"อานนท์ นำภา" แจงยื่นประกัน "อากง SMS" 8 ครั้ง ก่อนตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เผยจำเลยยืนยันไม่ได้ทำผิด

มติชน 9 พฤษภาคม 2555 >>>




กรณีมีข่าวระบุว่า นายอำพล หรือ "อากง เอสเอ็มเอส" จำเลยคดีอาญามาตรา 112 ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว เพราะจำเลยถอนการอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษ ทำให้คดีถึงที่สุดไม่สามารถให้ประกันตัวได้นั้น
นายอานนท์ นำภา ทนายความผู้ติดตามคดี นายอำพล หรือ "อากง เอสเอ็มเอส"  ซึ่งเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ กล่าวกับผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ว่า การถอนอุทธรณ์นั้นเกิดขึ้นจริง แต่ขอชี้แจงว่า เกิดขึ้นภายหลังจากได้ขอยื่นประกันตัวจำเลยไปแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง ไม่ใช่การถอนอุทธรณ์โดยที่ไม่เคยยื่นขอประกันตัวแม้แต่ครั้งเดียว โดยที่ผ่านมาเป็นการยื่นประกันตัว 6 ครั้งในขั้นศาลชั้นต้น และ 2 ครั้งสุดท้าย เป็นการยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยยื่นไปยังศาลฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งเหมือนศาลอุทธรณ์ คือไม่อนุญาตให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ทีมทนายความ จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า กว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา คงใช้เวลานาน จึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์หลัง วันที่ 13 มีนาคม เพื่อให้คดีถึงที่สุด และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษ
สำหรับเหตุผล ที่ไม่ได้รับการประกันตัว ในการยื่นทั้งหมด 8 ครั้ง นายอานนท์ เผยว่า ได้รับเหตุผลว่า คดีมีอัตราโทษสูง 20 ปี เป็นเหตุร้ายแรง และการที่จำเลยอ้างอาการป่วยนั้น อาการป่วยก็ไม่ถึงแก่ชีวิต อีกทั้งเรือนจำ มีโรงพยาบาลจะรักษา
   "ทุกครั้งที่ยื่นขอประกันตัว ก็วางหลักทรัพย์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการยื่นขอประกันตัว 2 ครั้ง หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้ยื่นขอประกันต่อศาลอุทธรณ์ โดยวางหลักทรัพย์ 1.4 ล้านบาท โดยมี มีนักวิชาการซึ่งเป็นอาจารย์ 7 คน ใช้ตำแหน่งค้ำประกัน และยื่นครั้งสุดท้ายต่อศาลฎีกา โดยนักวิชาการกลุ่มเดิม 7 คน พร้อมเงิน 1 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาต ให้ประกันตัว กระทั่งเห็นว่า หากรอศาลอุทธรณ์พิพากษา คงจะใช้เวลานาน จึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เพื่อให้คดีถึงที่สุดและเตรียมดำเนินขั้นตอนขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะไม่มีหวังที่จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากยื่นไปแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง" นายอานนท์กล่าว
นายอานนท์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ผลการชันสูตรออกมาประกอบกับบันทึกการตรวจร่างกาย  "อากง" พบว่า ไม่มีร่องรอยการพยามยามให้ความช่วยเหลือ เช่น การให้น้ำเกลือ หรือ ปั๊มหัวใจ พบแต่เพียงการเจาะเลือด ไม่มีร่องรอยการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเลย
นายอานนท์ เปิดเผยว่า ตนได้ไปเยี่ยม "อากง" ครั้งสุดท้าย วันพุธ ที่ 2 พ.ค. โดย "อากง" บอกว่า ปวดท้องหลายวัน มีคิวจะเข้าโรงพยาบาลวันศุกร์ ที่ 4 พ.ค. แต่ตนมาทราบภายหลังว่า เขาปวดท้องมากกระทั่งต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันพฤหัส แล้วจากนั้น ก็เข้าไปอีกครั้งในวันศุกร์
