ศาลไต่สวนคดี "ฟาบิโอ"ช่างภาพอิตาลี เหยื่อปืน 19 พ.ค. เบิกตัวช่างภาพอเมริกันให้การ เล่านาทีโดนยิง มีแต่กระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่

ข่าวสด 8 ธันวาคม 2555




"เมียพัน"อยากแจ้งจับมาร์ค

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ยโสธร ว่านางหนูชิด คำกอง ภรรยานายพัน คำกอง เหยื่อปืนเจ้าหน้าที่รัฐ และนายสุชาติ เวชกามา ประธานนปช.ยโสธร เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.สมจิตร เหล่ามงคลนิมิต ผกก.สภ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เพื่อขอแจ้งความดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานสั่งการเจ้าหน้าที่จนเป็นเหตุให้สามีถูกยิงเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.สมจิตรชี้แจงให้นางหนูชิดทราบว่า คดีนี้เป็นคดีพิเศษอยู่ในความดูแลของดีเอสไอ คดีคืบหน้าไปมาก โดยล่าสุดดีเอสไอแจ้งข้อหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพแล้ว ต่อมานางหนูชิดจึงขอให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

นางหนูชิดกล่าวว่า ใจจริงแล้วอยากแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ครอบครัวใดไม่โดนจะไม่ทราบว่าการสูญเสียสามีและการสูญเสียพ่อของลูก 4 คนเป็นอย่างไร วันพ่อที่ผ่านมาลูกๆ ไม่มีพ่อเหมือนครอบครัวอื่นและขาดเสาหลักของครอบครัว มันเจ็บปวดแค่ไหน ในวันข้างหน้าขอให้ชดใช้ด้วยกรรม แล้วจะรู้สึกว่าเจ็บปวดขนาดไหนกับการสูญเสียคน ผู้เป็นที่รัก



ช่างภาพสหรัฐเบิกความ"ฟาบิโอ"

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ยื่นคำร้องให้ไต่สวนการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณแยกราชดำริ แขวงลุมพินี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยพนักงานอัยการนำพยานขึ้นเบิกความ 3 ปาก คือนาย แบรดลีย์ ค็อกซ์ ช่างภาพอิสระชาวอเมริกัน นายขวัญชัย โสวะภาส อาชีพขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง และนายอุดร วรรณสิงห์ ผู้ร่วมชุมนุม

นายแบรดลีย์เบิกความโดยสรุปว่า หลังจากเกษียณแล้วได้เดินทางมายังประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.2553 และทราบว่ามีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ในฐานะคนทำสารคดีเห็นว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ จึงนำกล้องวิดีโอเข้าไปบันทึกภาพตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2553 เป็นต้นมา กระทั่งวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลาประมาณ 09.00 น. พยานอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ ใกล้กับเวทีของคนเสื้อแดง ขณะนั้นบรรยากาศคล้ายทุกวัน แต่ผู้ชุมนุมน้อยกว่าปกติ ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. ทราบว่ามีปัญหาที่สวนลุมพินี จึงนั่งจักรยานยนต์รับจ้างไปบริเวณดังกล่าว แต่คนขับไม่กล้าเข้าไป พยานจึงลงบริเวณหน้าโรงแรมรีเจ้นท์ อยู่ก่อนถึงเป้าหมายประมาณ 200 เมตร แล้วเดินเข้าไป



เล่านาทีช่างภาพอิตาลีโดนยิง

พยานชาวอเมริกันเบิกความต่อว่า เมื่อเดินไปถึงแนวกั้นของคนเสื้อแดง บริเวณถนนสารสินตัดกับถนนราชดำริ บริเวณแยกสารสินขณะนั้นมีคนมาก แต่ส่วนใหญ่หลบอยู่ตามซอกตึก เพื่อป้องกันตนเอง มีเพียงนักข่าวและผู้ชุมนุมบางส่วนอยู่บริเวณถนน ระหว่างนั้นมีคนเสื้อแดงวิ่งไปมาระหว่างเต็นท์และแนวกั้นของคนเสื้อแดงเอง ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ พยานไม่เห็นว่าใครยิง แต่คาดว่าน่าจะมาจากแยกศาลาแดงและสวน ลุมพินี พยานเห็นเจ้าหน้าที่อยู่ถัดจากเต็นท์บนถนนราชดำริไป โดยเห็นเจ้าหน้าที่กลุ่มละ 5-6 คน เคลื่อนไหวข้ามถนนไปมาประมาณ 5-6 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ 10-20 นาย อยู่บริเวณเต็นท์ของผู้ชุมนุมอีก

นายแบรดลีย์เบิกความอีกว่า ต่อมาได้ยินเสียงตะโกนวุ่นวายดังมาจากแยกราชประสงค์ จึงกลับไปดู ทราบภายหลังว่ามีอีกหลายคนวิ่งไปด้วยเช่นกัน รวมถึงนายฟาบิโอผู้ตายด้วย ระหว่างนั้นรู้สึกเจ็บเข่าขวา จึงหยุดก้มลงดูพบว่าตัวเองถูกยิง และขณะหันกลับไปมองว่ากระสุนมาจากไหน ก็เห็นนายฟาบิโอถูกยิงล้มลงแล้ว ขณะนั้นเวลา 10.58 น. เหตุที่จำเวลาได้ เพราะได้ถ่ายวิดีโอไว้ด้วยตั้งแต่ช่วงที่นายฟาบิโอถูกยิง ถึงตอนที่มีคนลากขึ้นจักรยานยนต์ไปส่งโรงพยาบาล และภาพเหตุ การณ์ทั้งหมดได้มอบให้ตำรวจแล้ว



