เมื่อรักที่สุดเจอความปลอดภัยสูงสุด

คมชัดลึก 13 เมษายน 2555 >>>




“ปกติคนบ่หลายปานนี้” เป็นคำพูดสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความหมาย จากปากพนักงานสาว ของสนามบินสากลวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว)
11 เมษายน เวลา 11.30 น. เป็นกำหนดการเยือน ส.ป.ป.ลาว ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเครื่องบินส่วนตัว เพื่อมาบรรยายพิเศษให้แก่กลุ่มนักธุรกิจของลาว และทำบุญ สะเดาะเคราะห์ ไปในตัว
บรรดาแฟนคลับ ทยอยมารอต้อนรับ ทั้งสวมเสื้อแดงชัดเจน และเสื้อหลากสี มากันแทบทุกภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงใหม่ จ.ปทุมธานี จ.สงขลา จ.อุบลราชธานี จ.สกลนคร
แต่แล้วไม่นานก็มีข่าวออกมาว่า เครื่องบินส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี จะไปลงที่สนามบินทหารแทน แกนนำ นปช. หลายคน ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่มารอรับเริ่มทยอย ออกจากสนามบิน
ด้วยเหตุผล เรื่องความปลอดภัย จึงมีการเปลี่ยนที่ลงจอด ทำให้มวลชน ที่มารอส่วนหนึ่ง ออกอาการ ไม่พอใจ รู้สึก ผิดหวัง เพราะต่างเดินทางแรมวัน แรมคืน เพื่อมาพบผู้เป็นที่รัก
ส่วนมวลชนอีกกลุ่มเริ่มทยอยไปยังจุดต่อไป คือ โรงแรมลาวพลาซ่า แต่ก็คาดกันอีกครั้ง เพราะอดีตนายกฯ ไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อพบกับผู้บริหารลาว และทำภารกิจส่วนตัว ที่โรงแรมกรีนปาร์ค
จุด 2 พลาด 3 ยังมี หอวัฒนธรรมแห่งชาติ คาดอีกครั้ง เพราะอดีตนายกฯ ได้ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ ที่ "วัดสีเมือง" ซึ่งไม่มีในกำหนดการ แล้วยกยอดไปบรรยายในงานเลี้ยงช่วงเย็นแทน
ความหวังสุดท้าย โรงแรมดอนจันทร์ พาเลส มวลชนมาปักหลักรอ จน 17.30 น. ก็ได้สมใจสักที ขบวนรถเกือบ 10 คัน รถเบนซ์คันโก้ จอดหน้าโรงแรม เสียงโห่ร้อง ทุกสายตา เลนส์กล้องทุกตัว จับจ้องไปที่ชาย 2 คนในรถ และ 1 ใน 2 คือบุคคลที่พวกเขารอคอยมากว่า 5 ปี
ทันทีที่ประตูเปิด ชายหน้าเหลี่ยมได้ปรากฏตัว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา แต่เหตุการณ์วุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อแม่ยก พ่อยก ต่างพุ่งหา "ทักษิณ" ทีมรักษาความปลอดภัยต่างช่วยกัน ทั้งผลักทั้งดันเพื่อให้อดีตนายกฯ ฝ่าฝูงชน เข้าไปภายในได้จนสำเร็จ
ฝ่ายมวลชนก็อยากเจอ อยากใกล้ชิด นายกฯ ที่รัก ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าเต็มที่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นแขกซูเปอร์วีไอพี ซึ่งถ้าปกติ ทีมรักษาความปลอดภัย จะไม่ให้ใครประชิดตัวได้
จากข้อมูลกำหนดการที่เคยกำหนดไว้ ต้องมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง เพราะรัฐบาลลาวเป็นผู้กำหนดทั้งหมด ว่าจะไปจุดไหนบ้าง ขนาดคนที่ใกล้ชิดหรือผู้ประสานของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง ก็แทบจะไม่รู้เลยเช่นกัน
ซึ่งกำหนดการเดิม ที่จะมีการให้มวลชนที่มาต้อนรับ ได้ทำพิธี รดน้ำดำหัว อดีตนายกฯ นั้น ก็เป็นอันต้องยกเลิก เพราะรัฐบาลของลาวไม่อนุญาต ถึงแม้จะมีการเจรจาเพื่อขออนุญาตแล้วก็ตาม
