เปลื้องชีวิตผู้ชายหลาย ′บรรทัด′ ′ฐาน′ การเมืองของ ′ณัฏฐ์′

มติชน 6 พฤษภาคม 2555 >>>




หลังตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีมี "ภาพหวิว" ปรากฏขึ้นบนจอโทรทัศน์ภายในห้องประชุมรัฐสภา ในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ..... ในวาระ 2 โดยมี "ผู้ทรงเกียรติ" หลายร้อยชีวิตร่วมเป็นสักขีพยานรายการฉาว
รุ่งขึ้นปรากฏภาพข่าว "นักการเมืองหนุ่ม" นั่งจิ้มโทรศัพท์ไอโฟน ดู "ภาพสยิว" กลางสภา นำมาสู่การตั้งคำถามจากคนการเมืองอีกซีกว่า 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวพันกันหรือไม่
ในที่สุดผลการตรวจสอบทางเทคนิค ยืนยันไอโฟนไม่อยู่ในข่ายทำการเชื่อมต่อไปยังจอทีวีพลาสมาในห้องประชุมได้ ทำให้ ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลุดพ้นข้อครหา-ฐานความผิด
แต่กรณีเปิดดูภาพโป๊ก็ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ทว่า กว่าจะถึงฉากจบ สังคมก็ช่วยกันขุด-คุ้ย-แคะรากเหง้า และปลด-เปลื้อง-เปลือกของ "ณัฏฐ์ภาพหวิว" เรียบร้อยแล้ว
พื้นเพเดิม "ด.ช.ณัฏฐ์" เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ในตระกูลของ "นักการเมืองดังแดนสะตอ" ที่มีฐานะดี จึงมีความใฝ่ฝันอยากเป็น "นักการเมือง" ตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเห็น บัญญัติ บรรทัดฐาน บิดา ทำงานการเมืองมาโดยตลอด
   "ความเป็นนักการเมืองของพ่อ มันดีอย่างคือสามารถช่วยเหลือคนที่มีปัญหาได้ และเมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข เขาก็รู้สึกดี พ่อเราเองก็สบายใจ ซึ่งก็เป็นภาพที่น่าจดจำ เป็นอาชีพที่มีผลกับหลายสิ่งหลายอย่าง และเป็นอาชีพที่ช่วยเหลือคนได้มากที่สุด"
แม้ "พ่อ" เป็นนักการเมืองแถวหน้าของประเทศ แต่ "ณัฏฐ์" กลับไม่เคยรู้สึกว่ามีนามสกุล "บรรทัดฐาน" ประทับตราอยู่เลย
   "ด้วยความที่พ่อเป็นนักการเมือง แน่นอนว่าสังคมจับตามอง เราทำอะไรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ บางครั้งการที่เราจะสนุกเกินลิมิต หากเป็นคนทั่วไปคงไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นผมจะกลายเป็นประเด็นได้"
ในวัยขาสั้น "ณัฏฐ์" ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการทำกิจกรรม-เตะฟุตบอล
   "ผมเป็นคนโชคดีที่พ่อและแม่ไม่เคยมาบังคับให้ผมทำอะไรตามกรอบ แต่พ่อจะมักย้ำเสมอให้รู้จักหน้าที่หลักและหน้าที่รอง หน้าที่หลักคือการเรียน ก็ต้องทำให้ดี ส่วนกิจกรรมอื่น ถ้ารับผิดชอบเรื่องเรียนได้ ก็ทำได้ แต่ผมไม่ใช่เด็กหัวดี และไม่ขยันเรียนหนังสือ แต่พ่อและแม่ให้ความสำคัญกับการเรียน จึงถูกส่งไปเรียนพิเศษตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ปัญหาเรื่องเที่ยว หรือเกเร ตามประสาเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ไม่ค่อยมี"
กระทั่ง "ณัฏฐ์" ย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย นอกจากจะติดทำเนียบ "นักกีฬาฟุตบอลประจำโรงเรียน" แล้ว ยังถูก "ครู" ชักนำเข้าสู่แวดวง "โต้วาที" ด้วย และกลายเป็น "จุดคลิก" ครั้งสำคัญในชีวิตเขา
   "ครูคงเห็นว่าผมเถียงได้ แต่ผมไม่ค่อยโดดเด่น ด้วยความเป็นลูกชายนักการเมืองก็ต้องทำตัวให้เงียบกว่าคนปกติสักหน่อย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มีชื่อเสียงในสังคม มักจะเป็นจุดสนใจ ขยับอะไรนิดหน่อยก็เป็นจุดสนใจ ก็ทำตัวให้เงียบๆ ดีกว่า"
