
การประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ยังไม่จบ
บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยังคงถกเถียงกันอย่างไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด จนประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองแต่ไม่ได้อยู่ร่วมในสภาแห่งนี้เริ่มบ่นเบื่อหน่ายให้ได้ยินออกมาแล้ว ผู้อาวุโสบางท่านถึงกับบ่น "เซ็ง" และก็อดเปรียบเทียบไม่ได้กับสมัยที่ตัวเองเป็นรัฐบาล ทำนองว่าถ้าเป็นสมัยตนเอง ป่านนี้ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้ว
จะ"แก้" หรือ "ไม่แก้" เชื่อว่านาทีนี้ประชาชนรอฟังคำตอบที่ชัดเจนอย่างใจจดจ่อ
ภายหลังจากปรากฏรายชื่อ "คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ..
สิ่งหนึ่งที่พบหลังจากไล่สำรวจรายชื่อ พิจารณาหน้าค่าตาของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด คือ มีผู้หญิงใน กมธ.พิจารณาร่างฯ เพียงคนเดียว
นั่นคือ "อาจารย์จา" หรือ "ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทายาท "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
เกิด 9 สิงหาคม พ.ศ. 2516 เป็นนักเรียนทุนการศึกษาการเรียนดีเด่น โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) สาขาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยมหิดล
บินไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ คว้าปริญญาโทด้านวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม แล้วต่อด้วยปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยีอาหาร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
"เคยรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเวลาถึง 6 ปี มีตำแหน่งทางวิชาการสูงสุดเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยคณบดี และรองคณบดี ตามลำดับ ก่อนจะลาออกจากราชการในปี พ.ศ.2551 เพราะความสนใจในเรื่องเหตุบ้านการเมือง"
อีกมุมหนึ่ง "อาจารย์จา" ผู้ร่วมงานกับ นพ.ประเวศ วะสี ในโครงการจิตวิวัฒน์ เขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์ "มติชน"
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จัก ผศ.ดร.จารุพรรณ คือเมื่อครั้งมีการชุมนุมของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" หรือ "คนเสื้อแดง" ในปี 2553
แม้จะไม่ได้เป็นแกนนำชนิดที่ต้องยืนแถวหน้า แต่ก็มีบทบาทโดดเด่น เพราะรับหน้าที่เป็นล่ามคอยแปล และถ่ายทอดเนื้อหามติที่ประชุม ตลอดจนแนวทางของแกนนำ เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งข่าวการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงให้แพร่ขจายไปทั่วโลก
และแทบจะทุกค่ำคืนเช่นกัน เราจะเห็นเธอขึ้นเวทีปราศรัย จนกลายเป็น "ดาวเด่น" ของการชุมนุม โดยเฉพาะบทบาทในการนำมวลชนบุกยื่นหนังสือตามสถานทูตต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ หรือยูเอ็น
แม้จะเป็นวิศวกร แต่ "อาจารย์จา" สนใจและติดตามเรื่องการเมืองมาตลอด
"เมื่อมีการยุบสภาและเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป ประกอบกับเธอไม่ได้ทำงานราชการแล้ว จึงตั้งใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. โดยได้วางเป้าหมายสิ่งที่อยากทำไว้ 3 ขั้น"
"ขั้นที่ 1 เรียกร้องประชาธิปไตยให้ได้ก่อน เรื่องที่ 2 คือการศึกษา ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพและรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องที่ 3 คือประเทศเราน่าจะทำเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่เรียนจบมาโดยตรง คิดว่าประเทศเรามีทรัพยากรมากมายแต่เรายังมองไม่เห็น เท่านั้นเอง เราขาดการบริหารจัดการ เรามีวัตถุดิบที่เป็นประโยชน์ในทางโภชนาการของโลก มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถนำมาผลิตเป็นยาได้"
"ประเทศไทยน่าจะเป็นผู้นำเรื่องเหล่านี้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะมาช่วยแก้ปัญหาทั้งพลังงานและสิ่งแวดล้อม แต่ ณ วันนี้เรายังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้เพราะเรายังไม่ฟังเสียงประชาชน"
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด "อาจารย์จา" ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 56
แม้เมื่อเฉลี่ยนเปอร์เซ็นต์จำนวน ส.ส. ในระบบนี้แล้วจะยังไม่ได้เป็น ส.ส. ในทันที แต่เมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีลาออก เธอก็ได้เลื่อนมาเรื่อยๆ กระทั่งได้เดินเข้าสู่สภาตามที่คิดฝันตั้งแต่เด็กในการลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรก
และเมื่อมี "คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ..." เธอคือผู้หญิงหนึ่งเดียวที่ได้รับเลือก
กว่าจะเป็น "จารุพรรณ" ในวันนี้เป็นมาอย่างไร ?
และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เธออยากเห็นเป็นอย่างไร ?
คำตอบอยู่ถัดจากบรรทัดนี้
ทำไมถึงลาออกจากการทำงานวิชาการ ?
จากปรากฏการณ์การชุมนุมของกลุ่ม "คนเสื้อเหลือง" หรือ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งขณะนั้นคุณพ่อเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ตอนนั้นแทบจะไม่ได้ทำงานเพราะมาทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไทยเป็นภาษาตำรวจ แล้วแปลภาษาตำรวจเป็นภาษาชาวบ้าน ก็เลยตัดสินใจลาออกจากราชการ
เพราะขณะนั้นเกิดวิกฤตทางการเมืองมากแล้ว เราก็ไม่ได้ทุ่มเทให้กับการเป็นอาจารย์เท่าที่ควร จึงตัดสินใจลาออก
เหตุผลที่เข้าร่วมกับ "เสื้อแดง"
ขณะนั้นเป็นอาจารย์ของวิทยาลัยศูนย์สันติวิธี ไปทำงานที่ภาคใต้ ทำงานเกี่ยวกับสันติวิธี จึงมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกม็อบ เนื่องจากศูนย์สันติวิธีไปนำเสนอวิธีการชุมนุมอย่างสร้างสรรค์ เราจึงอยากจะชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกนี้ เลยใส่เสื้อแดงแล้วไปนั่งจิบกาแฟที่โรงแรมดุสิตธานี ขณะที่รัฐบาลจะไปประชุมอาเซียนซัมมิต ที่หัวหิน
ตอนนั้นเราไปเป็นตัวอย่างว่าการชุมนุมสามารถทำได้หลายแบบ แล้วเราก็ไม่เห็นด้วยกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิที่จะแสดงออกเพื่อเป็นการต่อต้านการรัฐประหารอย่างสันติวิธี ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
ตอนนี้ก็เป็นคนเสื้อแดงอยู่ ยังเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพในการเป็นมนุษย์
เคยร่วมงานกับหมอประเวศ แล้วเมื่อมาเป็นคนเสื้อแดงได้คุยกันบ้างไหม ?
ตอนนี้ก็ยังคุยอยู่ และคุยกับกลุ่มพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานกับหมอประเวศ แต่ละท่านก็เคารพในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันอยู่แล้ว งานของคุณหมอประเวศเรียกร้องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งทุกคนจะเข้าใจ
คิดว่าเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 2553 เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ก่อนหน้านั้น 4 ปี ไม่มีความรุนแรงเพราะว่าสื่อไม่ได้ถูกปิด มีพื้นที่สื่อสารตลอด ทั้งโทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชนเป็นจำนวนมาก และถ้าย้อนกลับไปดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงนั้น จะพบว่าชุมนุมเมื่อไรหุ้นขึ้นเมื่อนั้น คือกลายเป็นเหตุการณ์บันเทิง มีการร้องรำทำเพลงกันแบบนั้นมาเรื่อยๆ
แต่หลังจากที่มีการปิดสื่อ เหตุการณ์เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
มองเหตุการณ์ความรุนแรงและแตกแยกนี้อย่างไร ?
