มองประเด็นเดือด 'ใครสั่งปฏิวัติ'

ข่าวสด 26 มีนาคม 2555 >>>




เวทีปรองดองทำท่าจะเป็นสนามมวยสร้างวิกฤตรอบใหม่
เมื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งคำถามถึงผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกรรมาธิการปรองดอง ในฐานะอดีตประธาน คมช.
การเปิดประเด็นดังกล่าว ทั้งที่เหตุการณ์ล่วงเลยมาเกือบ 6 ปี จะมีผลต่อการสร้างบรรยากาศความปรองดองในขณะนี้หรือไม่ รวมถึงถ้ารู้ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในทางใด
นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย


ขึ้นอยู่กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะตอบคำถาม อธิบาย หรือทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เนื่องจากมีประชาชนสนใจ ติดใจว่าใครทำอะไรไปบ้าง รวมทั้งความจริงในช่วงนั้นคืออะไร ซึ่งหลายประเทศก็ตั้งคำถามพล.ต.สนั่น จะตั้งคำถามกับ พล.อ.สนธิ ก็ไม่แปลก เพราะสังคมอยากรู้ หากรู้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป นำไปสู่การลงโทษ ขอโทษหรือให้อภัยก็เป็นอีกเรื่อง
แต่หลังเกิดเหตุรัฐประหารปี 49 การลงโทษคงไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะเกิดการนิรโทษกรรมตัวเองกันไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากความจริงปรากฏก็เหลือเพียงแค่การขอโทษ และการให้อภัยทางการเมืองเท่านั้น
แต่บังเอิญว่าความจริงเรื่องนี้ไม่ปรากฏ ดูจากการตอบคำถามของ พล.อ.สนธิ ที่ว่าถึงตายก็ตอบไม่ได้ว่าใครสั่งการ เมื่อคนที่รู้เรื่องดีที่สุดไม่ตอบ คงไม่สำคัญอีกแล้วว่าใครเป็นคนสั่งการหรืออยู่เบื้องหลัง
แต่ประเด็นสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สังคมเกิดความเข้าใจมากขึ้นในการปฏิเสธและเห็นความเลวร้ายของการรัฐประหารที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับประเทศ
รวมทั้งให้ผู้ที่สั่งการอยู่เบื้องหลังเกิดความสำนึกว่า ทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองยับเยิน จากนี้ไปจะไม่ทำแบบนี้อีก
การสร้างความปรองดองในขณะนี้ ที่มีหน่วยงานทำวิจัยและทำข้อเสนอออกมาเพื่อหาทางออก กลับถูกมองว่าเป็นพวกมีสังกัดหรือฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีก ทำให้การหาทางออกยังยากอยู่
ดังนั้น มีอยู่ 2 ทางคือ
1. เริ่มจากฝ่ายที่จะไม่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มเสื้อแดงซึ่งถูกกระทำ เห็นถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการปรองดอง โดยยอมหรือให้อภัยรัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชน เป็นต้น และ
2. ทำให้สังคมหรือผู้ที่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาช่วยกันออกเป็นฉันทามติหรือกระแสสังคม ให้คู่ขัดแย้งยอมถอย ยอมที่จะไม่ได้ประโยชน์ หรือยอมที่จะต้องเสียอะไรบ้างเพื่อหาทางออก
เพราะหากปล่อยให้คู่ขัดแย้งเดินเรื่องกันไปตามลำพัง จะเกิดความขัดแย้งแบบไม่สิ้นสุด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ได้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเร็วขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับไทยได้หรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัยและหลายฝ่ายบนกติกาที่เป็นธรรม
รวมทั้งสังคมเกิดความปรองดองในระดับหนึ่งด้วย

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ส.ว.สรรหา อดีตรอง ผบ.สส.


ไม่ว่าสังคมจะเปิดประเด็นเบื้องหลังมือที่มองไม่เห็นนี้เมื่อใด หากเป็นจริงก็ยังคงคำตอบเดิมอยู่ แต่ทำไมคราวนี้เขากลับเปลี่ยนคำตอบที่มีมา 5-6 ปี จึงเป็นที่สงสัยของสังคมขึ้นมาอีก
พล.ต.สนั่นตั้งคำ ถามแบบนี้ถือเป็นสิทธิ์ในฐานะผู้ติดตามเรื่อง คงรู้ว่าปัญหาที่สังคมยังคาใจอยู่เกิดจากอะไร อยากทำให้การเดินหน้าสู่ความปรองดองง่ายขึ้น
แต่หากคิดในแง่ของทหารที่มักยึดคติไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน เลยไม่ยอมเปิดปากก็เป็นได้
ผมไม่คิดว่าจะมีผู้ใหญ่คนใดมาสั่งการให้เขายึดอำนาจ เพราะถือเป็นเรื่องความเสี่ยงรายบุคคล แม้จะมีแบ๊กหรือไม่ก็ล้วนเป็นเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองทั้งสิ้น
เราอาจจินตนาการกันไปเองว่า เรื่องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หรือยึดความคิดบนพื้นฐานความจำที่เคยมีมา ทำให้คิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีใครสนับสนุน การที่สังคมคิดอย่างนี้เพราะไม่เคยรับรู้ความจริง
ฉะนั้นการสร้างความปรองดองคือ การออกมาพูดความจริงของทุกฝ่าย ใช้ความกล้าหาญกล้าพูดว่าเคยตัดสินใจอะไรผิดพลาด ขอโทษต่อสังคม พร้อมยอมรับโทษบ้าง สังคมคงให้อภัยและพร้อมประนี ประนอม
ไม่ใช่มัวขัดแย้งกันไม่มีวันจบ ทุกคนต้องกลับไปทบทวนบทบาทของตัวเองว่าทำอะไรผิดบ้าง ไม่มีใครทำผิดหรือถูกไปทุกอย่างได้หมด ขอให้ยอมรับด้วยความจริงใจ ประเทศจะสู่สันติภาพได้มากขึ้น
อย่ามัวแต่ไปโทษใครจ้างมาถาม ใครจ้างมาทำ เพราะนั่นไม่ใช่ทางออกของประเทศ

