บทสนทนาอภิสิทธิ์-BBC ฉบับสมบูรณ์ กรณีการปราบประชาชนปี 2553 อ้างคนเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากชายชุดดำ



ทีมข่าว นปช.
11 ธันวาคม 2555


บทสนทนาอภิสิทธิ์-BBC ปัดไม่ยอมตอบเสียใจเรื่องสั่งใช้กระสุนจริงหรือไม่ อ้างคนเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากชายชุดดำ ยอมรับคดีพัน คำกอง ไม่ใช่ชายชุดดำหรือผู้ชุมนุม

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญให้ไปร่วมออกอากาศกับรายการ BBC World News ของสถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซี(BBC) ประเทศอังกฤษ ในรายการดังกล่าว พิธีกรได้ซักถามนายอภิสิทธิ์ถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การปราบปรามประชาชนเมื่อปี พ.ศ. 2553 ในรายการดังกล่าว นายอภิสิทธิ์พยายามปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน โดยอ้างรายงานของ คอป. ว่ามีอย่างน้อย 20 คดีที่เกิดจากชายชุดดำ และมีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 2 รายเท่านั้นที่เกิดจากอาวุธของทหาร

สิ่งที่น่าสนใจคือ นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่าในกรณีของนายพัน คำกองผู้เสียชีวิตนั้นมิใช่ผู้ชุมนุม และมิใช่ผู้ก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่ในระหว่างการให้สัมภาษณ์นั้น อภิสิทธิ์ไม่ได้บอกกับทางบีบีซีว่าศาลมีคำสั่งชี้ว่านาย พัน คำกองเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

............

