
เป็นสาระสำคัญของสำนวนการสอบสวนและความเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งถึงอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 กรณีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคล กลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ร่วมกันหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ในลักษณะเป็นขบวนการตามแผนผังความเชื่อมโยง (ผังล้มเจ้า) ตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทำการรวบรวม
"จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลตามผัง...จะได้ร่วมกันในลักษณะเป็นขบวนการ หรือองค์กร เพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประกอบมาตรา 83"
สรุปข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่มีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างปลายปี 2552-2553 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้น ซึ่งได้มีการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลข่าวสารของบุคคล กลุ่มบุคคล และนิติบุคคลต่างๆ ที่มีพฤติการณ์ล่วงละเมิดต่อสถาบันตามคำให้การของนายถวิล เปลี่ยนศรี พยาน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวซึ่งยังไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ใดได้จัดทำผังความ เชื่อมโยงบุคคล
ต่อมาพันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด พยาน ซึ่งทำหน้าที่โฆษกของ ศอฉ. ได้นำผังดังกล่าวมาแจกจ่ายและแถลงต่อสื่อมวลชนว่ามีบุคคล และ/หรือกลุ่มบุคคล (ที่มีข้อพิพาทและเรียกร้องทางการเมือง) กระทำในลักษณะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า "ขบวนการล้มเจ้า" และได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลความเชื่อมโยงนำไปสู่การจัดทำแผนผังของกลุ่ม บุคคลดังกล่าว เมื่อรวบรวมจัดทำเป็นแผนผังแล้วในเวลาต่อมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยาน
ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ได้มีหนังสือที่ กห 0407.45/223 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ/เลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อร้องขอให้พิจารณามีมติรับเรื่องการกระทำของบุคคล กลุ่มบุคคล ตามแผนผังดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ
หลังจากนั้น ศอฉ. ได้มอบหมายให้พันเอก วิจารณ์ จดแตง ผู้กล่าวหา มาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินคดีต่อบุคคลและกลุ่มบุคคลตามแผนผังดังกล่าว ทางคดีมีประเด็นพิจารณา ดังนี้
1. มีการกล่าวหาผู้ใด กระทำความผิดอาญาฐานใด อย่างไร
2. มีการกระทำความผิดทางอาญาตามข้อกล่าวหา เกิดขึ้นหรือไม่
3. ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดนั้นหรือไม่
ประเด็นที่ 1 มีการกล่าวหาผู้ใด กระทำความผิดอาญาฐานใด
ข้อกล่าวหาคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางการสอบสวนว่า ผู้กล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ ศอฉ. มิได้เป็นผู้รู้เห็นพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดหรือแสวงหาข้อเท็จจริงมาด้วยตน เอง แต่เป็นการได้รับมอบหมายจาก ศอฉ. หลังจากคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว
ผู้กล่าวหาจึงไม่ทราบลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดได้กระทำลง แต่อ้างอิงพฤติการณ์ตามที่ ศอฉ.ได้มีหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อร้องขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ โดยประสงค์ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการในลักษณะดังกล่าวตามที่พนักงานสอบสวน ตรวจพบ
ดังนั้น การกล่าวหาในคดีนี้ จึงเป็นการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เกิดขึ้น ส่วนบุคคลที่กระทำความผิดนั้น ศอฉ. มิได้ระบุชื่อหรือเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด แต่ได้มอบแผนผังและให้ข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการเครือข่าย
