เมื่อหมู่บ้านสีแดงของอำนาจรัฐไทยกลายเป็นหมู่บ้านเสื้อแดงรักประชาธิปไตย

บทความประจำสัปดาห์ 8 พฤษภาคม 2555
โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ ....




   “กรณี 14 หมู่บ้านในตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง เป็นหมู่บ้านเสื้อแดงรักประชาธิปไตย”
เมื่อได้รับการติดต่อจากแกนนำอำเภอเจาะไอร้องให้มาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงรักประชาธิปไตย เราได้ใช้เวลาติดต่อประสานงานตรวจสอบอยู่ระยะหนึ่ง ตรวจสอบแกนนำและความมุ่งมั่นของผู้นำชุมชน ได้รับคำยืนยันพร้อมลายเซ็นและโทรศัพท์ติดต่อกัน ทั้งได้แจ้งส่วนราชการที่ดูแลอยู่ให้รับทราบ จึงนัดหมายวันเวลาอย่างเปิดเผย แจ้งข่าวสื่อมวลชนและสื่อคนเสื้อแดง พร้อมจัดวันเวลาให้ใกล้เคียงกับวันที่เราจะเปิดปราศรัยใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อความสะดวกและประหยัดในการเดินทาง
ครั้นใกล้วันเวลาที่นัดหมาย การณ์ก็กลับเป็นว่าฝ่ายประชาชนทั้ง 14 หมู่บ้านก็ถูกขัดขวางข่มขู่และการจัดการรูปแบบต่าง ๆ ไม่ให้เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงหลายอย่างเช่น
  • ข่มขู่ว่าระวังจะเกิดกรณีตากใบ  (เสียชีวิต 81 คนจากการประท้วง)
  • จ่ายเงินหมู่บ้านละ 5,000 บาท ให้ผู้ใหญ่บ้านนำคนออกไปจากหมู่บ้านในวันที่ 6
  • พัฒนากรให้ออกไปงานข้างนอกหมู่บ้านละ 30 คน
ส่วนประธาน นปช. ก็ได้รับคำขอในวันก่อนวันนัดให้เลื่อน (หรือยกเลิกในที) โดยอ้างองค์กร OIC จะลงมาในพื้นที่ ผู้เขียนก็แจ้งว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะในฐานะประธาน นปช. นัดประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยไว้แล้วไม่ไปตามนัด เราทำไม่ได้ มันหมายถึงสถานะนำในการต่อสู้ของประชาชนถูกสั่นคลอนเสื่อมถอยทันที เพราะมุมของข้าราชการรัฐไทยก็แตกต่างจากมุมมองนักต่อสู้ของประชาชน และกรณีองค์กร OIC กลับเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่ประชาชนมีเสรีภาพที่จะจัดกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองได้ แสดงว่ารัฐได้ยอมปรับทัศนะที่ก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม แล้วมันจะไม่ดีตรงไหน ?
การเข้าไปใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ถือเป็นการเดินทางที่ระทึกขวัญในสายตาคนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ เพราะ อ.เจาะไอร้อง เป็นอำเภอที่มีการเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดอำเภอหนึ่งในสามจังหวัดภาคใต้ คนไม่อยากจะเชื่อหรอกว่าแกนนำ นปช. จะเดินทางไปเปิดหมู่บ้าน เมื่อเข้าสู่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่เขาก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยมาต้อนรับ ประเภทชายชุดดำใส่แว่นตาดำดูขึงขัง มีรถตัดสัญญาณโทรศัพท์วิ่งนำหน้า เปลี่ยนรถคณะจากรถตู้มาเป็นรถปลอดภัยสูง ผ่านถนนก็มีค่ายทหาร ตำรวจ มีบังเกอร์เป็นระยะ แต่พอเข้าหมู่บ้านบรรยากาศก็เปลี่ยนไป มีบรรยากาศสีแดงเต็มไปหมด เต็นท์ 6 เต็นท์ใหญ่มีผู้คนเต็มในชุดคนมุสลิม ทั้งโต๊ะอิหม่าม ประชาชนชาย-หญิง ถ้าเป็นหญิงก็มีฮิญาบแดงทุกคน
โต๊ะอิหม่ามก็สวดอวยพรให้คณะของเราที่ไปมีผู้เขียน คุณหมอเหวง คุณดารณี กฤตบุญญาลัย และคุณยศวริศ ชูกล่อม พร้อมแกนนำจังหวัดสงขลาและอำเภออื่น ๆ ของจังหวัดนราธิวาส
