พลเอกสนธิ...กับความรับผิดชอบ กรณีรัฐประหาร 19 กันยา 2549

มติชน 11 พฤษภาคม 2555 >>>




เอาเข้าจริงคนที่ร่วมในการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็คงมีแต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นกับนายทหารที่เป็นลูกน้องของผู้บัญชาการทหารบก อีกไม่มาก หนึ่งในนั้นที่มีบทบาทมากและพล.อ.สนธิก็เคยยอมรับว่าเป็นกองกำลังสำคัญในการ ทำรัฐประหารครั้งนั้นคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 และอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่รับไม้ต่อจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
รวมทั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ได้ถาม พล.อ.สนธิ ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.สนธิ ได้เคยตอบผ่านสื่อไปก่อนหน้านั้นแล้วว่าท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ แต่กลับไม่ตอบคำถามทันทีที่ พล.ต.สนั่น ถามในประเด็นเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้
เป็นเพราะไม่คาดคิดว่าจะเจอคำถามอย่างนี้อีก หรือว่ามีนัยยะซ่อนเร้นอะไรอยู่ในใจ
ผู้เขียนไม่นึกมาก่อนเลยว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำในการทำรัฐประหารล้มรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 กันยายน 2549 จะลงมาเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ) ในรัฐสภา เพราะคนที่ทำการโค่นล้มรัฐบาลโดยการใช้กำลังนั้นน่าจะเป็นผู้ไม่ศรัทธาการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่คนทำรัฐประหารมักอ้างเหตุผลซ้ำๆ กันคือ รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น
การที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กล้ารับเป็นประธานกรรมาธิการปรองดองฯ ของรัฐสภานั้น เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาหากจะมองจากคนภายนอก คนที่ไม่ยอมรับการล้มรัฐบาลพลเรือนจากการกระทำรัฐประหารยึดอำนาจ
การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 น่าจะเป็นครั้งที่ทำให้คนไทยเกิดความแตกแยกและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมากที่สุด และคนที่ถูกรัฐประหารกับคนที่ทำรัฐประหารจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมหยุดนิ่ง ทั้งคู่ ผิดกับผู้ที่ทำรัฐประหารและผู้ที่ถูกรัฐประหารในอดีตที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกคณะนายทหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 หรืออดีตนายกฯ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นตั้งแต่เข้ามานั่งในสภาในฐานะ ส.ส. ผู้หนึ่ง แทบจะไม่ได้มีบทบาทอะไรในสภาในฐานะ ส.ส. คนหนึ่งที่ควรจะเป็น เพิ่งจะมามีบทบาทก็เมื่อเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมาธิการปรองดองฯ นี่แหละ ซึ่งได้สร้างความแปลกใจให้กับคนในสังคมจำนวนไม่น้อยที่เห็นบทบาทของคนที่ล้ม รัฐบาลทักษิณ มาแสดงบทบาทอีกแนวทางหนึ่ง บางคนถึงกับบอกว่า หรือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กำลังต้องการจะล้างบาปที่ตนได้ก่อไว้เมื่อปี 2549
ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ตั้งแต่ถูกยึดอำนาจไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน แทบจะไม่หยุดนิ่งและปล่อยวางได้แม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่ง เมื่อศาลตัดสินยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้มาโดยมิชอบ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 มูลค่ากว่าสี่หมื่นหกพันล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน คุณทักษิณยิ่งเพิ่มความไม่หยุดนิ่งและไม่ปล่อยวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองหลังเดือน กุมภาพันธ์ 2553 ดังที่ทราบกันอยู่
บ้านเมืองของเราบอบช้ำมาก ชื่อเสียงเสียหายอย่างย่อยยับ
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2553 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งของความแตกแยกในสังคมไทยนั้น มาจากการรัฐประหารโดยการนำของอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่มีชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
รวมทั้งเป็นคนช่วยให้ความนิยมของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังเสื่อมถอยลงทุกขณะในช่วงเวลานั้น ได้หยุดความเสื่อมถอยลงเพราะการทำรัฐประหารยึดอำนาจดังกล่าว และทำให้ความนิยมชมชอบของคุณทักษิณกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกับคนระดับรากหญ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ
ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหารมาโดยตลอด ตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะเชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตย จะสามารถคลี่คลายได้ด้วยตัวของมันเอง ถึงแม้จะไม่ราบรื่นในช่วงแรกๆ ซึ่งอาจกินเวลาเป็นทศวรรษหรือกว่ากึ่งศตวรรษก็ตาม หากไม่มีใคร (โดยเฉพาะทหารบก) มาทำให้สะดุด ระบอบประชาธิปไตยก็น่าจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เพียงขอให้ผู้บริหารประเทศมีความจริงใจต่อการบริหารประเทศเพื่อส่วนรวมและ ประเทศชาติจริงๆ
จึงอยากจะถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะที่เป็นผู้นำในการทำรัฐประหารคนสุดท้ายของแผ่นดินสยาม
(อยากให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ) สาเหตุที่แท้จริงในการทำรัฐประหารในครั้งนั้น คืออะไร และทำไปเพราะเพื่อตัวเองหรือประเทศชาติกันแน่