ผลโหวต กมธ.ปรองดอง 3 คำถาม เสธ.หนั่น โหมไฟการเมือง....ร้อนฉ่า

มติชน 25 มีนาคม 2555 >>>




ลําพังผลการลงมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า กมธ.ปรองดอง ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานนั้นก็ทำให้ไฟการเมืองโหมลุกมากอยู่แล้ว
ทั้งนี้ เพราะกระแสข่าวที่สะพัดออกมาพุ่งเป้าไปที่การโหวตด้วยเสียงข้างมาก เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเห็นด้วยกับการล้มล้างผลของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.
ผลการโหวตของคณะ กมธ.ปรองดอง ถูกตีความว่าจะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ
ผนวกกับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรค
เพื่อไทยที่เดินทางไปพบปะพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
แต่ละคนล้วนออกมาชูธงนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยเท่านั้นเอง ไฟการเมืองก็ระอุขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่า
"ยังไม่กลับหรอกค่ะ" แต่กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พยายามเตือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับแน่
ต่อมา เหตุการณ์กลางวงเสวนาผลการศึกษาการสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า ของ กมธ.ปรองดอง ก็กระพือไฟการเมืองให้ร้อนยิ่งขึ้น
เมื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ถามคำถาม 3 ข้อ
ถาม พล.อ.สนธิ ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ
ถามขณะที่ พล.อ.สนธิ กำลังทำหน้าที่ประธาน กมธ.ปรองดอง ในวันนั้น
พล.ต.สนั่นถามว่า
1. ใครอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ
2. เมื่อเกิดการปฏิวัติแล้ว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ รู้เห็นกับการปฏิวัติหรือไม่ และ
3. พล.อ.เปรม ได้ขอร้องให้ พล.อ.สนธิ ออกมาพูดความจริงเรื่องเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน ผ่าน พล.อ.มงคล อัมรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) 2 ครั้ง ใช่หรือไม่
คำถามที่กระพือไฟการเมืองขึ้นมาเช่นนี้ มีหรือ พล.อ.สนธิ จะตอบ
พล.อ.สนธิ ได้แต่กล่าวว่า แม้ตายก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้
วันรุ่งขึ้น พล.ต.สนั่น จึงออกมาเฉลยคำตอบว่า
1. ไม่มีใครอยู่เบื้่องหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
2. พล.อ.สนธิ ปฏิวัติเองคนเดียว ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม
3. พล.อ.เปรม เคยพูดผ่าน พล.อ.มงคล ให้บอก พล.อ.สนธิ ออกมาเคลียร์ข่าวที่บอกว่า พล.อ.เปรม พัวพันกับการปฏิวัติครั้งนั้น
แต่ไม่มีใครพูดเคลียร์ให้ ทำให้ พล.อ.เปรม รู้สึกไม่สบายใจ
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันรับไม่ได้เพราะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นภาพการเมืองไทยในหลากหลายมิติ
หนึ่ง ชี้ให้เห็นจุดยืนของพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย สนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรม และต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ต่อต้านคัดค้านการนิรโทษกรรมใดๆ ที่เกี่ยวพันกับการพ้นโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ
สอง ชี้ให้เห็นกลไกการปรองดองที่เดินเครื่องคืบหน้าทางวิชาการไปเรื่อยๆ
น่าสังเกตตั้งแต่การทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้ดำเนินการพูดคุย และกำหนดขั้นตอนการปรองดอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นเยียวยา โดยมอบเงินช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ
เช่นเดียวกับการศึกษาเชิงวิชาการของทีมวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ที่มี นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า รับหน้าที่ชี้แจงอยู่
ผลการวิจัยที่นำเหตุการณ์และผลสำเร็จในการปรองดองของประเทศ 10 ประเทศทั่วโลก ผนวกกับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 40 กว่าคน ได้นำมาประมวลและสรุป
เป็นรายงานการศึกษาการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ฉบับพระปกเกล้า
ผลการศึกษามีทิศทางไม่แตกต่างจากแนวทางของ คอป. นั่นคือ การยอมรับ การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่
สาม ชี้ให้เห็นว่า แม้ฝ่ายวิชาการจะมีผลการศึกษาเป็นแนวทางที่สอดคล้อง แต่การปฏิบัติให้เป็นไปตามผลการศึกษานั้นต้องใช้เวลามากกว่านี้
เพราะกรณีเยียวยาให้ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง
เมื่อฝ่ายวิชาการ คือ คอป. เสนอแนวทาง คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ ปคอป. ดำเนินการ
ปคอป.พิจารณาจ่ายเยียวยาแก่ผู้เสียชีวิตด้วยวงเงินสูงถึง 7 ล้านบาท....ไฟการเมืองก็ถูกกระพือขึ้นมารอบหนึ่งแล้ว
แต่นั่นยังไม่แตะต้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นคู่กรณี
คราวนี้ข้อเสนอหลายข้อฉิวเฉียดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนออกมาโวยวายกันแต่เนิ่นๆ
ยิ่งฝ่ายเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดใช้เสียงข้างมากโหวตช่วย
ยิ่งทำให้ฝ่ายต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดโทสะ อึดอัด เคียดแค้น
อาการเช่นนี้ไม่ใช่อาการของฝ่ายที่พร้อมจะปรองดองกัน
เท่ากับว่า การขับเคลื่อนเพื่อความปรองดองต้องใช้เวลามากกว่านี้
ความปรองดองที่เร่งรัดเกินไป อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
การขับเคลื่อนปรองดองที่เร็วเกินไป อาจทำให้ "น้ำ" กลายเป็น "น้ำมัน"
กระพือไฟการเมืองให้โหมพัดรุนแรงอีกครั้ง