จากนั้นก็ขึ้นเวทีมอบป้ายหมู่บ้านให้กับตัวแทน 14 หมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นหญิงสาวสวยในชุดสีแดง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะบนเวทีเป็นภาพที่เปลี่ยนเจาะไอร้องจากพื้นที่ปิด น่าหวาดกลัว เป็นพื้นที่เปิด มีผู้คนมากมายรับประทานอาหารด้วยกัน ฟังปราศรัยและเสียงเพลงคณะดนตรีพื้นบ้านและเพลงของคุณดารณี  ในคำปราศรัยผู้เขียนกล่าวว่านี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสามจังหวัดภาคใต้ที่ภาคประชาชนร่วมมือกันสร้างสันติสุขในดินแดงแถบนี้ และขอให้เป็นหมู่บ้านรักประชาธิปไตย มุ่งสู่สันติสุข ปลอดยาเสพติด  ปลอดอาชญากรรมและความรุนแรง หลังการเลี้ยงดูด้วยอาหารเนื้อแพะ ถ่ายรูปกันแล้ว ก็เดินทางกลับตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ก็ทราบว่าประชาชนยังสนุกสนานกันต่อจนเย็น นี่จึงเป็นเรื่องรื่นรมย์ใจ ทั้งที่ประชาชนในหมู่บ้านพบอุปสรรคมากมายกว่าจะจัดงานนี้ได้ ทั้งที่เป็นย่างก้าวของประชาชนผู้ปรารถนาสันติสุขให้เกิดขึ้นในดินแดนบริเวณนี้
เราจะมองความกระตือรือร้นของประชาชนในเรื่องนี้อย่างไร?
ผู้เขียนคิดว่า ประชาชนสามจังหวัดภาคใต้น่าจะคิดได้ว่า เขาต้องผนวกตัวเองเข้ากับการต่อสู้ของประชานส่วนใหญ่ทั้งประเทศ เพื่อให้ได้ความเท่าเทียมกันให้ได้ ดังคำขวัญโลกทุนนิยมคือ สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ที่สำคัญคือเสมอภาค ต้องการการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนไทยย่างแท้จริงและรัฐที่มีนิติธรรม ถ้าการต่อสู้ของประชาชนไทยร้อยเรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะเพิ่มพลังของประชาชนและไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ทั่วหน้า และได้รับชัยชนะ  เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมามีแต่ความสูญเสีย ที่สำคัญคือประชาชนสูญเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน รัฐไทยก็ระดมทั้งงบประมาณ ทั้งทหารหน่วยงานพลเรือนลงไปทั้งปราบและปลอบ กลับยิ่งหนักหน่วงขึ้นทุกวัน
นี่ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาลและรัฐอำมาตย์ไทย แต่เป็นปัญหาของคนในชาติที่ควรจะคิดว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ? ไม่ใช่ให้คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหน
เราหวังว่า นี่จะเป็นย่างก้าวใหม่ของประชาชน ร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาของประชาชนโดยไม่ปล่อยให้รัฐอำมาตย์ไทยแก้ปัญหาแบบล้าหลัง จนประเทศชาติเสียหายยับเยินและประชาชนล้มตายแบบที่แล้วมา ถ้าคนใน 3 จังหวัดภาคใต้ลุกขึ้นมาแสดงเจตจำนงทางการเมืองโดยสันติวิธีร่วมกับประชาชนทั้งประเทศให้รัฐนี้มีนิติธรรม และยกเลิกผลพวงอำนาจเผด็จการ และยกเลิกอำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตย เราคงเดินไปด้วยกัน ได้รับชัยชนะด้วยกัน
กำลังจบบทความนี้ก็ได้ข่าวว่าอากงเสียชีวิตจากการปวดท้องอันเนื่องมาจากโรคเรื้อรังหรือโรคใหม่ซ้ำเติม (กำลังหาสาเหตุอยู่)
ผู้เขียนขอคารวะวิญญาณอากง ประชาชนธรรมดาผู้ที่สังเวยชีวิตให้แก่ กระบวนการยุติธรรมในระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ดำรงอยู่อย่างไม่รู้สึกอับอายในยุคสมัยของโลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์และการสื่อสารทันสมัย ขอให้ดวงวิญญาณอากงไปสู่สุคติ และได้โปรดรับรู้ว่า การเสียชีวิตของอากงนั้นได้เปิดเผยการดำรงอยู่ของความอยุติธรรมที่มากับความล้าหลังทางความคิด ความบ้าคลั่งที่ไม่มีเหตุผลของชนชั้นนำในสังคมไทย ที่ผูกขาดความถูกต้องและอ้างความชอบธรรมที่น่าอับอายที่สุด และมันจะเป็นสิ่งที่ประจานชนชั้นนำไทยไปทั่วโลก แล้วเราคอยดูความอัปยศครั้งนี้ว่าจะส่งผลสะเทือนต่อสังคมไทยเพียงใด ?