ด้วยเหตุที่ข้อกล่าวหาใน ลักษณะกระทำเป็นขบวนการ หรือองค์กรอาชญากรรม หรือข้อกล่าวหาขบวนการล้มเจ้า หรือล้มสถาบันนั้น มิได้มีกฎหมายสาระบัญญัติกำหนดไว้ว่าการกระทำเป็นความผิด จึงถือได้ว่า ศอฉ. ได้กล่าวหาว่ามีบุคคล หรือกลุ่มบุคคลได้กระทำการมีลักษณะเป็นการ "ร่วมกัน" หรือเป็น "ตัวการ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขณะกล่าวหายังไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
ประเด็นที่ 2 มีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเกิดขึ้นหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากผังเครือข่ายความเชื่อมโยงของบุคคล กลุ่มบุคคล ข้างต้นแล้ว มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง กลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง และแบ่งลักษณะของการกระทำได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. การดำเนินการทางสื่อสิ่งพิมพ์
2. การดำเนินการของบุคคล/กลุ่ม บุคคล
3. การดำเนินการผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต
4. การดำเนินการผ่านสื่อกระจายเสียง โดยมีรายชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองที่สนับสนุน
อดีตนายกรัฐมนตรีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายจักรภพ เพ็ญแข, กลุ่มเครือญาติ เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กลุ่มแกนนำ นปช. เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง นิตยสาร เช่น ว๊อยออฟทักษิณ, หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์, นิติบุคคล หรือสถานี เช่น ห้างอิมพีเรียล
รวมทั้งบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในข้อหานี้เป็นรายบุคคลไปแล้ว ได้แก่นายสมยศ พฤษาเกษมสุข, นายใจ อึ๊งภากรณ์, นายชูพงษ์ ถี่ถ้วน, นายอเนก ชัยชนะ เป็นต้น
การพิจารณาว่า บุคคลตามแผนผังจะร่วมกันกระทำความผิดตามข้อกล่าวหารือไม่นั้น จะต้องมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า บุคคลแต่ละคนมีการร่วมมือและเจตนาร่วมกันที่จะกระทำการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามมาตรา 112 เมื่อวัน เวลา และสถานที่ใด ด้วย
วิธีการใด พิจารณาจากข้อเท็จจริงตามคำให้การของ พัน เอกวิจารณ์ จดแตง ผู้กล่าวหา นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขานุการ ศอฉ. พยาน, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. พยาน, พันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด พยาน ต่างให้การในทำนองเดียวกันว่า
ขณะที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ ศอฉ. ได้รวบรวมข้อมูลทางด้านการข่าวพบข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคคล และกลุ่มบุคคล ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าลักษณะเป็นความผิดตามมาตรา 112 มีการกระทำ ในลักษณะต่างๆ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลา สถานที่เกิดการกระทำ ก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน และมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดอย่างไร เพียงแต่ระบุว่า เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ และมีการแบ่งหน้าที่กันทำ และเนื่องจากความสัมพันธ์ของบุคคลตามผังนั้น ได้เชื่อมโยงด้วยกันหลายลักษณะ เช่น ความเป็นญาติพี่น้อง บิดามารดา เครือญาติ ความสัมพันธ์ทางพรรคการเมือง ทำธุรกิจร่วมกันหรือเคยพบปะกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นข้อ เท็จจริงที่มีอยู่จริง แต่ก็มิอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าว จะถือว่ามีเจตนาร่วมกันในการกระทำความผิด และบางความสัมพันธ์ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องตรงกันเป็นความจริง เช่น กรณีตามผังระบุว่านายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นนักวิชาการได้มีความสัมพันธ์กับ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยระบุความสัมพันธ์ว่า "อดีตภรรยานามสกุลชินวัตร" เป็นต้น แผนผังเชื่อมโยงดังกล่าวจึงขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งผู้กล่าวหารวมทั้งผู้ทำหน้าที่ใน ศอฉ. ไม่ว่าจะเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายถวิล เปลี่ยนศรี, พันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้จัดทำผังดังกล่าว ไม่มีผู้ใดสามารถระบุว่า
