คมชัดลึก 12 พฤษภาคม 2555 >>>
คอป. ยก 7 ข้อบกพร่อง พรก.ก่อการร้าย ชี้ รัฐบาล 'ทักษิณ' ดันออก พรก. ผิดหลักการ ปชต. เนื้อหา กม. ขาดความชัดเจน แยกไม่ออกระหว่างผู้ก่อความไม่สงบ กับการเดินขบวนตาม รธน. จี้ เลิกกฎหมาย เชื่อล้างผิดทุกฝ่าย เป็นหนทางสู่ความปรองดอง ด้าน อธิบดีศาล ยัน สั่งไม่ให้ประกัน 'อากง' ตามหลัก กม.
นายคณิต ณ นคร ประธาน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ส่งข้อเสนอแนะฉบับล่าสุด ถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสาภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เกี่ยวกับกฎหมายการก่อการร้าย โดยเสนอให้ยกเลิก พรก.ก่อการร้าย ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำไปสู่ความปรองดองและเกิดสันติในชาติ พร้อมระบุเหตุผลดังนี้
1. บทบัญญัติเกี่ยวกับการก่อการร้ายในประมวลกฎหมายอาญา คือ “ลักษณะ 1/1 ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย” ได้เกิดขึ้นในระบบกฎหมายของประเทศโดยไม่ถูกต้องตามหลักการแห่งประชาธิปไตย เพราะเกิดจากการตราเป็นกฎหมายโดย “พระราชกำหนด” จึงต้องถือว่าการกระทำของรัฐบาลในขณะนั้น (รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) เป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ซึ่งผิดหลักการแห่งประชาธิปไตย เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองด้วยเสียงข้างมากก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องเคารพต่อเสียงข้างน้อยในรัฐสภาด้วย หากกฎหมายได้เข้าสู่รัฐสภาตามครรลองที่ถูกต้อง โดยเสนอเป็น “ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา” แล้ว เชื่อว่าจะมีการอภิปรายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. อย่างกว้างขวางในรัฐสภาแน่นอน
2. เนื้อหาใน พรก.ก่อการร้าย ได้บัญญัติขึ้นโดยฝ่าฝืนหลักประกันในกฎหมายอาญา และขาดความชัดเจนแน่นอน โดยมาตรา 135/1 ที่ว่า “การกระทำในการเดินกระบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย” นั้น เป็นการยากที่จะแบ่งแยกระหว่างการก่อการร้ายกับการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานก่อการร้ายที่ยังไม่ได้ถูกฟ้องและที่ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้วที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบในบ้านเมืองในครั้งนี้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้กระทำการไปโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง หรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
3. ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายเจ้าพนักงานของประเทศ อันได้แก่พนักงานสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมตลอดถึงพนักงานอัยการเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาอันเนื่องจากการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงทำให้การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการสั่งคดีของพนักงานอัยการดูจะขาดความเชื่อถือศรัทธา
4. ความผิดฐานก่อการร้ายนั้น คอป. เห็นว่าเทียบได้กับความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ม.209 กฎหมายอาญา กล่าวคือ ความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดที่เป็นการสกัดกั้นการก่อตั้ง “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” และเพื่อสกัดกั้นการคงอยู่ต่อไปของสมาคมอาชญากรรม และป้องกันการกระทำความผิดทั้งหลายที่ร้ายแรงที่จะเกิดตามมาจากการตระเตรียมที่จะกระทำความผิด เช่น วางระเบิด วางเพลิง หรือฆ่าผู้อื่น ทั้งนี้โทษหนักสำหรับสมาชิกอั้งยี่ก็คือโทษของความผิดฐานวางระเบิด ความผิดฐานวางเพลิง หรือความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
5. อั้งยี่หรือสมาคมอาชญากรรมภายในประเทศ ได้พัฒนาไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และกลายเป็นสมาคมก่อการร้าย ดังนั้นการกระทำที่เป็นความผิดฐานก่อการร้ายก็คือการกระทำที่เป็นการรวมตัวกันจัดตั้ง “สมาคมก่อการร้าย” ซึ่งตามปกติการก่อการร้ายจะสัมพันธ์กับต่างประเทศอีกด้วย และหาก “สมาชิกสมาคมก่อการร้าย” ไปกระทำความผิดฐานอื่นใดขึ้น การกระทำก็จะเป็นการกระทำความผิดทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในความผิดฐานเป็นอั้งยี่