ขณะนี้เรียกว่ากำลังเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนต้องตื่นตัว และเรียนรู้ร่วมกันว่า ความคิดต่างนี้เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ถ้าเกิดความรุนแรงก็จะเหมือนกับประเทศอื่น ซึ่งเมื่อมีอุดมการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองกันมาก ก็จะเกิดกันฆ่ากันตาย ล้มหายตายจาก ประชากรหายไปครึ่งประเทศ ในขณะที่ถ้าตอนนี้ความแตกต่างหลากหลายเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้ และเคารพกัน ตรงนี้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้น
การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลายๆ ประเทศที่ผ่านความรุนแรงมา ได้นำคำว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ในหลายประเทศ แล้วหลังจากการเรียนรู้คุณค่ากลางที่ประชาชนต้องการมีอะไรบ้าง เช่น
1. เคารพความเป็นประชาชน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
2. เราต้องการเรียกร้องคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆ นี้ล้วนแล้วมาจากการเผชิญหน้าของความขัดแย้งกันทั้งสิ้น
คนมักพูดว่าถ้าไม่อยากขัดแย้งอย่าคุยกันเรื่องการเมือง ?
แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้แล้ว บางครั้งเราต้องกลับมาทบทวนว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เป็นที่มาที่ไปว่าประชาชนจำนวนมากกำลังเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการที่เราไม่พูดคุยกัน และเราให้พื้นที่กับประชาชนน้อย อำนาจต่างๆ ยึดโยงกับประชาชนน้อย
จนกระทั้งมาเป็นวันนี้ วันที่เราต้องกลับมาทบทวนเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนาจยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ให้ประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ เจ้าของระบบ รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ
อะไรคือปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ?
โครงสร้าง ปัจจุปันเป็นโครงสร้างการบริหารจัดการแบบแนวดิ่ง คือข้างบนสั่งการอย่างเดียว ทำให้คนข้างล่างไม่กล้าทำงาน และไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย อย่างตอนมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษา พบว่าถึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ไม่สามารถแก้ได้ เพราะเป็นโครงสร้างเดิม คนก็ยังไม่ทำงานอยู่ดี เพราะว่ากลัวที่จะทำผิด แล้วไม่ได้เป็นเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่เป็นทั้งประเทศ
เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ?
เราเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เนื้อหามีข้อดีหลายประการ แต่ว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ไม่สมดุล จะเห็นว่าบางอำนาจมีบทบาทสูงมาก ทำให้ประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ เพราะฝ่ายบริหารไม่สามารถที่จะบริหารบ้านเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ผ่านมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือรัฐบาลปัจจุบันของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ถ้าเราไม่ถ่วงดุลบางอำนาจ ก็จะเกิดการใช้อำนาจเกิน พรรคการเมืองก็อ่อนแอ พรรคการเมืองถูกยุบ อันนี้ต้องแก้ทั้งหมดเลย
จะมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระหรือไม่ ?
เป็นขั้นตอนที่ ส.ส.ร. ต้องมานั่งพิจารณาอย่างรอบด้าน ทำอย่างไรให้องค์กรอิสระและบางองค์กรมีการถ่วงดุลอำนาจ มีการยึดโยงกับประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไมเราให้บางอำนาจมาก พอเกิดอำนาจความไม่สมดุลทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปไม่ได้ ไม่ว่าใครเข้ามาทำงานวันนี้ต้องบอกว่าขับเคลื่อนประเทศยาก เชื่อว่า ส.ส.ร. ชุดนี้จะทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว ?
(หยุดคิด) ตรงนี้ก็เห็นได้ว่าฝ่ายนักการเมืองเห็นแล้วว่าทำงานไม่ได้ ก็ต้องมาแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีการจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารไว้เยอะและบทลงโทษพรรคการเมืองที่รุนแรงมากเกินไป เช่น มีการยุบพรรคซึ่งไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไหนมีบทลงโทษพรรคการเมืองที่รุนแรงอย่างนี้ ผลคือทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ การบริหารประเทศก็จะอ่อนแอตามไปด้วย จึงต้องเข้าไปแก้ไข
การันตีว่าไม่ได้ทำเพื่อคนคนเดียวแต่ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่
หลังจากจบหน้าที่นี้แล้ว วางแผนจะทำอะไรอีก ?
หลังจากหมดหน้าที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็จะไปร่วมกับเพื่อนๆ ช่วยกันแปลรัฐธรรมนูญของต่างประเทศให้ประชาชนได้รับทราบ อย่างเช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส เป็นต้น แปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ ให้ประชาชนและ ส.ส.ร. เองได้เปรียบเทียบด้วย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
