ยรรยง ท้า มาร์ค ปลด ชวนนท์ อ้างบุคลิกไม่เหมาะ แถม “หน้าปลาบู่ชนเขื่อน”

มติชน 7 พฤษภาคม 2555 >>>


นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวตอบโต้กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ปลดออกจากตำแหน่งว่า ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาปลดนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกจากตำแหน่ง เพราะทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน จึงอยากถามว่ามีสินค้าใดแพงบ้าง ไปสำรวจที่ไหน และคนสำรวจมีความรู้ เคยจ่ายตลาดมาก่อนหรือเปล่า เพราะข้อเท็จจริงสินค้าทั้งถูกและแพง เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมูราคาลดลงจากเดือนเมษายนปีก่อน แต่ไม่พูดถึง ขณะที่ ถั่วฝักยาว กก. 80 บาท จากการตรวจตลาดซึ่งเป็นของเดือน พ.ค. 55 แต่กลับนำตัวเลขเดือน เม.ย. ปีที่แล้วเป็นการบิดเบือนตัวเลข
   “นายชวนนท์ มีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมเป็นโฆษกพรรค เพราะแม้จะหน้าไม่หล่อเหมือนพระเอกโฆษกพรรคเพื่อไทยก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่หน้าตากับเหมือนปลาบู่ชนเขื่อน คือหน้าตาเจ็บๆ ไม่ไว้วางใจคนอื่น ขอให้พรรคประชาธิปัตย์เลือกคนอื่นที่หน้าตาดี ซึ่งมีมากมาย ทั้งหล่อเล็ก หล่อใหญ่ หล่อจิ๋ว เลือกใครก็ได้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีเป็นมิตรและมีความสามารถกว่านี้ จะช่วยให้พรรคฯ มีฐานมวลชนเพิ่มขึ้นได้ ผมพร้อมจะเดิมพันด้วยตำแหน่งปลัดของผม ถึงแม้เดิมพันขอเค้าจะน้อยกว่า เพราะเค้าไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ท้าเลยถ้ามีข้อมูลว่า พาณิชย์ทำข้อมูลเท็จ หรือผมทำข้อมูลเอาใจการเมืองก็เปิดเผยมา หรือแจ้งต่อสาธาณชนได้ และที่ผ่านมาสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ กระทรวงพาณิชย์ก็เป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยแก้ปัญหาของแพงมาตลอด ทั้งน้ำมันปาล์มขาดแคลน หรือทำไข่ชั่งกิโลขาย” นายยรรยง กล่าว
นายยรรยงกล่าวว่า การดำเนินการแก้ปัญหาของแพงกระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการเพิ่มการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการกำกับดูแลราคาสินค้า (วอร์รูม) ให้เข้มข้นขึ้น โดย รมว.พาณิชย์ เป็นประธานกำกับดูแลเอง เน้นกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 20 รายการ โดยจะนำของกรมการค้าภายใน กับสำนักดัชนีราคาสินค้า เชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลภาคประชาชน และธุรกิจ หากมีสินค้าใดที่มีแนวโน้มปรับราคาสูงกว่าปกติ หรือเสี่ยงจะขาดแคลน ต้องกำหนดมาตรการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
สำหรับราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับสูงขึ้นสวนทางกับต้นทุนอาหารสด และเครื่องประกอบอาหารที่ถูกลงนั้น นายยรรยง กล่าวว่า จากการสำรวจเห็นว่าราคาอาหารจานด่วนส่วนใหญ่ยังขาย 30-35 บาท ยกเว้นห้างสรรพสินค้าหรือร้านหรูหราที่ราคาอาจแพงบ้าง แต่ยอมรับว่า การใช้มาตรการไปบังคับเข้มงวดคงทำลำบาก เพราะผู้ค้าส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาจะเน้นการดูแลกลไกตลาด สร้างทางเลือกอาหารราคาถูกแก่ผู้บริโภค เช่น ผ่านร้านมิตรธงฟ้าที่มี 5 พันกว่าแห่งทั่วประเทศ รวมถึงร้านถูกใจซึ่งมีผู้สมัคร 5,858 ราย และเปิดให้บริการจริงแล้ว 50 ราย
   “ขอท้าทายพรคคประชาธิปัตย์ให้นำข้อมูลที่แท้จริงมาชี้แจงว่า สินค้ารายการใดแพงกว่าเมื่อเทียบเดือน เม.ย. ปีนี้ กับปีที่แล้ว ซึ่งทางนายกฯ พยายามอธิบายว่า ราคาวัตถุดิบเริ่มแพงขึ้นตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ประกอบกับราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ร้านค้าเริ่มขยับราคาอาหารสำเร็จรูป และในความเป็นจริงการเพิ่มราคาอาหารจะเพิ่มเป็นเศษจะไม่เพิ่ม 1 บาท หรือ 2 บาท จึงนิยมเพิ่มคราวละ 5-10 บาทแทน ที่ไม่ลดราคาลง เพราะรายย่อยก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่จะปรับลดลง กระทรวงพาณิชย์พยายามจะหามาตรการเพิ่มเติมออกมากำกับดูแล เช่น การนำข้าวถุงของรัฐบาล 3 หมื่นตันมาขายราคาถูกแก่แม่ค้า รวมถึงเสนอให้ ครม. พิจารณาข้อมูลราคาสินค้าเพื่อนำไปแก้ไขค่าครองชีพแบบบูรณาการ เพราะเราก็เป็นห่วงปัญหาอาหารแพงกระทบกับประชาชน และอาจกระทบต่อเงินเฟ้อได้”
อย่างไรก็ตาม มองว่า แนวโน้มเงินเฟ้อของไทยหากยังเฉลี่ยทั้งปีอยู่ระดับ 3-4% ถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับการเติบโตจีดีพีประเทศที่ 6.5-7% เพราะถือเป็นเงินเฟ้อระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ทั้งนี้ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ จะมีการประชุมผู้บริหารกระทรวง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพ โดยมีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เดินทางมาเป็นประธานก็อาจจะมีการหารือในประเด็นราคาสินค้าด้วย