
ผมดูรายงานข่าวทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมในพม่า ที่นักข่าวต่างประเทศยกขบวนไปทำข่าวกันแล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ชาวโลกให้ความสนใจต่อพม่าและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศพม่าอย่างมากมายถึงขนาดนี้เชียวหรือ ? และการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการประชาสัมพันธ์การเปิดประเทศ รวมถึงการแสดงท่าทีที่ผ่อนปรนของรัฐบาลทหารพม่าต่อชนกลุ่มน้อยและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยการใช้สันติวิธีแทนการใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงเช่นที่เคยปฏิบัติมาหรือไม่ ?
พม่าประสบปัญหาภายในประเทศนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2491 ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนที่เป็นประเทศพม่า ซึ่งยืดเยื้อและเรื้อรังมานาน แม้ว่านายพลออง ซาน ผู้นำการเรียกร้องเอกราช จะพยายามสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ด้วยการลงนามความตกลงกับกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญๆ ต่างๆ โดยสัญญาที่จะให้กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นปกครองตนเองตามเวลาที่ตกลงไว้ แต่ความพยายามดังกล่าวก็ล้มเหลวลง เมื่อนายพลออง ซาน ถูกสังหารและรัฐบาลที่สืบอำนาจต่อมาขาดเสถียรภาพ จนนำไปสู่การปฏิวัติของคณะทหารที่ครองอำนาจติดต่อกันเป็นเวลา 50 ปี โดยใช้ระบบการปกครองและเศรษฐกิจแบบพุทธสังคมนิยม ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าว รัฐบาลทหารพม่าประสบการต่อต้านจากทั้งกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ ชนกลุ่มน้อย นักศึกษาประชาชนและพระสงฆ์องค์เจ้า แต่การต่อสู้ก็ขาดความเป็นปึกแผ่น จนกระทั่ง พ.ศ. 2531 นางออง ซาน ซูจี ธิดาของนายพลออง ซาน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเดินทางกลับไปดูแลมารดาที่ป่วยหนัก และเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในเวลานั้น ผลักดันให้นางยอมร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งขันกับพรรครัฐบาล ซึ่งแม้พรรคของนางจะได้รับชัยชนะ แต่สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งชาติหรือสลอร์คไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และสั่งกักบริเวณนางออง ซาน ซูจี
ระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา พม่าตกอยู่ในความขัดแย้ง ทั้งปัญหาภายในประเทศที่เกิดจากกลุ่มชนต่างๆ และปัญหาเศรษฐกิจ กับปัญหาภายนอกประเทศที่เกิดจากแรงกดดันของสหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าคืนสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือให้อิสรภาพแก่นางออง ซาน ซูจี ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี พ.ศ. 2534
ก่อนหน้านี้ มีหลายคนเชื่อว่ารัฐบาลทหารพม่าจะไม่มีวันผ่อนปรนกับฝ่ายต่อต้าน นั่นหมายถึงจะดำเนินการปราบปรามกลุ่มต่อต้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะไม่ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี และจะไม่จัดให้มีการเลือกตั้งในปีสองปีนี้แต่เมื่อรัฐบาลพม่าผ่อนคลายสถานการณ์ต่างๆ ลงโดยลำดับ ทั้งการปรับนโยบายเศรษฐกิจจากพุทธสังคมนิยม เป็นกึ่งเสรีนิยมกึ่งทุนนิยม การเปลี่ยนชื่อสลอร์คเป็นสภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี รวมถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ก็ทำให้เห็นได้ว่าพม่าเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับการเปิดประเทศ พม่าก็มีภารกิจหลายอย่างที่รออยู่ เช่น การจะเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2557 และการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปีหน้า ซึ่งพม่าว่างเว้นจากการทำหน้าที่นี้มานานถึง 40 ปีแล้ว นอกเหนือไปจากนั้น พม่าก็ยังเป็นที่หมายตาของนักลงทุนจากต่างประเทศทั้งเอเชียและยุโรป ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้พม่ามีโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการเปิดประเทศเป็นอย่างมาก
ผมดูข่าวพม่าแล้ว ก็ถามตัวเองต่อไปว่า ปัญหาทางการเมืองในพม่านั้น เฉพาะแค่คิดย้อนกลับไปในช่วงที่พม่าได้เอกราชจากอังกฤษ ก็ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีความรุนแรงทั้งการต่อสู้ของกลุ่มต่อต้าน และการปราบปรามของรัฐบาล มีการจับกุมคุมขังนักโทษการเมืองจำนวนมาก แต่ทำไมวันดีคืนดีพม่าก็สามารถปรองดองชาติได้เฉยเลย และแต่ละฝ่ายก็ไม่พยายามพูดถึงเรื่องเก่าๆ ที่เป็นข้อบาดหมางกันมานมนาน แต่พากันพูดถึงเรื่องในอนาคต ซึ่งเป็นความหวังร่วมกัน และแทบทุกฝ่ายเริ่มร่างความฝันถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม
ย้อนกลับมามองปัญหาในบ้านเรา ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเพียง 7-8 ปี และก็เป็นคนไทยด้วยกันแท้ๆ ทำไมเราถึงไม่สามารถหาทางปรองดองได้ และการกระทำแบบ “ไสโคถึก” คือไม่มีใครยอมให้ทางใครและเอาแต่ผลักไสให้วัวของตนหันหัวเข้าชนกันบนสะพานแคบๆ นั้น ย่อมไม่ใช่ทางออกของปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วจะไม่มีฝ่ายไหนถูกและฝ่ายไหนชนะ
แต่ผู้ที่ต้องตกเป็นผู้ผิดและผู้แพ้อย่างราบคาบก็คือประเทศไทยของพวกเราทุกคน