คลิปวีดีโอคำให้สัมภาษณ์ฉบับเต็ม




คำแปลบทสนทนาในรายการ


อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าทุกคนทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และพวกเราก็เป็นคนยืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นไปตามครรลอง ดังนั้นพวกเขาก็ได้สอบสวนคดีการตายของผู้ชุมนุมและเราก็เป็นตัวแทนให้กับผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น และต้องมีความรับผิดชอบ แต่...
พิธีกร: และก็รวมถึงคุณด้วยใช่ไหม เพราะคุณเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเมื่อตอนที่มีคน 90 คนตายในระหว่างการชุมนุม
อภิสิทธิ์: แน่นอน เราได้จัดตั้งให้มีคณะกรรมการอิสระในการแสวงหาข้อเท็จจริง และในเวลาเดียวกันทั้งตำรวจและหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทั้งหมดก็ต้องเริ่มทำงานไปด้วยเช่นเดียวกัน แต่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินคดีกับผมดูค่อนข้างเกินเลยไปหน่อยในสายตาของหลายๆคน
พิธีกร: ทำไมถึงคิดว่าเกินเลย? คุณอยู่ในอำนาจ ณ เวลานั้น และคุณเป็นผู้อนุมัติให้ใช้กำลังเข้าทำลายที่พักของผู้ประท้วง
อภิสิทธิ์: แต่ถ้าคุณจำได้ สถานการณ์ในตอนนั้นโดยพื้นฐานแล้วคือมีกลุ่มผู้คนยึดพื้นที่ใจกลางเมืองและก็มีกลุ่มคนติดอาวุธปะปนอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุม คนเหล่านั้นยิงระเบิด และยิงเข้าใส่ประชาชน เราไม่ได้บุกเข้าสลายการชุมนุมด้วยซ้ำ  สิ่งที่เราทำก็แค่ประกาศเตือนและจัดตั้งจุดตรวจ จุดตรวจเหล่านี้ถูกโจมตี และมีการต่อสู้กันบนท้องถนนอีกด้วย และประชาชน..เอ่อ..น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มีประชาชนเสียชีวิต และ...
พิธีกร: และเกือบทุกคนที่เสียชีวิตนั้น ก็เกิดจากการใช้ปืนของทหาร...
อภิสิทธิ์: เอ่อ ไม่ใช่อย่างนั้น
พิธีกร: ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้ทำการสืบสวนเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ.2553) อย่างละเอียดครอบคลุมมากที่สุด (อภิสิทธิ์พยายามแทรกขึ้นมา) ก็บอกว่าแทบทุกศพที่เสียชีวิตนั้นเกิดจากการระดมยิงด้วยอาวุธปืนของทหาร
อภิสิทธิ์: รายงานที่ละเอียดครอบคลุมมากที่สุดนั้นจัดทำโดย คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ และสำหรับกรณีต่างๆที่พวกผมถูกกล่าวหานั้น..เอ่อ....อ่า...มี.... ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 20 คดีแล้วที่เป็นฝีมือของผู้ชุมนุมหรือกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายนั้น
พิธีกร: แต่นั่นหมายความว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ที่ดิฉันกำลังพูดถึงในบรรดา 90 ศพนี้เกิดขึ้นจากฝีมือทหาร (อภิสิทธิ์ขัดจังหวะแย่งพูดขึ้นมา) คุณจะยอมรับไหมว่าคนส่วนใหญ่ตายจากการกระทำของทหาร?
อภิสิทธิ์: ไม่ เพราะว่าเท่าที่เราได้มีการพิจารณาคดี 20 คดีในตอนนี้ และก็มีอยู่แค่สองคดีเท่านั้นที่สรุปแล้วว่าการเสียชีวิดเกิดจากกระสุนที่มีใช้ในกองทัพ แต่คุณต้องรู้ด้วยว่า ผู้ชุมนุมเหล่านี้ได้ปล้นเอาอาวุธจำนวนหนึ่งจากทหาร (พิธีกรพยายามจะถาม แต่อภิสิทธิ์กระชากเสียงพูดต่อ) และในการกล่าวหาแบบนี้ คุณจำเป็นจะต้องรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเป็นอย่างแรก
พิธีกร: คุณเถียงว่ากองกำลังของคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตทั้งหมด แต่..(อภิสิทธิ์ขัดจังหวะ)…ฉะนั้นคุณยังต้องรับผิดชอบของคุณต่อการเสียชีวิตอีกหลายศพ คุณยอมรับข้อนี้ใช่ไหม? (อภิสิทธิ์พยายามขัดจังหวะตลอดเวลา)
อภิสิทธิ์: ไม่ ข้อกล่าวหาที่นำมาใช้เล่นงานผม ในตอนนี้คือการตายของบุคคลคนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รถตู้ได้พยายามที่จะวิ่งชนสิ่งกีดขวางของทหาร และมีการยิงปืนขึ้น และบุคคลคนนี้ก็ได้วิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็โชคร้ายที่เขาโดนลูกหลง (หมายถึงคดีพัน คำกอง-ผู้แปล)
พิธีกร: คดีนี้ปรากฎว่าเป็นเป็นคดีแรกที่ได้รับไต่สวน แล้วคดีนี้บ่งชี้ถึงถึงคดีอื่นๆทั้งหมดที่จะตามมาในอนาคตหรือไม่ (อภิสิทธิ์พูดแทรกระหว่างที่พิธีกรถาม)
อภิสิทธิ์: ไม่ แต่การที่พูดว่ารัฐบาลออกคำสั่งให้ทหารสังหารประชาชนนั้นก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสียทีเดียว
พิธีกร: คุณได้อนุญาตให้ใช้กระสุนจริง...
อภิสิทธิ์: เราได้อนุญาตให้ใช้กระสุนจริง
พิธีกร: คุณเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนั้นไหม?
อภิสิทธิ์: แล้วถ้ายังงั้นคุณจะสู้กับพวกคนที่ติดอาวุธได้อย่างไร?
พิธีกร: แสดงว่าคุณไม่ได้เสียใจกับการสั่งใช้กระสุนจริงเลย?
อภิสิทธิ์: ผมเสียใจที่มีคนเสียชีวิต แต่มีคำสั่งชัดเจนว่าพวกเขาจะใช้กระสุนในสถานการณ์เช่นไร คำสั่งฉบับนั้นออกโดยรองนายกรัฐมนตรี(สุเทพ เทือกสุบรรณ-ผู้แปล) ข้อแรกคือเพื่อป้องกันตัว เพื่อป้องการเสียชีวิตของบุคคลอื่นที่อาจเกิดขึ้น และพวกเขาต้องใช้มันด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด  และถ้าหากมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธต่อบุคคลที่อยู่ปะปนกับฝูงชนพวกเขาก็ควรพยายามหลีกเลี่ยง และการที่บอกว่าการออกคำสั่งเช่นนี้เท่ากับออกคำสั่งให้ไปฆ่าคนก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม
(พิธีกรพยายามจะถาม แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอมให้ถาม) ผมอธิบายอย่างนี้แล้วกันว่า ผมได้ไปร่วมการประชุมมาหลายต่อหลายแห่งทั่วโลก เช่น จี20ที่นี่(ที่อังกฤษ-ผู้แปล) มีบางคนเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จำเป็นจะต้องมีการไต่สวน ผู้ตายจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ก็ว่ากันตามกฎหมาย แต่ผมก็ไม่เห็นจะมีที่ไหนที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ....(พิธีกรถามแทรกขึ้นมา)
พิธีกร: แต่ว่านี่เป็นเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองที่สาหัสที่สุดในประเทศของคุณในช่วงหลายทศวรรษ และมีขอบเขตกว้างขวาง (อภิสิทธิ์พยายามพูดขัดขึ้นมา)และเหตุการณ์นี้กลายเป็นสิ่งที่นิยามรัฐบาลของคุณหรือไม่?
อภิสิทธิ์: แน่นอน เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มีการชุมนุมที่มีผู้ติดอาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าการชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมแบบสันติ เป็นการชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมที่ถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น และถ้าหากพวกเขาไม่มีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธที่ยิงปืนใส่ตำรวจ ยิงปืนใส่ประชาชน ยิงปืนใส่พวกทหาร ความสูญเสียเหล่านี้ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น
พิธีกร: คุณรู้สึกอย่างไรบ้างต่อข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้เหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่นิยามรัฐบาลของคุณว่าประชาชนจะจดจำห้วงเวลายามที่คุณมีอำนาจเช่นไร?
อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าคนจำนวนมากรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในปี 2009 และปี 2010 และความแตกต่างก็คือ ในฐานะที่เป็นรัฐบาล เราเป็นรัฐบาลแรก ที่อนุญาตให้ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และอัยการสูงสุดและศาลทำงานในเรื่องนี้ และผมจะยอมรับไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ต่อให้เป็นโทษประหารชีวิต ผมก็จะยอมรับ ผมขอให้อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบันทำอย่างนี้เช่นกัน เพราะพวกเขามองหาทางผ่านร่างกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมตนเองตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ผมขอ ผมยินดีที่จะเผชิญกับข้อกล่าวหา ผมจะสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเองในศาล และหากว่าศาลจะตัดสินผมว่าผิดด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมก็พร้อมจะยอมรับ