
“ดุเดือด” ไม่น้อย ก่อนที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีมติ 346 ต่อ 13 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง “เปิดทาง” ให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถนำรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มาพิจารณาในสมัยประชุมนิติบัญญัติได้
บรรยากาศความขัดแย้งในที่ประชุมรัฐสภาลุกลามบานปลายถึงขั้น ส.ส.ฝ่ายค้าน กลุ่มหนึ่งเดินไปล้อมหน้าล้อมหลัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน กมธ.ปรองดอง จน สส.ฝ่ายรัฐบาล ต้องเข้ามาทำหน้าที่กันชน จนประธานในที่ประชุมต้องตัดบทด้วยการพักการประชุม ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก
จากเสียงข้างมากที่พยายามเร่งรัดกระบวนการ “ปรองดอง” ฉุดให้บรรยากาศที่เกือบจะตกลงกันได้ ขยายเวลาการอภิปรายและเลื่อนการลงมติออกไปในวันรุ่งขึ้น กลับกลายเป็นความ “ขัดแย้ง” ที่ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยอย่าง “ประชาธิปัตย์” ตอบโต้ได้เพียงแค่ “วอล์กเอาต์” ไม่ร่วมสังฆกรรม
แม้จะเป็นเพียงแค่การลงมติขั้นแรก ก่อนเข้าสู่ประเด็นการพิจารณาเนื้อหาในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป แต่หากจับ “สัญญาณ” จากมติ 346 ต่อ 13 เสียง ย่อมสะท้อนว่าเส้นทาง “ปรองดอง” จากนี้จนไปถึงออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ย่อมไม่มีอะไรยากเย็น
ยิ่งเวลานี้ตัวแปรสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยที่ 21 เสียง จาก 34 เสียง สะท้อนผ่านการร่วมโหวตสนับสนุนการลงมติครั้งนี้ ชัดเจนว่าสนับสนุนกระบวนการปรองดองแบบไม่สนสถานะพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งมีแต่จะเสริมให้เสียงข้างมากของรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ง่ายดายขึ้น
แม้ท่าทีเบื้องต้น “ภูมิใจไทย” จะชักชวนกันวอล์กเอาต์จากที่ประชุม แสดงออกถึงการไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในช่วงที่ประชุมปั่นป่วน แต่สุดท้ายผลการลงมติพร้อมเพรียงร่วมสนับสนุนการเร่งรัดกระบวนการปรองดอง
ผลการประชุมที่ผ่านมากลายเป็น “จิ๊กซอว์” ตัวใหม่สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีการเตรียมแผนสำรองปรับทัพซบเพื่อไทย หากเกิดพลาดพลั้ง บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา กรรมการบริหารพรรค ถูกใบแดง ซึ่งจะลุกลามถึงขั้นทำให้ “ภูมิใจไทย” ถูกยุบ
การแบะท่าเทใจไปทางเพื่อไทยรอบนี้ จึงดูบังเอิญไปสอดรับกับที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หนึ่งในบิ๊กภูมิใจไทย ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประเทศเกาหลี
คำนวณจากเสียงปกติในรัฐสภา คือ ส.ส. 500 เสียง กับ ส.ว. 150 เสียง รวม 650 เสียง ทว่ากลับใช้สิทธิลงคะแนนเพียง 360 เสียง มีส่วนต่างที่หายไป 190 เสียง ผ่านการวอล์กเอาต์ของประชาธิปัตย์และ สว.บางส่วน
ทว่า นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับรัฐบาลเพื่อไทยที่มีเสียงยืนพื้นที่ 300 เสียง หากจะพิจารณาผ่าน พ.ร.บ.สักฉบับ ซึ่งลำพังเสียงข้างมากในมือก็เพียงพอจะผ่านกฎหมายในขั้นตอนการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
เสียง “ฝ่ายค้าน” จากประชาธิปัตย์ 159 เสียง ที่ขาดแรงหนุนจากภูมิใจไทย 34 เสียง ย่อมทำให้การคัดค้านกระบวนการต่างๆ ในสภาเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที
พิจารณาต่อเนื่องมายังเสียง “วุฒิสภา” ที่ประชาธิปัตย์ออกมาตั้งความหวังให้เป็นอีกด่านปราการสำคัญทัดทานเสียงข้างมากจากรัฐบาลลากถูกระบวนการปรองดองไปตามใจชอบ
เอาเข้าจริงจาก ส.ว. 150 คน เหลือที่อยู่ลงมติรอบนี้เพียงแค่ 66 เสียง คำนวณแล้วมีเสียงที่หายไปเกินครึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าเหตุผลที่หายจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจ หรือจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่สำคัญทางคณิตศาสตร์ เมื่อสุดท้ายย่อมไม่สามารถมีพลังเพียงพอไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้
น่าสนใจตรง 47 เสียงจาก 66 เสียงนั้น ลงมติสนับสนุนกับกระบวนการของรัฐบาล มีเพียง 13 เสียงที่ไม่เห็นด้วย ที่สำคัญใน 47 เสียง ส่วนใหญ่เป็นเสียงจาก ส.ว.เลือกตั้ง ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามายืนอยู่ฟากรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง จนถือเป็นฐานเสียงในการประชุมร่วมรัฐสภามาโดยตลอด
ไม่แปลกที่รัฐบาลพยายามดึงให้ทุกอย่างกลับมาชี้ขาดกันที่สภา !!!
มองข้ามช็อตต่อไปหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบยกเหตุผลเรื่อง “รายงานเถื่อน” ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารายงานของ กมธ.ปรองดองที่หยิบยกมาใช้เป็นกลไกเดินหน้าการปรองดอง ผ่านความเห็นชอบของ กมธ. ถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่
แต่สุดท้ายรัฐบาลเสียงข้างมาก 300 เสียง ที่เวลานี้อาจต้องนับรวม 34 เสียงจากภูมิใจไทยพ่วงไปด้วย ย่อมผลักดันชี้ทิศทางการเดินหน้าการปรองดองตามรายงาน กมธ.ปรองดอง ที่ใช้งานวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นแกนขับเคลื่อน
ช็อตต่อไปกับกระบวนการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อ “ล้มโต๊ะ” ล้างคดีที่ตั้งต้นจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ตัดสินแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็ไม่น่าล่าช้าแต่ประการใด ที่สำคัญอาจมีการออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม
ครั้นจะหวังพึ่งมวลชนนอกสภา เวลานี้กลุ่มก้อนต่างๆ ยังดูอ่อนแรง กระจัดกระจาย ไม่เห็นทีท่าว่าจะจุดกระแสให้สามารถผนึกกำลังต้านกระบวนการรวบรัดเดินหน้าความปรองดองที่ยังเคลือบแคลงว่าสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่ “นิรโทษกรรม” ให้ใครบางคน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
การเดินหน้า “นิรโทษกรรม” ที่พรางตัวอยู่ใต้กระบวนการปรองดองจึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากรัฐบาลจะดึงดันเร่งรัดต่อไป โดยไม่สนใจว่าหลังจากนั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่จะตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ที่สำคัญปรองดองยกแรกเพื่อไทยและภูมิใจไทยปรองดองกันแล้ว
