่จะปกป้องสิทธิซึ่งรับรองไว้ในกติกาดังกล่าว
1.ไอพียูกังวลว่ามูลเหตุในการถอดถอนสิทธิ์นายจตุพรละเมิดพันธของประเทศไทยที่มีต่อสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

2.ไอพียูพิจารณาว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยจะระบุเป็นการเฉพาะถึงเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคคลหากบุคคล “ถูกคุมขังโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” ในวันเลือกตั้งโดยกันไม่ให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำอาชญากรรมจากการใช้สิทธิในการลงคะแนนคือการละเมิดบทบัญญัติในไอซีซีพีอาร์ มาตรา 25 ซึ่งรับรองสิทธิในการ “เข้าร่วมในกิจกรรมสาธารณะ” และ “ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่แท้จริง” โดยปราศจาก “ข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุสมผล”

3.ไอพียูพิจารณากรณีนี้ว่าการปฏิเสธมิให้ปล่อยตัวสส.ผู้ดำรงตำแหน่งชั่วคราวจากการคุมขังเพื่อให้ไปใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงคือ “ข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุสมผล” โดยเฉพาะในไอซีซีพีอาร์ที่มีบทบัญญัติรับรองว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์เป็นอย่างอื่น (มาตรา 14) และต้องได้ “การปฏิบัติตามบุคคลซึ่งยังไม่ต้องคำพิพากษาอย่างเหมาะสม” (มาตรา 10(2)(a)) ชี้ว่าการตัดสิทธิ์ความเป็นสส.ของนายจตุพรยังปรากฎว่าขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา 102(4) ของรัฐธรรมนูญไทยซึ่งบัญญัติให้เฉพาะผู้ที่ต้องคำพิพากษาทางอาญาเท่านั้นที่ต้องเสียสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่รายชื่อผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งถูกยื่น ซึ่งไม่รวมผู้ถูกกล่าวทางอาญาแต่อย่างใด

4.ไอพียูยังกังวลว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพทางพรรคการเมืองของนายจตุพรในขณะที่ยังไม่ได้มีมูลว่านายจตุพรกระผิดใด และในคำปราศรัยของนายจตุพรเองก็ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกอย่างชัดเจนซึ่งยังถูกยืนยันอีกครั้งโดการยกฟ้องคดีหลังจากนั้น ไอพียูยังกังวลว่าศาลมีอำนาจในการตัดสินเรื่องสมาชิกภาพได้หรือไม่ ในเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างนายจตุพรแะลพรรคการเมืองนั้นโดยแท้ และไม่ได้มีข้อโต้แย้งระหว่างพวกเขาเลยในประเด็นดังกล่าว

5.ไอพียูหวังอย่างยิงว่า ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เจ้าหน้ารัฐไทยที่มีประสิทธิภาพจะทำทุกอย่างเพื่อพิจารณาการตัดสิทธิ์การเป็นสส.ของนายจตุพรใหม่ และรับรองว่าบทบัญญัติทางกฎหมายในปัจจุบันสอดคล้องกับมาตราสิทธิมนุษยชนสากลที่เกี่ยวข้อง ไอพียูประสงค์จะสอบถามความเห็นเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องดังกล่าว

6.ไอพียูกังวลเกี่ยวกับมูลเหตุทางกฎหมายที่ถูกนำมากล่าวอ้างและข้อเท็จจริงที่ใช้อ้างอิงในการตั้งข้อหาต่อนายจตุพรและความเป็นไปได้ที่ศาลอาจจะสั่งให้เขากลับไปคุมขังในเรือนจำอีกครั้ง ไอพียูประสงค์จะขอสำเนาการดำเนินคดีของนายจตุพร และได้รับแจ้งเรื่องผลของการไต่สวนในศาลครั้งต่อไป ไอพียูพิจารณาว่า ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ จะเป็นประโยชน์มากที่จะมองหาความเป็นไปได้ในการส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อไปรับฟังการพิจารณาคดี และร้องขอให้สำนักเลขาธิการใหญ่พิจารณาเรื่องดังกล่าว

7.ไอพียูยังกังวลว่าหากนายจตุพรถูกดำเนินคดี พิพากษาว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาท และด้วยความเกี่ยวพันของกรณีนี้กับข้อแนะนำของผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติที่เห็นว่าคดีหมิ่นประมาทไม่ควรเป็นคดีอาญา ดังนั้นไอพียูจึงประสงค์ที่จะสอบถามเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่มีหน้าที่พิจารณาบทบัญัติกฎหมายปัจจุบันว่ารับทราบข้อแนะนำนี้ด้วยหรือไม่ ไอพียูประสงค์จะขอสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขั้นตอนการอุทธรณ์

8.ไอพียูร้องขอให้สำนักงานเลขาธิการใหญ่ยื่นมตินี้ให้กับเจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพและผู้ให้ข้อมูล

9.ไอพียูร้องขอให้คณะกรรมาธิการดำเนินการตรวจสอบคดีนี้ต่อไปและรายงานผลตามขั้นตอน