เขามีโอกาสเดินสายไปโต้วาทีตามเวทีต่างๆ แต่เวทีใหญ่หนีไม่พ้นรายการ "โต้คารมมัธยมศึกษา" ที่ "ดาวไฮด์ปาร์ก-นักการเมืองในสภา" หลายคนก็ล้วนเคยผ่าน "สมรภูมิคารม" นี้มาก่อน
นอกจากนี้รายการ "ทอล์กโชว์" ของ สุขุม นวลสกุล ซึ่งเป็นรายการโปรดของ "นักพูดรุ่นกระเตาะ" ยังช่วยเปิดมุมใหม่ๆ ในการมองปัญหาเครียดๆ ให้กลายเป็นเรื่องขำๆ ได้ ทำให้ "ณัฏฐ์" เริ่มสนุก-เห็นเสน่ห์ในการเป็น "นักพูด"
เขาลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนำไป "พูด" อย่างจริงจัง โดยไม่เคยขอความช่วยเหลือจากบิดา-ผู้เป็นเจ้าของสมญา "บัญญัติ 10 ประการ" เลย
ญัตติแรกที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของ "นักโต้วาที" รายนี้ คือ "ขสมก. ควรเป็นของเอกชนหรือไม่ ?"
ขณะนั้นมีทีมที่มาแข่งขันจากที่อื่นๆ เยอะมาก กว่าจะเข้ารอบชิงได้ต้องผ่านการแข่งขันมาไม่น้อยกว่า 7-8 ครั้ง ซึ่งรอบชิงต้องแข่งกับโรงเรียนบดินทรเดชา ผลปรากฏว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาเป็นฝ่ายชนะ-คว้าแชมป์รุ่นแรก
   "รายการขณะนั้นได้รับความนิยมสูง เดินไปไหนมาไหน คนเริ่มจำหน้าผมได้ เขาคงเห็นว่ามันเป็นมิติที่แปลก เพราะไม่ค่อยมีเวทีที่ให้เด็กได้มาแสดงความคิดเห็น สะท้อนทรรศนะทางสังคม"
หลังประสบความสำเร็จในเวทีจ้อรุ่นเยาว์ "ณัฏฐ์" คิดสานฝันที่ว่าสักวันหนึ่งต้องมีโอกาสเข้าไปพูดในสภา ด้วยการขอติดสอยห้อยตาม "พ่อ" ลงพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส. และผู้ว่าราชการ กทม. เพื่อช่วยแจกใบปลิวตั้งแต่ปี 2534
แต่เมื่อ "ณัฏฐ์" เตรียมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตเศรษฐกิจ" เขากลับตัดสินใจเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะเศรษฐศาสตร์ แทนที่จะเรียนรัฐศาสตร์
ด้วยเหตุผล "โลกไม่ได้เดินด้วยหลักรัฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ แต่เดินด้วยการค้าขาย เป็นหลัก การเรียนเศรษฐศาสตร์ น่าจะทำให้เขาเข้าใจหลักของอุปสงค์อุปทาน ในการดำเนินชีวิตได้มากกว่า"
ทว่า ตลอดเวลาที่เป็นนักศึกษา เขาไม่เคยทิ้งกิจกรรม "โต้วาที" และยังถูกส่งไป "ประชันฝีปาก" อยู่เรื่อยมา ก่อนตัดสินใจลาเวทีขณะเป็นนักศึกษาปี 3
   "ขณะนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หัวข้อในการโต้วาทีมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สมัยของ ? ชวน หลีกภัย ? เป็นนายกรัฐมนตรี เราลงพื้นที่กับพ่อ ก็เห็นว่าเขาทำงานหนัก แต่ในกลุ่มนักโต้วาทีก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอด มันสะท้อนว่า สิ่งที่บางคนพูดออกไป โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่เรากลับมาพูดอย่างสนุกปาก แต่จริงๆ แล้วคนละเรื่องเลย"
นั่นคือการหันหลังให้ "การพูด" หลังรู้สึกว่าบางเรื่องที่คนพูด-พร่ำในสังคม พ่นน้ำลายในหลายเวที ไม่ได้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
จากนั้นเขาหันมาแจ้งเกิดบนเวทีใหม่ ด้วยเหตุผลเป็นคน "บุคลิก" และ "รูปร่าง" ดี จึงสะดุดตา "แมวมอง" และถูกชักชวนไป "ถ่ายแบบ" ขึ้นปกนิตยสารต่างๆ อาทิ แพรวสุดสัปดาห์ ดิฉัน ฯลฯ และยังมีงาน "เดินแฟชั่น" ประปราย