ส่วนข่าวที่เครื่องบินส่วนตัวจะไปลงจอดที่สนามบินทหารนั้น ก็ไม่ได้ไปลงจอดจริง แต่ยังคงมาลงจอดที่สนามบินวัดไต แต่ด้วยเหตุผลว่า มวลชนมารอรับจำนวนมาก เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายที่สนามบิน จึงได้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกทางค่ายทหาร ซึ่งมีพื้นที่ติดกับสนามบิน
แต่การมารับที่สนามบิน ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเมื่อเครื่องลงจอด ชุดรักษาความปลอดภัย นำรถตู้ 3 คัน จอดประกอบ ล้อมรถที่จะไปรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเหมือนเป็นครึ่งวงกลมรอบกรอบไว้ เพื่อไม่ให้ใครสามารถมองเห็น หากมีการโจมตีจากระยะไกลได้
ขณะที่โรงแรมกรีนปาร์ค ซึ่งเป็นที่รับรองของ พ.ต.ท.ทักษิณ การรักษาความปลอดภัยก็ไม่แพ้กัน มีทหารอาวุธครบมือ อยู่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งถูกปิดไว้ ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออก ฝั่งตรงข้ามโรงแรมมีตำรวจอยู่ประจำแยกใกล้ๆ กับโรงแรม
เช้าวันต่อมา รัฐบาลลาวก็ได้แสดงให้เห็นความเข้มงวด ของการรักษาความปลอดภัยอีกครั้ง ในพิธีทำบุญสู่ขวัญ ที่หอสภาธรรม วัดธาตุหลวง วัดประจำกรุงเวียงจันทน์
มีการนำเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยมาวางตั้งไว้ เพื่อตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ถึงหน้าบันไดทางขึ้น พร้อมตรวจบัตรทุกคน ที่จะเข้าไปยังหอสภาธรรม ซึ่งถ้าไม่มีบัตร อย่าหวังเลยว่าจะได้เข้า ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหนหรือแม้แต่สื่อมวลชนเองก็ตาม
นอกจากการตรวจที่เข้มงวดแล้ว ยังมีกำลังสารวัตรทหาร อาวุธครบมือ ยืนเป็นรั้วกั้นชั้นแรก พร้อมตำรวจในและนอกเครื่องแบบ แบบเต็มอัตราศึกทั่วบริเวณงาน
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึง ก็เช่นเคย มวลชนต่างพุ่งเข้าหา แต่คราวนี้ ถือว่ามีบทเรียนมาจากครั้งแรก เพราะการดูแลแบบไข่ในหิน เพราะมีทีมรักษาความปลอดภัยถึง 3 ชั้น จับมือเป็นวงกลมล้อมเอาไว้
แต่ก็ไม่วายกระทบกระทั่งกันอีกเล็กน้อยเพราะมวลชนเสื้อแดงจำนวนมาก ทำให้แกนนำอย่าง "ขวัญชัย ไพรพนา" และ "เจ๋ง ดอกจิก" ต้องมาทำความเข้าใจ จัดระเบียบเพื่อให้มวลชนนั่งลง
และจาก 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็แอบได้ยินเสียงออกมาจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของลาวว่า ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แต่อีกเช่นกันก็มีเสียงออกมาจากมวลชนที่มาว่า เข้มงวดเกินไปหรือเปล่า
ซึ่งเรื่องนี้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เองเข้าใจดี จึงได้พูดบ่อยครั้งว่า ขอบคุณรัฐบาลลาวที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัย และก็ต้องขอโทษมวลชนด้วย ที่ไม่ได้ไปใกล้ชิด แต่อยากให้เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่
ไม่ว่าเหตุผลใด ทั้งข่าวการลอบสังหารที่มีออกมาก่อนหน้านี้ หรือเจ้าตัวยอมรับเองว่า เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 4 หน ถึงเป็นสาเหตุให้เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ
แต่หลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้น มีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน ต่างฝ่ายก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะไทย-ลาวพี่น้องกัน