"วัฒนา" ชี้ "บิ๊กจิ๋ว" ชู 66/23 เพื่อใช้การเมืองแก้ปัญหาการเมือง ย้ำความผิดนอกจากการเมือง ไม่ควรนิรโทษฯ

มติชน 28 มีนาคม 2555 >>>


เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พูดคือการแก้ปัญหาการเมืองด้วยวิถีทางการเมือง เพราะในขณะนั้นมีผู้หลงผิดหนีเข้าป่าเพื่อจับอาวุธต่อสู้กับรัฐ ซึ่งเป็นความผิดที่เกิดจากทางการเมือง การใช้นโยบายดังกล่าวจึงเป็นการให้โอกาสคนเหล่านั้นได้ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นโจรโดยกมลสันดาน โดยให้คนเหล่านั้นที่หลงผิดเข้ามอบตัวไม่มีความผิด รัฐให้อภัยโดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เรียกว่าการเมืองนำการทหาร คนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองจากเหตุการณ์ทางการเมือง ทางที่ดีที่สุดคือการให้อภัย โดยรัฐต้องให้อภัยกับสิ่งที่กระทำอย่างนั้น แล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรม แม้จะกระทำผิด แต่ความผิดเหล่านั้นเป็นเจตนาชั่วหรือไม่ ทั้งที่เป็นการเรียกร้องที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง แต่เหตุการณ์กลับบานปลายเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีการเผากองสลาก เผากรมประชาสัมพันธ์ ดังนั้น คนเหล่านี้มีเจตจำนงทางการเมือง ถ้านำคนเหล่านี้ไปขึ้นศาล ก็จะแก้ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ ซึ่งปัญหาจะซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาไม่รู้จบสิ้น ญาติพี่น้องก็จะเกิดความเคียดแค้น สิ่งที่ พล.อ.ชวลิตเสนอจึงเป็นการใช้การเมืองแก้ปัญหาทางการเมือง
นายวัฒนากล่าวว่า สมัยที่มีการออกคำสั่งสำนักนายกฯที่ 66/23 นั้นก็มีหลายคนที่เผาทำลายทรัพย์สินของรัฐ ที่เกิดจากการเดินขบวนแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ส่วนการเผาศาลากลางจังหวัด หากเป็นเรื่องที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองก็ต้องมาคุยกันแล้วให้อภัย โดยรัฐอภัยให้แล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งจะเหมือนกับสมัยเหตุการณ์ตุลาคม 2516 ที่นักเรียนนักศึกษาได้เผากรมประชาสัมพันธ์ และการใช้อาวุธสงครามของนักศึกษาที่ต่อสู้กับรัฐในขณะนั้น ซึ่งควรได้รับการนิรโทษกรรม แต่หากเป็นกรณีที่เดินขบวนเรียกร้องทางการเมืองแล้วใช้เหตุการณ์ดังกล่าวไปปล้นร้านสะดวกซื้อ โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองนั้น กรณีนี้ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมกันง่ายๆ เพราะไม่ใช่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ดังนั้นหากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมต้องดูเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ด้วยว่า ผู้กระทำผิดมีแรงจูงใจที่เกิดจากทางการเมืองหรือไม่ หากไม่ใช่แรงจูงใจทางการเมืองก็ไม่ควรมีการนิรโทษกรรม ทั้งนี้ในอดีตนายสุรชัย แซ่ด่าน เคยถูกจำคุกจากการเผาศาลากลางจังหวัด ซึ่งขณะนั้นมองว่าไม่เกี่ยวกับคดีการเมือง แต่ส่วนตัวตนเห็นว่ากรณีของนายสุรชัยในขณะนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง เพียงแต่ขณะนั้นอาจคิดไม่ถึง ดังนั้นหากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ควรดูเหตุการณ์ด้วย
นายวัฒนากล่าวว่า ส่วนกรณี พล.อ.ชวลิต พูดถึง คตส. นั้น เพราะ คตส. เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมืองที่เป็นการสร้างความชอบธรรมในการปฏิวัติ ซึ่งการปฏิวัติก็เป็นการใช้การเมืองแก้ปัญหาทางการเมือง สิ่งที่คณะปฏิวัตินำ คตส. มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ถามว่าผิดหลักนิติธรรมหรือไม่ ซึ่งกระบวนการที่มาของ คตส. ไม่ถูกต้อง มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอให้เพิกถอนการพิจารณาทางกฎหมายของ คตส. จึงไม่ใช่การนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่คดีที่มีการพิจารณาโดย คตส. ไปแล้วให้สามารถนำกลับมาพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมใหม่ได้