
'ยิ่งลักษณ์' ชี้ 'ฝ่ายค้าน' ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ หลังวอลก์เอาท์ไม่พอใจเลื่อนถกข้อเสนอกมธ.ปรองดอง โยนสภาออก พรก.นิรโทษฯ พร้อมเปิดตัว 'กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ'
28 มี.ค. 55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายในที่ประชุมร่วมรัฐสภาวานนี้ 27 มี.ค.ที่พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวาระเรื่องความปรองดองของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมาพิจารณา จะส่งผลทำให้นำไปสู่ความปรองดองได้จริงหรือไม่ว่า ส่วนตัวมองว่า อยากให้บรรยากาศของการหารือเรื่องปรองดองได้เสนอแนวคิดทุกรูปแบบ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการเคารพกติกาของคนส่วนใหญ่ แต่แน่นอนอย่างไรก็ต้องเคารพกติกาของคนส่วนน้อยด้วย และตนยืนยันว่า สภาฯเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการที่จะใช้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยที่จะมาหารือถึงทางออกของประเทศ
ทั้งนี้ตนเชื่อว่าขั้นตอนการหารือสร้างความปรองดองและหาทางออกให้กับประเทศยังมีอีกหลายขั้นตอน ไม่ใช่ว่าวันนี้จะจบแล้ว เพราะต้องดูที่เนื้อหาและรายละเอียดอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะออก พรก.นิรโทษกรรม จะชี้แจงอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของสภาฯ ที่จะเห็นชอบและหารือร่วมกัน ตนเป็นเพียงหนึ่งเสียงในสภาฯเท่านั้น แต่ที่สำคัญตนเชื่อว่า ส.ส. และ ส.ว. ก็ต้องทำเพื่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
'นายกฯ' เปิดตัว 'กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ'
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในการเปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ภายใต้แนวคิดมั่นใจประกันภัยประสานใจเพื่อชาติ โดยให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัยได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ พร้อมมอบกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติปฐมฤกษ์ ให้แก่ตัวแทนกลุ่มบ้านอยู่อาศัย กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวีรพงษ์ รามากูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ร่วมงานด้วย
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนยินดีที่ได้เห็นโครงการกรมธรรม์พิเศษที่คุ้มครอง ภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ นี้เกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ กยอ. และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันคิดและหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งเข้าใจว่าทุกคนทราบถึงวิกฤติอุทกภัยที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นฝันร้ายของประเทศ ถึงแม้รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงกรมธรรม์พิเศษที่คุ้มครองภัยพิบัติด้วย จึงจะสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนและภาคเอกชนไม่มีความเชื่อมั่นในกรมธรรม์ ดังนั้นภาครัฐจึงเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อเป็นหลักประกัน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมุ่งมั่นในการแก้ไขการป้องกันปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทั้งการประกาศจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน รวมถึงกรมธรรม์ประกันภัยนี้ด้วย ถือว่าคณะกรรมการกยอ.มาถูกทางแล้ว เราจะร่วมกันทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ให้เต็มความสามารถเพื่อเรียกความเชื่อมันกลับคืนมาให้เร็วที่สุด ทั้งนี้กรมธรรม์ภัยพิบัตินี้จะเริ่มขายตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมนี้
