
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 5, 43, 45 ถูก งัดขึ้นมาใช้ และอีกหลายวาทะ ทำให้สังคมจดจำ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ในฐานะ "ดาวประท้วง"
เป็นบทบาทที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คู่ขนานไปกับเกมยื้อรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านและ ส.ว. บางกลุ่มเขาเป็นใครมาจากไหน และเป้าหมายของการ เดินเกม "ประท้วง" คืออะไร ?
จากบรรทัดนี้มีคำตอบ...
"เสียงตอบรับดีมากครับ พี่น้องเสื้อแดงทุกคนชื่นชมและให้กำลังใจ โดยเฉพาะพี่น้องชาวสุรินทร์ที่ให้กำลังใจอยู่เสมอว่าเลือกตั้ง ส.ส. มาหลายสมัย หลายสิบปี ยังไม่เห็นบทบาท ส.ส.สุรินทร์ คนไหนที่กล้าพูดแทนประชาชนในระดับชาติ ระดับสภาขนาดนี้" จ่าประสิทธิ์เล่าถึงเสียงตอบรับการทำหน้าที่ ส.ส.
ก่อนแจกแจงต่อว่า "เรตติ้่ง" ของเขาหาได้ถูกจำกัดด้วย "สถานที่" ไม่ เพราะเวลาเดินตลาด ก็ถูกพ่อค้าแม่ขายทักว่า "จ่าประสิทธิ์ใช่ไหม ทำหน้าที่ได้ดีมาก ขยันจังเลย"
หรือเวลาโดดขึ้น "แท็กซี่" ที่โชเฟอร์น่าจะคุ้นเสียง-ชินสำเนียง "ร.เรือ" ของเขามากกว่าคุ้นหน้า แต่ก็ยังได้รับเสียงชมแบบซึ่งๆ หน้า
"ผมยังไม่เคยเจอแท็กซี่เสื้อเหลืองเลยนะ น่าจะโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ แต่เคยเจอปฏิเสธรับเราอยู่ครั้งหนึ่งพอเห็นหน้าเรา แต่ผมมองว่าเขาน่าจะมีธุระมากกว่ามั้ง"
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ "ด.ช.ประสิทธิ์" ศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนจตุคามวิทยา อ.สังขละ จ.สุรินทร์ ก่อนเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสังขละ อ.สังขละ
ผลการเรียนต่ำสุดอยู่ที่ "อันดับที่ 2"
หลังจบ ม.6 สอบติดโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 7 จ.นครปฐม เรียนอยู่ 1 ปีก็บรรจุเป็นตำรวจที่ อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร และปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากว่า 20 กว่าปี
"จ่าประสิทธิ์" ผู้ถูกเพื่อนร่วมสภาบางส่วนตั้งฉายาว่า "จ่าประสาท" ยืนยันว่าตัวเองเป็นคน "สมองดี" มาก แต่ค่อนข้างขี้เกียจอ่านหนังสือ
เขามัก "ฝนความคิด" ด้วยการจำจากคนอื่น และจดจากประสบการณ์ตรงของตน อย่างคำเปรียบเปรย ส.ส.ฝ่ายค้าน แรงๆ ก็ล้วนมาจาก "ก้อนความคิดในหัว" เขาทั้งสิ้น
"ผมคิดเองครับ โดยดูจากพฤติกรรม ดูจากนิสัยของเขาว่าจริงๆ เป็นคนอย่างไร ด้วยความที่ผมเป็นตำรวจ ชีวิตคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนมา 20 ปี ผมเลยได้เจอผู้คน ได้เจอสังคมหลากหลาย มองคนแวบเดียวก็รู้แล้ว ไม่ต้องคลุกคลีใกล้เคียง มองปุ๊บรู้เลย และไม่เคยผิดตัวสักที"
"อย่างคำว่าปากตลาดเนี่ย ก็รู้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าผมเคยเป็นตำรวจอยู่จังหวัดนั้น รู้พฤติกรรมเขา พี่น้องประชาชนที่นั่นพูดเป็นเสียงเดียวกันเลย เราก็วิเคราะห์ ก็ดูพฤติกรรมในสภา ทุกครั้งชี้หน้าด่าประธานว่าไม่เป็นธรรม ไล่ประธานลงจากบัลลังก์ บอกว่าตัวเองจะไปนั่งแทน ก็เลยเป็นที่มาของฉายานี้"
และ รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นี่เองที่ตกเป็น เป้าการประท้วงรายแรกของ "จ่าประสิทธิ์"
ก่อนที่พลพรรค ปชป. นำโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะลุกขึ้นประท้วงกลับ และกลายเป็นรายการ "แจ้งเกิด"
ถึงวันนี้ ส.ส.ปชป. ที่กลายเป็น "ขาประจำ" คอยตอบโต้-ต่อกรกับ "จ่าประสิทธิ์" หนีไม่พ้น รังสิมา รอดรัศมี บุญยอด สุขถิ่นไทย และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก
หลายครั้งเขาใช้คำหนัก-คำแรง ก่อนรับผิดชอบด้วยการลูบหลังเบาๆ ด้วยการ "ถอนคำพูด" โดยอ้างว่าข้อบังคับให้ทำเพียงเท่านั้น
หลายครั้งเขาถูก "ผู้ใหญ่" ติงพฤติกรรม "ด่าก่อน ถอนทีหลัง" โดยเฉพาะ อุดมเดช รัตนเสถียร ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ที่คอยระงับอาการดุดัน-แข็งกร้าวเกินจำเป็น
"คนอื่นก็ไม่มีใครมาแนะนำนะ ผมเป็นตัวของตัวเองในการทำงาน ทุกครั้งที่ลุกขึ้นประท้วง ผมประท้วงตามข้อบังคับ และไม่เคยไปว่าใครก่อน เว้นแต่คนนั้นมาว่าผม พอว่าปุ๊บ ผมก็เป็นคนคิดไว สมองไวมาก ผมก็โป๊ะเข้าให้ ก็หงายท้องไปทุกที จนมุมไปหลายคนแล้ว และที่ผมพูดก็เรื่องจริงทั้งนั้น"
เฉพาะวาระการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. ... วาระ 2 เพียงเรื่องเดียว "จ่าประสิทธิ์" นับสถิติการประท้วงของตนได้ถึง 19 ครั้ง
พลันที่ฝ่ายค้านกับรัฐบาลตั้งแผงเตรียมล่อกันกลางสภา แล้วไม่ปรากฏเงา "ประสิทธิ์" หลายคนจึงไถ่ถามว่า "จ่าประสิทธิ์หายไปไหน ?"
เขาหัวเราะร่วน พลางพยักหน้ารับ "ใช่ๆครับ เวลาผู้อภิปรายอภิปรายพาดพิง นอกประเด็น หลายคนก็จะถามหาผม และที่สำคัญเวลาผมลุกขึ้นประท้วง เสียงสะท้อนกลับมาจากคนที่ดูทีวีอยู่ที่บ้าน คนสุรินทร์ คนเสื้อแดงมีความสุขเวลาผมลุกขึ้น เขาคิดว่าเดี๋ยวได้เรื่องแน่"
แม้ปลื้มกับเสียงตอบรับที่ได้รับในฐานะ "ดาวประท้วง" แต่มีเสียงสะท้อนในมุมกลับว่าเขา "เสพติดการประท้วง"
"จ่า" แสดงทัศนะต่อเสียงสะท้อนนี้ว่า เป็นข้อหาที่อีกฝ่ายใช้ตอบโต้เท่านั้น
"เขาเตรียมคำมาทำลายเรา เพื่อเบรกว่าต่อไปนี้คุณอย่าประท้วงนะ เพราะการประท้วงของคุณไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ได้ ล่าสุดผู้ใหญ่ ปชป. หลายคนพอเจอผม ก็มีคำพูดแบบหวังดีว่าอย่าประท้วงมาก แต่ลึกๆ เขาไม่อยากให้เราเป็นอุปสรรคกับเขา ก็แค่นั้น ผมเคารพรับฟัง แต่ผมไม่ทำตาม ผมต้องทำหน้าที่ผม"
กี่คำชม กี่คำติ ไม่สำคัญเท่า "หนึ่งคำขอบคุณ" จากประธานที่ประชุม โดย "จ่าประสิทธิ์" อ้างว่า พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา และรองประธานรัฐสภา เคยขอบคุณตนที่คอยประท้วงช่วยคนบนบัลลังก์
"การประท้วงเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการช่วยประธานดึงให้เข้าเกม คนที่พูดขอบคุณผมก็คือท่านธีรเดช ท่านเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ท่านก็ดีใจ บอกว่าขอบคุณมากนะจ่าประสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นแย่เลย เพราะท่านไม่ทันเกมการเมือง"
ถึงวันนี้ "จ่าประสิทธิ์" ไม่เคยคิดลดการ "ประท้วง" และไม่เลือกรุ่น "ชก" ไม่ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. เขาพร้อมใส่ไม่ยั้ง
"มีคนมาบอกว่าผมเป็นอุปสรรคต่อ ปชป. มาก เขาลำบากใจที่ผมลุกขึ้นประท้วง แล้วมีคำพูดที่มันน็อก มันโดนใจฝ่ายเรา บางคนก็เก็บอาการ แต่บางคนเก็บอาการไม่อยู่ เอาไปพูดต่อว่ามันเป็นปัญหาในการที่เข้าทำหน้าที่ของเขา ทำให้เขาจับประเด็นไม่ได้ พอถูกจ่าประสิทธิ์ประท้วง มันเหมือนแพ้มวย แพ้ทาง ในยุคนี้ผมกล้าพูดได้เลยว่าไม่ง่ายสำหรับ ปชป. ในการเล่นการเมืองในสภา เพราะว่ามีจ่าประสิทธิ์อยู่ และมีแกนนำเสื้อแดงหลายคนเป็น ส.ส." จ่าประสิทธิ์วิเคราะห์ฝ่ายตรงข้าม
จากอุดมการณ์ในฐานะ "คนเสื้อแดง"
ผู้เคยสวม "ชุดตำรวจสีแดง" ขึ้นเวที นปช. เพื่อร้องรำทำเพลง เมื่อ มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ในสภา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะแสดง สัญลักษณ์ออกมา
สะท้อนผ่านเนกไทสีแดงที่มีเพียง 2 เส้น จำต้องซักแห้งสลับใส่ไปเรื่อยๆ รวมถึงแอกเซสเซอรี่อื่น อาทิ ซองใส่โทรศัพท์มือถือแดงแจ๊ด
แต่ที่แรงส์ที่สุดหนีไม่พ้นการสวม "สูทแดง" เข้าสภา จนถูกวิจารณ์ว่า ไม่เคารพสถานที่
"วันนี้ผมก็ตั้งใจจะสวมมานะ แต่ลืมไว้ที่บ้านสุรินทร์ เลยได้แค่เนกไท จะอย่างไรก็ขอให้มีสีแดงเอาไว้ก่อนเนอะ แม้มีคนวิจารณ์ผม แต่ผมไม่สน ก็ตัวตนเราเป็นแบบนี้ ถ้าวันไหนผมสวมสูทแดง วันนั้นรู้ไว้เลยว่าเดี๋ยวมีเรื่องแน่ ผมจะสวมมาวันประชุมนัดใหญ่ๆ วันที่เก็งแล้วว่าจะมีการอภิปรายพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พาดพิงคนเสื้อแดง ถ้ามีประเด็นแบบนี้ ผมสวมสูทแดงอีกแน่"
ท้ายที่สุด "จ่าประสิทธิ์" เผยความใฝ่ฝันสูงสุดในการทำหน้าที่ผู้แทนฯ ว่า ต้องการให้สังคมจดจำเขาได้ใน 3 สถานะ
1.ผู้ประท้วงที่เคร่งครัดในข้อบังคับการประชุม
2.ส.ส.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ร.เรือ ชัดเจน แค่ได้ยินเสียงก็รู้เลยว่านี่คือจ่าประสิทธิ์ โดยไม่ต้องขานชื่อ และ
3.นายตำรวจเสื้อแดง
