ชี้สูตร สสร. 'ขัดหลักนิติธรรม

ข่าวสด 2 เมษายน 2555 >>>




กรณีที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ กลับมติประเด็นที่มา ส.ส.ร.
ดันสูตร ส.ส.ร. 99 คน จาก 2 รูปแบบคือเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน
บุคคลและองค์กรที่เคยนำเสนอสูตร ส.ส.ร. ต่อสาธารณะและสภา ได้ออกมาชี้ถึงข้อเสียของสูตรดังกล่าว ดังนี้

ธิดา โตจิราการ
ประธาน นปช.

การเสนอให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน 100 คน ไม่อยากให้มองเรื่องฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะแนวคิดแบบนี้เท่ากับไม่ให้เกียรติประชาชนเป็นแนวคิดของระบอบอำมาตย์ ทุกฝ่ายต้องไม่ไปคิดแทนประชาชน และหากไม่เลือกตั้งอยากถามว่าจะทำวิธีไหน
การที่ภาคประชาชนต้องการให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้ง 100% เพื่อป้องกันข้อครหาว่าการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการ หรืออรหันต์เข้ามาทำหน้าที่
หากเลือกตั้งเพียง 77 คน คงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างไร เพราะเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิคนในเมืองใหญ่ อย่างเช่น กทม. ที่เลือกตั้ง ส.ส.ร. ได้ 1 คนเท่ากับ จ.ระนอง ทั้งที่มีประชากรมากกว่า
ส่วนนักวิชาการที่แต่งตั้งอีก 22 คน เชื่อว่าจะปั่นป่วนเพราะนักวิชาการส่วนใหญ่เป็นอำมาตย์ซึ่งไม่สามารถตอบคำถามเรื่องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยได้ ประชาชนอาจครหาได้เช่นกันว่าเป็นนักวิชาการที่ถูกล็อกสเป๊กมาจากพรรคเพื่อไทย
นปช.ไม่เคยรังเกียจนักวิชาการแต่หากอยากมานั่งเป็น ส.ส.ร. ก็ให้ลงมาเลือกตั้ง หากประชาชไนเลือกก็ไม่เป็นปัญหาเรายอมรับได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงมติเรื่องที่มา ส.ส.ร. แล้วเราคงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยเสนอแนะรัฐบาลแล้ว
พรรคเพื่อไทยอาจมองในมุมการเมืองว่าหากดำเนินการลักษณะดังกล่าวจะสัมฤทธิผล ขณะที่ประชาชนจะเป็นฝ่ายจับจ้องดูและยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเสมอ
แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องประชาชนก็จะคอยเตือนแต่หากไม่รับฟังก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
ขอเตือนไปยังพรรคเพื่อไทยว่าสิ่งที่ตัดสินใจต้องรับผิดชอบเอง

โคทม อารียา
ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

หากเป็น ส.ส.ร. จังหวัดละคน เป็น 77 คน
1.ไม่เป็นไปตามหลักการของ 1 คน 1 เสียง 1 มูลค่า เพราะ 1 เสียงของ จ.ระนอง มีน้ำหนักมาก 8 แสนกว่าคนเลือก ส.ส.ร. ได้ 1 คน เทียบกับใน กทม. ประชากรกว่า 5 ล้าน 6 แสนคน เลือก ส.ส.ร.กทม. ได้ 1 คนเช่นกัน จะเห็นว่ามูลค่าของเสียงไม่เท่ากัน
2. จะเกิดเล็งผลว่าจะลงสมัครที่จังหวัดไหน ส่วนใหญ่แม้จะลงสมัครนายก อบจ. ก็จะพยายามอิงคะแนนเสียงของพรรคการเมืองซึ่งเป็นที่นิยมในจังหวัดนั้นๆ สมมติคนเฉดสีแดงหน่อยลงสมัครที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสู้กับคนที่พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนผมว่าสู้ไม่ได้ ภาคเหนือตอนบน อีสานตอนบน ก็เชื่อได้ว่าจะได้ ส.ส.ร. ที่อิงคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย
การเลือกตั้ง ส.ส.ร. จังหวัดละคนเมื่อเอาผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วโดยประมาณมารวมเป็นจังหวัด ก็พอทำนายได้ว่าองค์ประกอบสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้น เสียงข้างมากอยู่ที่ไหน
ทำให้เกิดการคาดคะเนได้ว่าพรรคเพื่อไทยที่กำลังผลักดัน ส.ส.ร. สูตรนี้เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ได้เปรียบ ไม่มากก็น้อยมีอิทธิพลเหนือ ส.ส.ร. จำนวนมากในสภา
ทำให้คนประเมินล่วงหน้าและถูกมองว่ามีการใช้เสียงข้างมากพาไป ซึ่งก็ใช้ในลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว
หากสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเสียงข้างมากวันนี้ผู้ได้เปรียบคือเพื่อไทย ซึ่งมันไม่ถาวร เพราะต่อไปจะมีรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนดีอกดีใจว่าได้ร่วมกันสร้าง และก็จะทำให้บรรยากาศแห่งการปรองดองยากขึ้น
สูตร 200 คน ส.ส.ร. 1 คน ประชากร 3.2 แสนคนที่ผมเสนอ ข้อดีเรื่องแรกคือเป็นไปตามหลักการ 1 คน 1 เสียง 1 มูลค่า และจะทำให้ผลเลือกตั้งเกิดความหลากหลาย นักวิชาการ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคมจะได้เข้ามา ไม่ใช่ลักษณะเสียงข้างมาก
และจริงๆ แล้วไม่ใช่เสียงข้างมากแต่เป็นเพียงคะแนนนำ เช่น ผู้สมัคร 10 คน คนที่มีคะแนนนำอาจได้คะแนนมากว่า 20% แต่ที่เหลืออีกกว่า 70% เป็นคะแนนที่สูญเปล่า สูตร ส.ส.ร. 200 คน จะทำให้มีตัวแทนเสียงข้างน้อยเข้ามาบ้าง
ส่วนข้อดีของการมี ส.ส.ร. จังหวัดละคน
1. มีจำนวนน้อยไม่ต้องเปลืองงบประมาณ
2. น้อยคนก็พูดกันง่าย มากหมอมากความ
3. ไม่จำเป็นต้องมีมากเพราะคัดเฉพาะผู้มีประสบการณ์
4. ไม่จำเป็นว่าผลเลือกตั้งจะเป็นอย่างที่ผมทำนาย ส.ส.ร. อีสานอาจได้พรรคอื่นก็ได้ แต่การพูดคุยกันแล้วชาวบ้านก็ทำนายเหมือนผม
แล้วผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนมาจากไหน ที่สุดมาจากการตัดสินโดยสภาคัดเลือก แนวโน้มก็ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แบบนี้กินรวมไม่กินแบ่ง
ข้อดีก็ฟังได้แต่อยากให้ฟังข้อเสีย แล้วต้องชั่งน้ำหนัก ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เหตุผลฝ่ายไหนมีมากกว่ากัน แต่กลายเป็นว่ามติพรรคอย่างไรก็ว่าตามนั้น
การไม่กลัวเสียงนินทาผมวิตกมาก แล้วถ้าเป็นเรื่องอื่นจะฟังเสียงนกเสียงกาหรือไม่