'ยิ่งลักษณ์' ลงนาม 3 กองทุนสุขภาพ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือในการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชน 3 กองทุน สุขภาพภาครัฐ ได้แก่กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กรมบัญชีกลาง กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม ภายใต้แนวคิด เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน เพียงแค่แสดงบัตรประชาชนในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินมาโรงพยาบาล ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า ถือเป็นการลงนามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง รู้สึกดีใจว่ามีอีกหนึ่งโครงการที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการดูแลสุขภาพประชาชนทั้ง 3 กองทุน ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นการพัฒนาเพิ่มเติมระบบประกันสุขภาพทั่วหน้า เพื่อที่จะหาวิธีการทำอย่างไรให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งรักษา เพื่อได้รับการรักษาจากแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิด โดยความร่วมมือของกองทุนเพื่อช่วยแก้ปัญหา “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ช่วยเหลือทุกคน” ในการเข้าสู่ระบบ เพราะการรักษาประชาชนมีค่าใช้จ่าย ซึ่งบางคนได้รับบริการที่ไม่เท่าเทียมกัน สิทธิต่างกัน และการดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องมีการถามสิทธิ์ก่อนการรักษาก็ไม่ทันการ จึงต้องการให้ผู้ที่เจ็บป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาได้ทุกที่โดยไม่เลือกปฏิบัติ เข้าถึงทุกโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน และไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เมื่อรักษาไปได้สักระยะผู้ป่วยทุเลาก็ส่งกลับยังโรงพยาบาลที่กองทุนดูแล
โดยให้จ่ายเงินได้ภายหลังตามสิทธิ์ ที่ได้รับการคุ้มครอง และยืนยันว่าจะไม่ยุบรวม3กองทุนเข้าด้วยกันและไม่นำเงินส่วนนี้มาใช้ทุกกองทุนยังคงมีสวัสดิการข้าราชการ ภาครัฐยังเหมือนเดิม ไม่ลดลง วันนี้อาจจะมีปัญหาผู้รักษาผ่านระบบประกันสุขภาพทั่วหน้าทุกพื้นที่ไม่ได้รับการดูแลที่เท่าเทียมกัน และตนเชื่อว่า ยังมีอีกเยอะและอาจจะเพิ่มขึ้นจึงขอให้ทุกฝ่ายที่ทำงานเชิงปฏิบัติชี้แจงกับประชาชน ว่ากรณีฉุกเฉินจะได้รับการรักษาทันที ตนในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งก็รู้สึกดีใจหน่วยงานที่ดูแลร่วมกันปรับปรุงสุขภาพคนไทย
จากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีและตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ร่วมกันลงนามบันทึกความร่วมมมือระหว่าง 3 กองทุน สุขภาพภาครัฐ และหน่วยบริการทั้งรัฐและเอกชน
ด้านนายวิทยา บุรณศิริ กล่าวว่าทางกระทรวงได้เตรีมความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะได้มอบหมายให้ สป.สช. ชี้แจงทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลเอกชนและประชาชนถึงขอบเขตและนิยามกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและยืนยันว่าทุกโรงพยาบาลให้ความร่วมมือ สำหรับโรงพยาบาลที่อยุ่ในต่างจังหวัด จะเป็นหน้าที่ของ สป.สช. เช่นกัน
ขณะที่นายวินัย สวัสดิสวร เลขาธิการ สป.สช. กล่าวว่า ขณะนี้ สป.สช. ในฐานะผู้จัดทำระบบซอฟแวร์ที่เป็นระบบเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการรับการรักษาให้กับโรงพยาบาล เบื้องต้นได้หารือกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังว่า ภายใน 6 เดือนได้เตรียมงบประมาณสำรองจ่ายฉุกเฉินไว้ 200 ล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ สป.สช. ได้ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงสิทธิที่จะเข้ารับการรักษาฉุกเฉินว่ากรณีใดเข้าข่ายหรือไม่ เช่น กรณีหัวใจวาย อุบัติเหตุรุนแรง อันตรายถึงสมอง หัวใจ ปอด ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ แต่หากมีดบาดเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เข้าหลักเกณฑ์ นี่คือสิ่งสำคัญที่จะไปทำความเข้าใจ
ทั้งนี้ สป.สช. ได้ประชาชนหารือกับหัวหน้าพยาบาลห้องฉุกเฉินทุกโรงพยาบาลแล้วว่า โรงพยาบาลเอกชนควรละลุ่มอะล่วยในการรับผุ้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษา เพราะทราบดีว่ามีผู้ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคือกองทุนฯ และมั่นใจว่าจะไม่มีโรงพยาบาลใดปฏิเสธรับผู้ป่วยฉุกเฉิน แม้ทางภาครัฐจะไม่มีมาตรการลงโทษ และหลังจากวันที่ 1 เม.ย. สป.สช. จะมีการประเมินผลการดำเนินการทุก 1 เดือน และยินดีรับเรื่องราวร้องเรียนผ่านสายด่วน 1669