6. ในทางหลักคิดทางกฎหมายอาญาแล้ว คอป. เห็นว่าลำพังการรวมตัวกันตั้งเป็น “สมาคมก่อการร้าย” ซึ่งเป็นความผิดฐานก่อการร้ายนั้น ระวางโทษตามกฎหมายต้องเบากว่าระวางโทษของความผิดร้ายแรง เช่น วางระเบิด วางเพลิง หรือฆ่าผู้อื่น เพราะเป็นการลงโทษในชั้นการตระเตรียมกระทำความผิด โดยความผิดฐานก่อการร้าย ในประเทศเยอรมนี มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี แต่ระวางโทษของความผิดฐานก่อการร้ายของไทย กลับมีระวางโทษถึงประหารชีวิต ซึ่งแสดงว่าการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการกระทำที่ขาดความรู้และขาดความคิดในทางหลักการแห่งกฎหมายอาญาโดยสิ้นเชิง เหตุนี้ คอป. จึงเห็นว่ากรณีเป็นการละเมิด “หลักนิติธรรม”หรือ “หลักนิติรัฐ” โดยแท้
7. เมื่อกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายของไทยเราไม่ตั้งอยู่บนหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย และหลักแห่ง “นิติธรรม” หรือหลักแห่ง “นิติรัฐ” อย่างชัดแจ้ง คอป. จึงเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาที่รัฐบาล รัฐสภา และฝ่ายค้าน ตลอดจนกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มในรัฐสภาจักต้องร่วมกันคิดทบทวนและร่วมกันในการหาทางออกเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพื่อยับยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับคดีในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายหลายคดีที่ได้ขึ้นสู่ศาลแล้วนั้น คอป. เห็นว่า การดำเนินคดีที่มีลักษณะเป็นการเหวี่ยงแหอันเกิดจากความไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้ของความผิดฐานก่อการร้าย จนทำให้จำเลยทุกคนและทุกฝ่ายขาดความเชื่อถือต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีความแน่ชัดว่าได้มีการก่อตั้งสมาคมก่อการร้าย หรือมีสมาคมก่อการร้ายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเมืองเรา เมื่อการดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้ายทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศขาดความเชื่อถือศรัทธา ทางแก้โดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรมตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่อาจทำได้ เช่น การสั่งไม่ฟ้องหรือการถอนฟ้องโดยพนักงานอัยการน่าจะเกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะองค์กรอัยการดูจะไม่ค่อยร่วมมือในการสร้าง ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
ในขณะที่รัฐบาลในอดีต (รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ) ได้ออก พรก. เพิ่มความผิดฐานก่อการร้ายนั้น คอป. เชื่อว่ารัฐบาลในขณะนั้นคงจะไม่คาดคิดว่า ประเทศไทยเราจะเกิดความแตกแยกดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์แห่งความแตกแยกกำลังปรากฏเป็นทางตันอยู่ในขณะนี้ กรณีจึงจำเป็นต้องปรับใช้ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) และ “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) เพื่อสร้างความปรองดองและสันติให้เกิดขึ้นในชาติ ดังนั้น คอป. จึงใคร่ขอเสนอให้รัฐบาล รัฐสภา ฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มได้แสดงความกล้าหาญทางการเมืองโดยร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1/1 ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเสีย เพื่อจักได้กลับไปสู่การเริ่มต้นที่ดีใหม่
เมื่อภาคการเมืองทุกฝ่ายได้แสดงความกล้าหาญจนได้มีการยกเลิกความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายแล้ว เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดี ก็ย่อมจะตกไปตาม ป.วิ อาญา มาตรา39 ที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น จึงทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมจะได้รับผลตามกฎหมายที่ยกเลิกกฎหมายนั้น โดย คดีความที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานก็จะเป็นอันยุติลง และสำหรับคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลนั้น ก็จะยุติลงโดยศาลจะสั่งให้จำหน่ายคดีไป
คอป. ระบุด้วยว่า การยกเลิก พรก.ก่อการร้าย คือการใช้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และจะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความปรองดองและสันติให้เกิดขึ้นในชาติโดยไม่กระทบต่อความรู้สึกขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าองค์กรใดทั้งสิ้น ส่วนการที่จะบัญญัติความผิดฐานก่อการร้ายในประมวลกฎหมายอาญาในอนาคต ซึ่งก็มีความสำคัญ ก็ย่อมจะกระทำได้ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติและทุกฝ่ายต้องมีความรอบคอบมากกว่านี้โดยถือเอาอดีตเป็นบทเรียน
การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายตามข้อเสนอแนะของ คอป. นั้น เท่ากับเป็นการที่รัฐบาลปัจจุบันและทุกฝ่ายได้ร่วมกันส่งเสริมหลักแห่งการปรองดองโดยการกระทำที่มีนัยสำคัญของ “การขอโทษต่อประชาชน” ในความผิดพลาดในอดีต (ความผิดพลาดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ) ซึ่งการขอโทษต่อประชาชนต่อความผิดพลาดในอดีต เป็น หลักการสำคัญประการหนึ่งของการสร้างสันติและความปรองดองในชาติอันกล่าวได้ว่าเป็นหลักการอันเป็นสากล ดังเช่น ประธานาธิบดี Mauricio Funes แห่งประเทศเอล ซัลวาดอร์ และนายกรัฐมนตรี Kevin Rudd แห่งประเทศออสเตรเลีย และผู้นำประเทศคนอื่น ๆ ได้กระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว สำหรับประเทศไทยการขอโทษต่อประชาชนในความผิดพลาด ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวคำขอโทษต่อหน้าข้าราชการ ผู้นำทางศาสนา และผู้นำท้องถิ่นจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นการขอโทษต่อประชาชนแทนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
คอป. ยังเรียกร้องให้กลุ่มการเมืองทุกฝ่ายได้ผนึกกำลังกัน แสดงต่อประชาชนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหาของบ้านเมือง โดยถือเอาประโยชน์ของบ้านเมืองก่อนประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ เพื่อก้าวพ้นความขัดแย้งและเพื่อนำประเทศชาติไปสู่ความสงบและสันติต่อไป
อธิบดีศาล ยัน สั่งไม่ให้ประกัน 'อากง' ตามหลัก กม.
ด้าน นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่มีการวิจารณ์เรื่องการประกันตัวนายอำพล ตั้งนพกุล อากง จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อายุ 61 ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แต่กลับไม่ได้รับการประกันตัวว่า เรื่องที่มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยของผู้ต้องขังว่า ควรจะได้รับการประกันตัวนั้น ไม่จำเป็นว่า เมื่ออ้างความเจ็บป่วยแล้ว จะต้องได้รับการประกันตัวเสมอไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะนำมาประกอบการพิจารณา จากสำนวนที่ยื่นมาว่า มีความเหมาะสมในเรื่องของอาการบาดเจ็บและคดีมีความร้ายแรงหรือไม่
"ปัจจุบันถึงจะถูกคุมขัง ถ้ามีการเจ็บป่วยหนักจริง ทางเรือนจำก็สามารถส่งตัวมารักษาข้างนอกได้ โดยคดีอากง ผมได้สั่งให้ตรวจสอบในสำนวนว่า การยื่นขอประกันตัว ได้ระบุหรือไม่ว่า อาการเจ็บป่วยหนักขนาดไหน แต่เท่าที่ทราบ การประกันตัวครั้งสุดท้าย ก็มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยจริง แต่ทั้งนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน"
นายทวี กล่ายืนยันว่า ระบบศาลยุติธรรม มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ หากสภาผู้แทนราษฎรสงสัยในสำนวนไหน ก็สามารถเรียกเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปฏิบัติเช่นนี้หลายครั้ง โดยถ้าสภาฯตรวจสอบแล้วยังเห็นว่า ไม่เหมาะสม สภาฯจะเสนอแก้ไขกฎหมาย ตั้งเป็นหลักเกณฑ์มาเลยว่า จำเลยป่วยสามารถประกันตัวได้ แต่ก็ต้องดูว่าทั่วโลกมีหลักกฎหมายแบบนี้หรือไม่ แค่ไหน
ส่วนกรณีที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ กล่าวถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ว่าเป็นคดีทางการเมือง ไม่ได้ความเป็นธรรมในเรื่องของการประกันตัว และจะเป็นการบีบให้ต้องรับสารภาพ ซึ่งต่างชาติมองว่า เรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อสิทธิมนุษยชนนั้น นายทวี กล่าวว่า ปกติการให้ประกันตัวของทุกศาล มีหลักเกณฑ์และขั้นตอน แม้กระทั่งในต่างประเทศเองก็ตาม
"ไม่ใช้เรื่องการประกันตัว บีบเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งศาลก็ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ให้มองว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็เปิดให้ศาลใช้ดุลยพินิจว่า จำเลยจะหลบหนีหรือไม่ และให้ประกันไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ยกตัวอย่างคดีในต่างประเทศ เช่น กรณี ผอ.ไอเอ็มเอฟ ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ถูกกล่าวหาคดีทางเพศนั้น ตอนแรกศาลเองก็มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่พอผ่านไประยะหนึ่งก็ดูพฤติกรรมและก็ผ่อนปรนหลักเกณฑ์และให้ประกันตัวในที่สุด" นายทวี ระบุ