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กมธ.พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ข้อเสนอของฝ่ายค้านที่ให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ 200 คน เคยเลือกมาแล้วเมื่อครั้งเลือก ส.ว. ปี 2543
ถ้ารัฐบาลจะล็อกก็ได้ 1 คน เพราะถ้าล็อก 2 คนก็แพ้ เพราะประชากร 1 คนเลือกได้ 1 เสียง สูตรนี้น่าจะมาถ่วงดุลการออกแบบรัฐธรรมนูญได้ดีและถือเป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุด
การให้ที่มา ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน แต่งตั้ง 22 คน ทำให้การเมืองเข้าไปแทรกได้ในส.ส.ร. ซึ่งรู้อยู่แล้วรัฐบาลมีพื้นที่เป็นรายจังหวัดมากกว่าฝ่ายค้าน เพราะเลือกคนที่ได้อันดับ 1 รัฐบาล ล็อกได้
คิดว่าคนที่จะได้รับเลือกเป็นพวกรัฐบาล 90 เปอร์เซ็นต์ ใน 77 จังหวัดรัฐบาลได้ไป 50 จังหวัด
ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนที่ให้รัฐสภาเลือก ก็จะเป็นคนที่รัฐบาลเลือกเข้ามา รัฐบาลก็สามารถกำหนดทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย และดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ประนีประนอมเลย

อุกฤษ มงคลนาวิน
ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)

ต้องพิจารณา 2 ลักษณะ คือแง่กฎหมายและแง่การมือง แง่กฎหมาย การให้เลือกจังหวัดละคนและมีนักวิชาการ 22 คน ในทางกฎหมายไม่ถูกตามหลักนิติธรรม
เพราะจังหวัดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน บอกว่า ส.ส.ร. ออกไปรับฟังความเห็นประชาชนเพราะผูกพันกับประชาชน แต่คน กทม. 7 ล้านคนมี ส.ส.ร. ได้คนเดียว จะรับฟังความเห็นจากใครที่ไหน
ตามหลัก 1 เขต 1 คน การเลือกตั้ง 200 คน ตามจำนวนประชากรถูกหลักนิติธรรม
ข้อเสนอของ คอ.นธ. ที่ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องมี ส.ส.ร. ไม่ใช่ไม่ยึดโยงประชาชน ในระหว่างพิจารณาแก้ไขเราเสนอให้ถ่ายทอด ประชาชนจะรู้และดูออก
การสร้างบ้านต้องให้มีสถาปนิก ให้คนที่รู้เรื่องเข้ามาทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบ้านต้องการอย่างไรแล้วไม่ดำเนินการ ถ้าให้ ส.ส.ร. มาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง คนขายข้าวแกง ผมไม่ได้ดูถูกแต่ถามว่าคนเหล่านี้อ่านรัฐธรรมนูญกี่คน แม้แต่ ส.ส. และ ส.ว. อ่านรัฐธรรมนูญจบมี กี่คน
เราเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อปกครองประเทศ จึงต้องใช้สถาปนิกที่ศึกษาโดยตรง รู้ว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเป็นอย่างไร ไม่ต้องมานั่งศึกษาใหม่ รัฐธรรมนูญของประเทศต้องสัมพันธ์กันหมด ไม่ใช่สนใจอันไหนก็ใส่อันนั้นจึงออกมาฟุ่มเฟือย เฟอะฟะ
การดำเนินการหากเป็นไปตามหลักนิติธรรมคนครหาไม่ได้ แต่เมื่อบอกเป็นการเมืองก็ขอให้ทำให้ดีที่สุด ทำอย่างสุจริตใจ อย่ามองการเมืองเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง