มติชน 25 มีนาคม 2555 >>>
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3 เรื่องการปรองดอง โดยมีสาระสำคัญสรุปว่า ตนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และคณะผู้วิจัยว่า มีความตั้งใจดีที่จะร่วมหาทางออกให้แก่บ้านเมือง แต่อาจลืมมองถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า หากปล่อยให้มีการนำงานวิจัยนี้เข้าสู่สภาจนนำไปสู่การลงมติ ย่อมสายเกินกว่าที่จะถอนรายงานวิจัยออกมา และ เมื่อถึงเวลานั้นแม้คณะจะอ้างว่าได้ทำข้อโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังกรรมาธิการฯแล้วก็คงไม่สามารถหนีสภาพที่ต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับเสียงข้างมากที่กำลังลากความ ปรองดองไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้ ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าและเป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะผู้วิจัยกรุณามาสัมภาษณ์ถามความเห็น เกี่ยวกับแนวทางปรองดอง จึงขอเสนอให้ ถอนรายงานวิจัยออกจากคณะกรรมาธิการฯทันทีเพื่อดำเนินการยืนยันตามเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัยที่ได้ประกาศไว้และทบทวนรายงานในประเด็นดังต่อไปนี้
1. กรณีข้อเท็จจริงเมื่อคณะผู้วิจัยเสนอให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงของ คอป. และเสริมความเขื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการปรองดอง ก็ควรจะเริ่มต้นจากคณะผู้วิจัยเอง ที่ควรนำเอาข้อสรุปของ คอป. เกี่ยวกับต้นตอของวิกฤติ คือ คดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน แทนการเขียนถึงเรื่องนี้เพียง 2-3 ประโยคในลักษณะที่สวนทางกับข้อสรุปของ คอป. และยังสมควรเอาคำพิพากษาของศาลในหลายๆคดีที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง การเผาศาลากลาง และสถานที่สำคัญ มาบรรจุไว้ มิใช่กล่าวลอยๆ ว่าขณะนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าอะไรเกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ปี 2553
2. ทบทวนข้อเสนอที่สุดโต่ง และนำมาสู่ความขัดแย้ง คือการยกเลิกคดี คตส. ทั้งหมด และห้ามไม่ให้มีการนำมาพิจารณาใหม่ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ของผู้ต้องการหลุดคดี และเป็นการเสนอโดยกลุ่มคนดังกล่าวโดยคณะผู้วิจัยก็ยอมรับว่าเป็นข้อเสนอที่จะทำให้ การสร้างความปรองดองเป็นไปได้ยากเพราะบางกลุ่มเห็นว่าถ้ากระทำผิดยังลอยนวลไม่มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดหรือไม่ ขณะที่คณะผู้วิจัยกลับไม่ยอมรับข้อเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากที่ไม่มีส่วนได้เสียในคดีที่ให้คดี คตส. เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยอ้างว่าไม่ตอบโจทย์การปรองดอง
"หากไม่มีการทบทวนเรื่องนี้รัฐบาลก็จะหยิบทางเลือกนี้ไปเริ่มดำเนินการตามรายงานของกรรมาธิการปรองดอง ทำให้กระบวนการปรองดองถูกแปรเป็นการตอบโจทย์ผู้กระทำความผิด โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมกับความถูกต้องของบ้านเมืองไปสู่สภาพ ความยุติธรรมของผู้ชนะ"
3. คณะผู้วิจัยควรใช้โอกาสการทบทวนนี้ประสานกับ คอป. ซึ่งกำลังทำรายงานฉบับที่ 3 ส่งให้รัฐบาลภายในสิ้นเดือนนี้เพื่อนำมาประกอบการวิจัย เพราะแม้แต่นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. ยังตั้งข้อสังเกตว่าข้อเสนอต่างๆของ กมธ.ปรองดอง ไม่ปรากฏข้อเสนอแนะของ คอป. อยู่เลย จึงสงสัยว่า คอป. ทำงานไม่ดีหรืออย่างไร และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ 47 คนของสถาบันพระปกเกล้า ใช้เทียบเคียงกับงานสำรวจความคิดเห็นได้หรือไม่ เพราะมองว่าสัดส่วนน้อยมาก ตนจึงเรียกร้อง ให้คณะผู้วิจัยถอนรายงานที่กำลังถูกบิดเบือนไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ซึ่งจะสร้างความขัดแย้ง และทำลายความถูกต้องในบ้านเมือง อันจะส่งผลให้คณะผู้วิจัยและสถาบันพระปกเกล้าถูกครหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องการกระทำเช่นนี้ด้วย
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังยื่นข้อเสนอ ถึงนายสมศักดิ์ เกียรตสุรรนท์ ในฐานะประธานกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะเลขานุการสภาฯ ให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการสภาฯ โดยด่วน เพื่อพิจารณาปัญหาทั้งหมดนี้ เพราะกรรมการสภาฯ เป็นผู้อนุมัติให้มีการจัดทำงานวิจัยนี้ จึงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ การประชุมเพื่อการกำหนดท่าทีที่ชัดเจน จะเป็นการปกป้องชื่อเสียงของสถาบันฯ เพราะการไม่เรียกการประชุมในขณะนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการปล่อยให้รายงานของคณะกรรมาธิการฯ เขียนโดยกรรมาธิการคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ทั้งๆที่มีการทักท้วงจากกรรมาธิการอีกจำนวนหนึ่ง หากปล่อยไปเช่นนี้ ประธานคณะกรรมาธิการฯจะต้องรับผิดชอบกับกระบวนการบิดเบือนข้อเสนอของผู้วิจัย และการสร้างความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ เพราะการเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯในครั้งนี้ ต้องการเข้ามาแก้ไขความขัดแย้ง ที่ตนมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นด้วย
"ขณะนี้ความสำเร็จเรื่องการปรองดองแขวนอยู่บนเส้นด้าย รายงานของคณะผู้วิจัย สามารถนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้น ในการหาข้อยุติร่วมกัน เพื่อสร้างความปรองดองได้ จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากรายงานชิ้นนี้ ต้องกลายเป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ในการฉกฉวยผลประโยชน์ และสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ส่งผลให้ความหวังของสังคมในเรื่องการปรองดองต้องล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