ยันวิถีกระสุนจากฝั่งเจ้าหน้าที่
นายแบรดลีย์เบิกความว่า เชื่อว่าตนถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ เพราะวิถีกระสุนมาจากแยกศาลาแดงซึ่งมีเจ้าหน้าที่อยู่ และไม่เห็นว่าผู้ชุมนุมมีปืน ขณะที่นายฟาบิโอถูกยิง นายฟาบิโอสวมหมวกกันน็อกพลาสติก และใส่ชุดสีเข้ม ล้มลงโดยศีรษะหันไปทางแยกราชประสงค์ รู้สึกแปลกใจที่ตนและนายฟาบิโอถูกยิงบริเวณนั้น เนื่องจากอยู่ห่างจากแนวกั้นของคนเสื้อแดง และแนวเจ้าหน้าที่พอสมควร หลังจากนั้นตนถูกนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ และเห็นนายฟาบิโอนอนอยู่บนเปลสนาม ทั้งนี้ เพิ่งทราบในวันรุ่งขึ้นว่า ชายดังกล่าวคือนายฟาบิโอ และเสียชีวิตแล้ว

ช่างภาพอิสระชาวอเมริกันเบิกความต่อว่า ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากระสุนมาจากทิศทางใด แต่มั่นใจว่ามาจากเจ้าหน้าที่ ขณะนั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่หนาแน่นบริเวณแยกราชประสงค์ ส่วนบริเวณแยกสารสินมีอยู่ประปราย เจ้าหน้าที่ที่พยานมองเห็นสวมเครื่องแบบทหาร ขณะเดียวกัน พยานเห็นชายสวมชุดสีดำ แต่จะเป็นชายชุดดำหรือไม่พยานไม่ทราบ และไม่เห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีอาวุธ



อีกพยานระบุถูกยิงขณะถ่ายรูป

ด้านนายอุดรเบิกความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เห็นรถหุ้มเกราะของเจ้าหน้าที่บุกด่านเข้าที่หน้าร.พ.จุฬาลงกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ 20 นายเดินตามมา ใช้อาวุธปืนยิงใส่ พยานและพวกจึงหลบอยู่ตามป้ายรถเมล์และพุ่มไม้ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ยิงปืนมาทางผู้ชุมนุม มีนักข่าวที่กำลังถ่ายรูปอยู่ถูกยิงล้มลง ในจังหวะที่กำลังหันหลังจะวิ่งไปทางแยกราชประสงค์ พยานจึงวิ่งเข้าไปจับขาและเรียกให้วิ่งหนี แต่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาเฉี่ยวกระทบหมวกของพยาน จึงกระโดดหนี ขณะนั้นไม่เห็นผู้ชุมนุมต่อสู้

นายอุดรเบิกความอีกว่า หลังจากวิ่งไปหลบหลังซอกตึก เห็นคนช่วยกันลากผู้ตายไป จากนั้นพยานวิ่งหลบตามต้นไม้ไปจนเกือบถึงหลังเวทีราชประสงค์ และเห็นเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว จึงเข้าไปหลบในร.พ.ตำรวจ ขณะนั้นเวลาประมาณ 14.00 น. กระทั่งวันที่ 21 พ.ค. จึงขึ้นรถออกจากที่เกิดเหตุไปสถานีรถไฟหัวลำโพง และทราบภายหลังจากข่าวโทรทัศน์ว่า นักข่าวที่พยานเห็นว่าถูกยิง คือนายฟาบิโอ โปเลงกี



มีคนใส่ชุดดำ-แต่ไม่มีอาวุธ

ส่วนนายขวัญชัยเบิกความโดยสรุปว่า วันที่ 19 พ.ค.2553 เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะรอ ผู้โดยสารอยู่ที่เวทีราชประสงค์ มีนักข่าวต่างประเทศ ทราบชื่อภายหลังว่าคือ นายฟาบิโอ เรียกให้ไปส่งบริเวณก่อนถึงแยกราชดำริ 20 เมตร เหตุที่จำผู้ตายได้ เพราะผู้ตายจ่ายเงินค่าจ้างให้ 20 บาท ขณะที่ค่าจ้างจริงๆ เพียง 10 บาท พยานจึงกล่าวขอบคุณ และพูดคุยกันเล็กน้อย หลังจากนั้นพยานกลับมาที่ราชประสงค์ และรับนักข่าวชาวเวียด นามไปส่งจุดเดียวกับที่ส่งนายฟาบิโออีก และอยู่ดูเหตุการณ์บริเวณนั้นต่อ

นายขวัญชัยเบิกความต่อว่า ตนอยู่ห่างจากแนวเจ้าหน้าที่ไม่เกิน 70 เมตร ตอนเจ้าหน้าที่ยิงปืนเข้ามา ตนหลบอยู่หลังถังน้ำแข็งภายในเต็นท์พยาบาล เห็นนายฟาบิโอกำลังยกกล้องขึ้นถ่าย โดยหันกล้องไปทางแยกศาลา แดง จังหวะที่นายฟาบิโอหันหลังก็ถูกยิงล้มลงบริเวณเกาะกลางถนน ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ยิงมา เพราะผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ จากนั้นเห็นชายคนหนึ่งวิ่งไปจับขานายฟาบิโอ แต่ชายดังกล่าวกลับโดนยิงที่หมวกกันน็อกจนต้องกระโดดหลบไป หลังจากนั้นมีผู้ชุมนุมนำนายฟาบิโอออกจากที่เกิดเหตุไปขึ้นจักรยานยนต์ จากนั้นจึงหลบไปอยู่บริเวณห้างบิ๊กซี และขณะเกิดเหตุเห็นคนใส่เสื้อยืดสีดำ ตนเองก็ใส่เสื้อสีดำ แต่ไม่มีคนพกอาวุธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลนัดไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 26 ธ.ค.