ทว่าลึกๆ แล้ว เขาไม่คิดจะยึดอาชีพ "นายแบบ" จึงตัดสินใจหยุดเดินบน "เวทีสตาร์" หลังรับงานได้ 7-8 งาน แล้วเดินหน้าเรียนต่อจนคว้าปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์มาครอง
จากนั้น "ณัฏฐ์" ตัดสินใจไปเรียนต่อหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยพลีมัธ ประเทศอังกฤษ
งานแรกที่ "ณัฏฐ์" ได้ทำหลังสำเร็จการศึกษาคือ "เซลส์โปรเจ็กต์" สังกัดบริษัท โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรืออาร์ซีไอ ซึ่งเป็น "งาน" ที่ทำให้เขาได้งัด "ศาสตร์การโต้วาที" กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
"ณัฏฐ์" เล่าว่า เขาต้องแบกกระเบื้องด้วยตัวเอง ไปในสถานที่ต่างๆ ถือว่าเป็นงานที่สนุก และทำให้เขาได้สร้างจินตนาการขึ้นมาใหม่ๆ
   "จุดเริ่มต้นผมคิดที่จะวิ่งไปหาลูกค้ารายเล็กๆ และสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายย่อย แต่มุมมองในการทำร้านให้เป็นบ้าน นี่คือมุมที่คิดต่าง ต้องอาศัยจินตนาการฉีกมุม ผมก็เลยเริ่มดีไซน์บูธโชว์ให้เป็นเหมือนห้องห้องหนึ่ง สร้างแนวคิดขึ้นมา ผมเป็นเจ้าแรกที่คิดแบบนี้ นอกจากเข้ามามีตัวโมเดลรูปแบบบ้าน แล้วยังมีโปรแกรมออกแบบบ้านให้ด้วย"
จากเจ้าของ "ไอเดีย" การดีไซน์บูธโชว์ให้ทันสมัย เขาสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาตัวเอง จนกระทั่งได้นั่งในตำแหน่ง "ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย"
แม้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ความฝันในการทำหน้าที่ "ผู้แทนฯ" ยังไม่บรรลุ เขาเคยขอคำปรึกษา "พ่อ" เคยปรารภอยู่บ่อยครั้งถึง "ความอยาก" ก้าวเข้าสู่ "ถนนการเมือง" แต่คำตอบทุกครั้งคือคำปฏิเสธ
และแล้ว "จุดเปลี่ยน" ของ "ณัฏฐ์" ก็มาถึง เมื่อบริษัทที่เขาทำอยู่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อันเกิดจากสภาพรวมของตลาดวัสดุก่อสร้างเริ่มผันผวน ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะ "หางาน" ใหม่ ประกอบกับเป็นจุดอิ่มตัวของการทำงานที่บริษัทนี้มาเป็นเวลา 10 ปี พอดีกับจังหวะยุบสภาของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "ทีแรกพ่อไม่สนับสนุน เพราะมองว่าสภาพการเมืองในปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่คุณภาพการเมืองต่ำลงเยอะ ผมเชื่อว่าคนเป็นพ่อเขาก็ไม่อยากให้ลูกทำอะไรที่ดูไม่ค่อยดี เราก็คิดว่าไม่เป็นไร ถ้ารักที่จะทำแบบนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อ มันก็เหมือนการเปลี่ยนอาชีพอย่างหนึ่งเท่านั้น"
สุดท้าย "ทายาทบรรทัดฐาน" ตัดสินใจลาออกจากบริษัท เพื่อก้าวสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวในการเลือกตั้งปี 2554 เพื่อลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 15 โดยสามารถโค่นคู่แข่งอย่าง ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อดีต ส.ส.หลายสมัย พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้สำเร็จ ด้วยคะแนน 37,260 คะแนน
ทั้งหมดนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่าของ "ณัฏฐ์" เจ้าของชีวิตหลายบรรทัด จาก นักโต้วาที-นายแบบ-นักธุรกิจ มาสู่การเป็น "ผู้แทนฯ"
ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ตอบสนอง "จุดมุ่งหมาย" ลึกๆ ในจิตใจ และทำให้ "ณัฏฐ์" กลายเป็น "ทายาทการเมือง" ของสกุล "บรรทัดฐาน" เต็มตัว !!!