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล


การทราบความจริงในบางกรณีอาจทำให้สังคมคลี่คลาย แต่บางกรณีก็อาจทำให้สังคมแตกแยกมากขึ้น กรณีนี้ พล.อ.สนธิ ยังไม่ได้ตอบว่าเป็นใคร หรือถ้ามี ควรจะเป็นใคร
เราอาจคิดกันมากไปว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง หาก พล.อ.สนธิ ออกมายอมรับแล้วสังคมจะเชื่อหรือไม่ ถ้าบอกไม่มี สังคมก็จะบอกว่าโกหก
แต่ถ้า พล.อ.สนธิ กล่าวว่าใครอยู่เบื้องหลัง อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนในสังคม ต่อการนำไปวิเคราะห์ปัจจัยที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะนี้สังคมส่วนใหญ่ใช้วิธีคาดเดา สร้างเรื่องเกี่ยวกับคนที่อยู่เบื้องหลังให้ดูเหมือนนิยายมากกว่าความจริง การเอาความจริงมาช่วยกันคลี่คลายข่าวลือทั้งหลายน่าจะเป็นสิ่งที่ดี
แต่ถ้าคำตอบไม่ตรงกับความเชื่อที่แต่ละคนคิดไว้ แล้วจะยอมรับกับความจริงได้หรือไม่
คำตอบทุกอย่างมีผลต่อการปรองดองหมด แต่การปรองดองไม่ใช่แค่การลืมว่าเคยเกิดอะไรขึ้น หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะแล้วอีกฝ่ายต้องยอมรับ
การปรองดองต้องมีคนที่ผิดในบางเรื่อง แต่คนที่ถูกกระทำต้องพร้อมให้อภัย การปรองดองถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้ ส่วนคนที่ให้อภัยจะได้ประโยชน์มากกว่าคนที่ถูกให้อภัย เหมือนยกความโกรธ ความขุ่นเคืองออกไปจากอก
แต่เป็นการยากสำหรับคนที่ถูกกระทำ คงไม่สามารถทำให้การปรองดองพลิกผันไปได้ไกล เนื่องจากการปฏิวัติเกิดขึ้นไปแล้ว และคงเป็นปมไปอีกนาน หรือหากให้ลืมก็คงเป็นไปไม่ได้
การคลี่คลายปมเวลานี้ต้องดูด้วยว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
ผลจากคำถามและคำตอบของ พล.ต.สนั่น และ พล.อ.สนธิ คงไม่ทำให้การปรองดองล้มเหลวหรือเสียหายเลยทีเดียว บังเอิญว่า 2 คนมีอำนาจและมีความสำคัญในทางการเมือง สังคมจึงต้องจับตาดู
แต่ถ้าไม่มีการสืบประเด็นนี้ต่อ และไม่ถูกดึงมาเป็นประเด็นหลัก ความสนใจอาจพุ่งไปที่ประเด็นอื่น อาทิ การปรองดอง การใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด การปะทะกันของม็อบ ความยุติธรรมในสังคมไทย เรื่องสองมาตรฐาน
ตรงนี้อาจทำให้การปฏิวัติรัฐประ หารกลายเป็นเพียงประเด็นรองเท่านั้น
การนิรโทษกรรมและอภัยโทษมีความต่างกัน การอภัยโทษหมายถึง คดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด ผู้ต้องหามารับโทษจึงจะมีการอภัย โทษได้ แต่การนิรโทษกรรมหมายถึง การลบความผิดทั้งหมด
ฝ่ายที่สนับสนุนก็อยากให้เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ แต่ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าสิ่งที่กระทำไปแล้ว คนผิดควรได้รับโทษ ทัณฑ์ ดังนั้น ทั้งการนิรโทษกรรมและอภัยโทษ อาจต้องพิจารณากันหนักมาก
เพราะสิ่งที่กระทำไปมีหลายเรื่องและหลากหลาย เราควรให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมในการร่างกฎหมายให้เป็นกฎกติกาที่ชัดเจน
ไม่ใช่แค่การเลือกปฏิบัติว่าจะละเว้นโทษให้ใครหรือกรณีใด หากสังคมยอมรับและรู้สึกว่าเหมาะสมก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการปรองดอง ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมต้องรักและต้องชอบพอกันทั้งหมด แต่ความปรองดองที่แท้จริงคือ คนในสังคมพร้อมจะอยู่ร่วมกันได้
แม้จะรู้สึกถึงความเป็นศัตรู ไม่ชอบหน้ากัน แต่ต้องมีวิธีการทำสังคมให้อยู่ร่วมกันได้