บทเรียน การเมือง บทเรียน จาก"ผังล้มเจ้า" บาดแผล สังคมไทย

มติชน 13 เมษายน 2555 >>>




มติจากที่ประชุมร่วมพนักงานสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ ว่าด้วยการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กับ พนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด
สั่งไม่ฟ้อง
สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อบุคคล 39 ราย อันถูกกล่าวหาและพยายามยกระดับให้ขึ้นสู่สภาวะแห่วความเป็น "คดีพิเศษ"
หากแต่ต่อเกียรติภูมิและสถานะแห่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
เพราะคดีผังล้มเจ้ามีรากฐานมาจากข้อกล่าวหาอันเริ่มก่อนการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และก่อรูปขึ้นอย่างเป็นระบบทั้งในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สืบทอดและต่อเนื่องมายังรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นเหตุผลสำคัญในการปลุกระดมและสร้างความชอบธรรมให้กับการขอคืนพื้นที่ในเดือนเมษายน 2553 การกระชับพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2553
ส่งผลให้มีคนตายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน 98 ศพ บาดเจ็บและพิการร่วม 2,000 คน ถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนเกือบ 500 คน
เป็นบาดแผลของประเทศ
ต้องยอมรับว่า คำสั่งอันนำไปสู่การสังหารประชาชนในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มีพื้นฐานและก่อรูปขึ้นจากการหยิบประเด็นมากล่าวหาในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระทั่งเหิมเกริมถึงระดับคิดล้มเจ้า ล้มสถาบัน
ข้อกล่าวหาของพันธมิตรต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ การทำบุญที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำตัวเทียมองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
เหตุผล 1 ใน 4 ของการรัฐประหารคือ หมิ่นเหม่ต่อสถาบัน
อย่าได้แปลกใจ หากมีการรวมตัวกันของคนเสื้อแดงทั้งเมื่อเดือนเมษายน 2552 และเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ข้อกล่าวหานี้ยิ่งได้รับการขยายอย่างมากด้วยสีสันอันเพริศแพร้วพรรณราย
เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2519
แต่เวลาผ่านมา 6 ปีแล้วเรื่องกลับโอละพ่อ
ระยะเวลาของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ 1 ปีไม่อาจดำเนินการใดได้ ระยะเวลาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2 ปี 8 เดือน ไม่เพียงแต่ไม่มีความคืบหน้า หากยังกลายเป็นภาระที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องมาแบกรับ
ที่สุดก็สั่งไม่ฟ้อง ยุติการดำเนินคดี
ความเห็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. เมื่อปี 2553
คล้ายกับผิดหวัง คล้ายกับกรมสอบสวนคดีพิเศษละเลย
แต่ความเป็นจริงที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เองก็ต้องยอมรับว่า เวลา 1 ปีเศษ ระหว่างตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จากเดือนพฤษภาคม 2553 ถึงเดือนพฤษภาคม 2554 ไม่มีอะไรคืบหน้า
ไม่ว่าคดีที่มีการตาย 98 ศพ ไม่ว่าคดีผังล้มเจ้า
เป็นการสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงในด้านการบริหาร มีแต่เพียงการกล่าวหา มีแต่การแสดงโวหารซ้ำซากในเรื่องชายชุดดำโดยไม่มีการพิสูจน์
ตรงกันข้าม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมีความคืบหน้ามากกว่า อย่างน้อยคดีที่มีการตาย 16 ศพ ก็สามารถชันสูตรพลิกศพและส่งให้อัยการส่งศาลไต่สวน ขณะเดียวกัน คดีผังล้มเจ้าพนักงานสอบสวนก็พยายามเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องและเคยกล่าวหามาสอบถามข้อมูล หลักฐาน
ไม่ว่าจะเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าจะเป็น นายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในศอฉ. แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่สามารถระบุได้แม้กระทั่งผังล้มเจ้ามีความเป็นมาอย่างไร ใครรับผิดชอบ ที่ว่าเป็นขบวนการนั้นเป็นขบวนการเช่นใด
ทุกอย่างเสมอเป็นเพียงข้อกล่าวหาทางการเมืองซึ่งมิอาจพิสูจน์ได้ในทางความเป็นจริง
กรณีของแผนผังล้มเจ้าได้รับการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วว่าเลื่อนลอย ไม่มีมูล
น่าแปลกที่พรรคประชาธิปัตย์มิได้สรุปบทเรียนและความผิดพลาด ยังอาศัยวิธีวิทยากล่าวหาลอยๆ เช่นนี้อยู่ไม่ว่าเรื่องสวรรค์ชั้น 7 ไม่ว่าเรื่องภาพโอบกอดกับแกนนำพูโล
กลายเป็นความผิดพลาดซ้ำซาก กลายเป็นการแสดงโวหารโดยไม่อิงกับความเป็นจริง