   "ผมพบอากงครั้งสุดท้าย แกเดินแทบไม่ไหว แต่มีผู้ถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112 อีก ช่วยพยุงแกออกมา แล้วของที่เอาไปฝาก แกก็ถือไม่ไหว ต้องให้คนอื่นช่วยถือ เพราะมีอาการปวดท้อง แต่ตอนนั้น แกกลับบอกว่า แกคิดว่าจะได้ออกมาเร็วๆ นี้ แกยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิด แกบอกว่า ถ้าแกออกมา แกจะไปขอบคุณอาจารย์ที่มาช่วยประกันตัว และจะออกไปหาหลานๆ เพราะหลานใกล้เปิดเทอมแล้ว อยากไปส่งหลานไปโรงเรียน แกจึงเห็นว่าต้องขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ได้ออกจากเรือนจำ ผมเห็นแกมีท่าทางดีใจที่ใกล้จะได้ออกมาแล้ว แต่ผมไม่คิดว่าอากงจะออกมา แบบที่ไม่มีลมหายใจ ผมช็อก" นายอานนท์กล่าว
ด้านเว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายจำเลยได้ชี้แจงเรื่องเดียวกันในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า
   "ทนายความจำเลยขอชี้แจงเพิ่มเติมว่าในการขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นสองครั้งสุดท้ายก่อนมีการขอถอนอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 นั้น
1. ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลอาญา ศาลอาญาให้ส่งเรื่องไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ′พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอประกัน′ ทราบโดยเร็วรายละเอียดปรากฏตาม http://www.prachatai3.info/journal/2012/02/39377
2.ต่อจากนั้นทนายความได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 ′พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง′
นับแต่วันฟ้องคดี 18 มกราคม 2555 จนถึงวันที่ขอถอนอุทธรณ์วันที่ 3 เมษายน 2555 รวมศาลชั้นต้นยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำนวน 4 ครั้ง ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำนวน 3 ครั้ง และศาลฎีกายกคำร้องจำนวน 1 ครั้ง
จำเลยยื่นอุทธรณ์ด้วยความหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวทำให้จำเลยต้องต่อสู้คดีในเรือนจำเป็นระยะเวลานานประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จำเลยจึงใช้สิทธิถอนอุทธรณ์และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็วที่สุด
ประเด็นที่มีผู้พยายามชี้แจงคือ ณ ห้วงเวลาที่อากงเจ็บป่วยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลแล้ว เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่คำถามคือ แล้วการยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ทั้งแปดครั้งที่ผ่านมาศาลไม่มีโอกาสในการสั่งอนุญาตหรือ พฤติการณ์ใดของจำเลยที่แสดงว่าจำเลยจะหลบหนีหรือ ในเมื่อวันที่สั่งฟ้องจำเลยเดินไปศาลยุติธรรมด้วยตนเอง
หรือแม้กระทั่งไม่มีเหตุความเจ็บป่วยหลักการคือต้องให้จำเลยประกันเป็นหลัก การไม่อนุญาตให้ประกันเป็นข้อยกเว้นมิใช่หรือ..."
นอกจากนี้ นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในนักวิชาการที่ยื่นประกันตัวอากงโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "....... ขอชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดอีกที วันที่ 20 ก.พ.นักวิชาการ 7 คนยื่นขอประกันอากงต่อศาลอุทธรณ์ (เป็นครั้งที่ 7) วันที่ 23 ก.พ. ศาลไม่ให้ประกัน, วันที่ 8 มี.ค. ยื่นอีกครั้งต่อศาลฎีกาโดยใช้ชื่อนักวิชาการกลุ่มเดิม ครั้งที่ 8 , 13 มี.ค. ศาลฎีกามีคำสั่่งปฏิเสธอีกเช่นเคย เรื่องขออภัยโทษเกิดขึ้นหลังจากการประกันสิ้นสุดแล้ว ไม่เกี่ยวกันเลย วันที่ไปยื่นขอประกันในชั้นศาลอุทธรณ์ ทั้งญาติและทนายก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะขออภัยโทษ เขาทำใจไม่ได้ที่จะต้องรับผิดกับสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ นอกจากนี้ ถ้าอ่านข่าวที่มากับข่าวการเสียชีวิตของอากง ทนายอานนท์ก็บอกแล้วว่า ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขออภัยโทษเลย.."