ผู้มีรายชื่อตามแผนผังเป็นผู้ใด มีตำหนิรูปพรรณอย่างไร เพื่อจะได้สืบค้นหาพยานหลักฐานที่นำมาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงในระดับที่ สามารถยืนยันว่ามีเจตนาร่วมกันกระทำผิด
ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าขณะที่ ศอฉ. มอบหมายให้
ผู้กล่าวหามาร้องทุกข์นั้น ศอฉ. ยังไม่พบหรือมีพยานหลักฐานใดยืนยันได้ว่ากลุ่มบุคคลตามผังดังกล่าว จะได้ร่วมกันกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแล้วแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาให้มีการสืบสวนสอบสวน และการที่ ศอฉ.นำผังดังกล่าวมาร้องทุกข์ว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นขบวนการเพื่อล้มล้าง หรือต่อต้านสถาบัน โดยที่ยังไม่ปรากฏการกระทำผิด จึงฟังได้ว่าอาจเป็นการร้องทุกข์เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าผลในทางคดี
นอกจากนี้ เมื่อได้สอบสวนพลโท ตรัณ ยุทธวงศ์สุข พยาน ซึ่งเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการที่ 6 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่โครงการพระราชดำริ และมีภารกิจในการตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคล กลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ต่อต้านสถาบัน ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ก็ยืนยันว่าไม่พบพฤติการณ์การกระทำความผิดตามข้อกล่าวหานี้ในลักษณะของกลุ่ม ขบวนการ องค์กร
ประการสำคัญขององค์ประกอบแห่งลักษณะความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งอาจเป็นคำพูดทางวาจา หรือข้อความ หรือการกระทำในลักษณะต่างๆ แต่ไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใดกล่าวอ้างหรือยืนยันว่ามีคำพูด ข้อความใด ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลตามผัง จะได้ร่วมกันประดิษฐ์ คิดค้น แบ่งหน้าที่กันหรือนำเสนอต่อบุคคลอื่นไม่ว่าวิธีการใดๆ
ส่วนข้อความ แผนภาพ รูปภาพที่ปรากฏในที่ชุมนุม ก็ไม่สามารถยืนยันบุคคลที่เป็นผู้จัดทำ หรือจะมีพยานหลักฐานให้รับฟังว่าเป็นวัตถุประสงค์ของแกนนำผู้ชุมนุมหรือ กลุ่มบุคคลตามแผนผังที่ร่วมกันจัดทำ อีกทั้งคำให้การปาก พันเอก นุชิต ศรีบุญส่ง พันเอก พีระ ฉิมปรี และพันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่ให้การถึงลักษณะพฤติการณ์ของบุคคลตามผัง ว่าเป็นการกระทำในลักษณะวางแผนแบ่งหน้าที่กันกระทำผิดในลักษณะต่างๆ นั้น ก็มีลักษณะเป็นประโยคข้อความที่ตรงกันเกือบทุกประการ โดยเฉพาะคำให้การของพันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในส่วนที่ให้การเกี่ยวกับความเชื่อมโยงบุคคล เป็นการได้รับข้อมูลโดยตรงจากพันเอก นุชิต ศรีบุญส่ง
คำพยานต่างๆ จึงมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน แต่ยังไม่ปรากฏแหล่งที่มา พยานมิได้เป็นผู้รับรู้รับฟังข้อมูลเหล่านั้นมาด้วยตนเอง และก็ไม่สามารถระบุได้ว่าได้มาจากผู้ใด จึงมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่า เมื่อพิจารณาประกอบกับ บริบทในทางการเมือง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าการที่ ศอฉ. เป็นผู้กล่าวหาคดีนี้มีลักษณะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่าย ผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น การกล่าวหาบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองในลักษณะของผังขบวนการที่มีวัตถุ ประสงค์ร่วมกันกระทำความผิดตามข้อหา จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลตามผังความเชื่อมโยง จะได้ร่วมกันในลักษณะเป็นขบวนการหรือองค์กรเพื่อกระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ประกอบมาตรา 83
ประเด็นที่ 3 เมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา เกิดขึ้น ประเด็นที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำการนั้นหรือไม่ จึงไม่จำต้องพิจารณาวินิจฉัย
ทั้งนี้ เมื่อได้ทำการสอบสวนมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณามีความเห็น ในชั้นนี้จึงเห็นควรให้งดการสอบสวน ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญามาตรา 140 (1) ต่อไป
