ข่าวสด 12 เมษายน 2555 >>>
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หน้าร้อนในเดือน เม.ย. ถือเป็นช่วงที่ดีกรีอุณหภูมิพุ่งสูงสุด
การเมืองก็เช่นกัน แม้จะมีน้ำเย็นๆ จากช่วงสงกรานต์มาช่วยดับคลายร้อน แต่หลายประเด็นล่อแหลมที่ลากยาวข้ามปี ไม่แน่ใจว่าน้ำสงกรานต์จะ "เอาอยู่" รึเปล่า ?
ผู้คลุกคลีการเมืองและนักวิชาการจับตาบรรยากาศการเมืองหลังสงกรานต์ จะเย็นฉ่ำ ? หรือร้อนฉ่า ? มีความเห็นดังต่อไปนี้
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ปัญหาแรกหลังสงกรานต์ที่หนีไม่พ้นคือ ปัญหาเรื่องการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่ ยังเป็นปัญหาไปอีกนาน เพราะลักษณะการปรองดองแบบนี้มันไม่ใช่การปรองดอง
แต่เป็นการกำหนดของผู้ชนะของเสียงข้างมาก โดยเฉพาะประเด็นแก้ไขกฎหมายเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
ประเด็นนี้จะเป็นปัญหาทางการเมืองอีกยาว แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายได้สำเร็จ เพราะเป็นประเด็นความแตกแยก เป็นการแก้ไขกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนมาก
ในแง่เศรษฐกิจนั้นคงไม่เป็นปัญหา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ประเด็นเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสภาวะต่างประเทศ หากต่างประเทศในปีนี้เกิดปัญหาวิกฤตในยุโรป ไทยก็จะมีปัญหาตามมา
แต่หากไม่เกิดประเด็นนี้ เศรษฐกิจไทยคงไม่มีปัญหา เพราะเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวอยู่ รัฐบาลยังได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดีอยู่
สำหรับประเด็นขึ้นค่าแรง 300 บาท คงจะเป็นผลการเมืองบ้าง แต่ไม่รุนแรง ดูจากเงินเฟ้อแค่ร้อยละ 4 อาจมีของแพงบ้าง แต่หลายคนต้องอยู่ในภาวะจำยอม
ด้านเอกชนก็มีการปรับ อาจลดจำนวนคนลง ขึ้นราคาสินค้า ใช้แรงงานต่างด้าวหรือบางส่วนมีการย้ายฐานผลิต ส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองในส่วนนี้ลดน้อยลงไปได้
และมีแนวโน้มที่ธุรกิจบางอย่างลดการจ้างงานลง แต่คงไม่มีปัญหานักเพราะยังมีธุรกิจที่ขยายตัวได้ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในบางส่วน
การบริหารจัดการในปีนี้คงดีขึ้นกว่าปีที่แล้วที่ไม่ได้เตรียมตัว เพราะมีทั้งงบประมาณและการวางแผน แต่มาตรการของรัฐบาลยังไม่เพียงพอ เพราะน้ำท่วมในอนาคตคงจะไม่ใช่น้ำท่วมเล็กๆ เนื่องจากน้ำในขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้กำลังละลาย
ฉะนั้นเรื่องโครงสร้างของน้ำ มาตรการที่เรามีอยู่อาจช่วยประคองได้หากเกิดน้ำท่วมระดับเดียวกับปีที่แล้ว แต่หากอนาคตรุนแรงมากกว่านั้นรัฐบาลควรเพิ่มมาตรการป้องกันด้วย
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
การเมืองหลังสงกรานต์ ความเข้มข้นคงเป็นประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากผ่านวาระ 3 แล้วน่าจะทำได้ประมาณเดือน ก.ค. ช่วงนั้นแรงเสียดทานจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคงเยอะขึ้นแน่นอน
แต่ประเด็นเดียวคงไม่ทำให้เรื่องร้อนที่สุด ต้องนำมาควบคู่กับเรื่องการปรองดองด้วย ซึ่งความหมายของการปรองดองในแต่ละคนเข้าใจไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
ถ้าทำเรื่องการปรองดองผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีปัญหาแน่นอน ไม่มีทางปรองดองกันได้ ความเห็นไม่เหมือนกันเป็นธรรมชาติของระบบการเมือง เพียงแต่จะทำอย่างไรให้สองฝ่ายมีพื้นที่พูด เกิดการประนีประนอมทางความคิด
แต่หากรัฐบาลจะดื้อดึงโดยใช้เสียงข้างมากในสภาออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รอด ทหารรอด รัฐบาลอภิสิทธิ์รอดจากการถูกสอบเรื่องการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม
แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าการปรองดอง แต่เรียกว่าการฮั้วกันของชนชั้นนำที่สร้างตราบาปให้กับสังคมไทย
กรณีนี้จะมีกลุ่มคนที่ยอมไม่ได้ เพราะสังคมต้องมีการเรียนรู้ คนที่ทำผิด ละเมิดสิทธิ์นิติรัฐนิติธรรมทุกฝ่าย จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบชำระล้างก่อนที่จะมาให้อภัยกัน
ประเด็นปากท้องคือประเด็นที่รองลงมา อาจดูเข้มข้นขึ้นเพราะจะมีการทดลองใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่จริงๆ แล้วทดลองใช้แค่ไม่กี่จังหวัด แรงสะเทือนอาจยังไม่มาก แต่ว่าค่าครองชีพมันสูงขึ้นไปรอแล้ว
ประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมค่าครองชีพที่สูงเกินความเป็นจริงและความเหมาะสมได้อย่างไร ทำให้ผลของค่าแรงขั้นต่ำที่หวังว่าคนที่หาเช้ากินค่ำรายได้น้อยลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรีจะเป็นไปได้อย่างไร
การบริหารจัดการน้ำก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล ตอนนี้ภาวะโลกร้อนยังมีอยู่ แต่ดิฉันยังไม่เห็นความพร้อมของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น และวิธีรับมือกับภาวะที่จะเกิดขึ้น
นิคม ไวยรัชพานิช
รองประธานวุฒิสภา
การเมืองก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แล้ว ไปตัดสินชัดเจนไม่ได้หรอกว่าอุณหภูมิเย็นลงหรือร้อนขึ้น เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แล้วได้รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ อยู่กับครอบครัว พร้อมได้ตั้งอยู่ในสติ สมาธิบ้าง ปัญญาก็จะตามมา ใจคงเย็นลง
แต่หลังจากนั้นก็กลับมาร้อนใหม่ได้อีกเหมือนเดิม โดยเฉพาะประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่จะผ่านวาระ 2-3 ไปได้ด้วยดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีการชะลอเรื่องอีกอย่างไร
ซึ่งน่าจะปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้ากว่าจะเสร็จสิ้นในวาระ 3 ได้ ประเด็นจึงจะเงียบซาไป แต่จะกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อมีการนำผลศึกษาการสร้างความปรองดองหยิบยกมาใช้ต่อจากนี้
ทั้ง 2 ประเด็นจะถูกนำมาถกเถียงในเวทีพูดคุยของสภาเป็นอย่างมาก มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง จึงต้องยอมรับความเป็นการเมืองว่ายากที่จะเย็นกันง่ายๆ
ผมจึงอยากให้ใช้ช่วงเวลาปีใหม่ไทยตั้งมั่นไตร่ตรองสิ่งที่ผ่านมา และทำเพื่ออนาคตของประเทศ
จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ขณะนี้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม เริ่มเข้มข้นมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการปรองดองที่ผ่านสภาไปแล้ว สถาบันพระปกเกล้าจะขอถอนรายงานผลการวิจัยหรือไม่ หรือถ้าจะถอนแล้วจะมีผลอย่างไรนั้น
คาดว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ รวมทั้งไม่มีผลในทางระบบสภา แต่ในทางการเมืองจะมีปัญหาโดยสภาจะต้องเป็นฝ่ายถกและถูกตั้งคำถามในเรื่องดังกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกินไปหรือไม่
จุดที่น่าสนใจคือรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรหลังจากได้รับผลการศึกษาแล้ว แต่คาดว่ารัฐบาลจะไม่รีบ จึงอยู่ที่ ส.ส. ว่าจะดำเนินการอย่างไร
หากรัฐบาลรีบดำเนินการเสียเองจะทำให้การเมืองร้อนขึ้น แต่ถ้าไม่รีบแล้วเปิดโอกาสให้สังคมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำความเข้าใจกันมากขึ้น อาจจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองไม่ร้อนจนเกินไป
โอกาสของการปรองดองและแก้ไขวิกฤตจะทำได้ดีขึ้น
ดังนั้น ควรรอเวลาหน่อย ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหาเรื่องเสียงในสภาอยู่แล้ว รอดูเสียงนอกสภามากกว่า
ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิจารณาในวาระ 2 เสร็จ ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการลงมติในวาระ 3 ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้นอีกรอบ
กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์นำเรื่องดังกล่าวยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความน่าสนใจตรงที่ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา หากรับเรื่องอาจกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างองค์กรได้
หลังสงกรานต์สถานการณ์การเมืองจะร้อนแรงขึ้นอีกแน่นอน เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะส่งผลดีและผลเสียต่อฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในความขัดแย้ง
การจะลดความขัดแย้งจำเป็นต้องอาศัยเสียงข้างมากทั้งในสภา เสียงในสังคม และกระบวนการรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวาง
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้วจุดสนใจจะอยู่ที่การเลือก ส.ส.ร. หลังจากนี้การเมืองจะร้อนเป็นช่วงๆ แต่รัฐบาลจะหายใจคล่องมากขึ้นนับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านสภาเป็น ต้นไป
