อภิสิทธิ์ รอท่าทีสถาบันพระปกเกล้า ย้อนถาม พล.อ.สนธิ ตระหนักหรือไม่จะสร้างวิกฤติบ้านเมืองรอบ 2

พรรคประชาธิปัตย์ 31 มีนาคม 2555 >>>




(30 มี.ค. 55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับภารกิจในรอบสัปดาห์ในฐานะหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านที่ผ่านมาว่า สัปดาห์ที่แล้วที่หนักที่สุดคือภารกิจในสภา เพราะมีการประชุมร่วมของรัฐสภา ซึ่งมีการผลักดันรายงานของกรรมาธิการให้ผ่านที่ประชุม ส่วนใน 2 วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และยังมีการจัดงาน “จับมือรวมพลัง ออกแบบประเทศไทย”
   “อาทิตย์ที่ผ่านมาที่จะหนักหน่อยก็คือภารกิจในสภา เพราะมีที่ประชุมร่วมของรัฐสภาซึ่งพยายามที่จะมีการผลักดันให้เอาเรื่องปรองดองรายงานของกรรมาธิการนั้นมาเข้าในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งขณะนี้ก็คาดกันว่าจะเป็นวันพุธ และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก็มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกซึ่งก็มีทั้งเรื่องกระทู้ถาม เรื่องกฎหมาย ส่วนวันนี้ พรุ่งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งนอกจากการประชุมตามระเบียบวาระที่กำหนดโดยกฎหมายแล้ว ปีนี้เราจัดงานที่เรียกว่า จับมือรวมพลัง ออกแบบประเทศไทย ก็คือจะเป็นการเริ่มต้นในการทำกระบวนการ ก็วันนี้ บ่ายวันนี้ กับพรุ่งนี้ก็เหมือนกับเป็นสมัชชา มีพี่น้องประชาชนจากหลายกลุ่ม ทั้งที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้เป็นสมาชิก แบ่งออกเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มประชาชนต่าง ๆ ที่จะมาสนทนากันว่าเราจะเดินหน้าประเทศไทย ออกแบบกันใหม่อย่างไร ไม่ใช่ตกอยู่ในสภาพอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ ที่ประชาชนเดือดร้อน การเมืองก็วุ่นวาย เศรษฐกิจก็ทุกคนก็วิตกกังวลว่าเราจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ เขาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น 2 วันนี้ก็จะเป็นงานสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้ร่วมกับพี่น้องประชาชน เราใช้คำว่า จับมือรวมพลัง ออกแบบประเทศไทย”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าในงาน “จับมือรวมพลัง ออกแบบประเทศไทย” นั้น ทางพรรคฯ คาดหวังที่จะฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประกาศให้ทราบว่าหลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับหลายกลุ่มแล้ว เรื่องเหล่านั้นจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
   “คือเริ่มต้นนี้ ก็คงจะต้องฟังเสียงพี่น้องประชาชน ซึ่งจะมีการมาพูดคุยกัน ซึ่งผมก็เชื่อนะครับว่า สิ่งที่จะต้องมีการพูดกันก็คือ ความมั่นคงในชีวิต ในเรื่องของการเมืองที่ดี ในเรื่องของเศรษฐกิจที่จะมีความก้าวหน้า ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมครับ แล้วก็วันพรุ่งนี้ครับผมก็จะได้มีการกล่าวสรุปแล้วก็ประกาศให้เห็นว่า ฟังพี่น้องประชาชนเขาแล้ว มันน่าจะเดินอย่างไร แล้วเราจะทำเรื่องนี้ต่ออย่างไร แล้วก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งครับ ในการที่จะทำงานที่เราเรียกว่า ออกแบบกันตรงนี้”
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตนได้ไปร่วมกับทางสภาหอการค้าซึ่งมีการพูดคุยถึงเครือข่ายการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยเรื่องนี้เห็นว่ารัฐบาลน่าจะได้ตั้งหน่วยงาน หรือใช้หน่วยงาน คบอ. เพื่อจับตาติดตามในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้เป็นไปตามเป้าหมาย
   “อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ทราบกันก็คือว่า เมื่อวันพุธ ผมทราบว่าทางหอการค้าก็มีการคุยกันเรื่องของเครือข่ายการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น ก็เลยไปร่วมด้วย ในฐานะซึ่งก็ได้เริ่มต้นทำงานกับเขามาตลอด ก็น่าสนใจครับ เพราะว่ามันมีเรื่องที่จะต้องจับตาดูเกี่ยวกับการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในช่วงที่จะมีการใช้เงินงบประมาณ แล้วก็เงินกู้ค่อนข้างเยอะ ก็มีข้อเสนอในการที่จะบอกว่าทำอย่างไรจะช่วยรัฐบาลให้ทำงานทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ตกไม่หล่น ไม่รั่วไหล มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันน้ำท่วมนั้นจะแก้ไขได้จริงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็มีการพูดถึงว่าที่ผ่านมานั้น ปัญหาในเรื่องการติดตามงานของรัฐบาล พอรัฐบาลอนุมัติไปแล้ว มันไปทำที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ตรงนี้ค่อนข้างจะเป็นปัญหาค่อนข้างมาก ก็แลกเปลี่ยนกัน ก็ได้ข้อสรุปหลายอย่างนะครับ ซึ่งผมก็หวังว่าเครือข่ายที่เขาจะทำงานเรื่องนี้ก็จะได้มีการนำเสนอต่อไป”
   “ที่จริงรัฐบาลก็ควรจะคุย และรัฐบาลก็มีกลไกที่ต้องติดตามเรื่องนี้เยอะแยะไปหมด คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ซึ่งเราจำชื่อย่อกันแทบไม่ได้แล้ว เอาสักชุดใดชุดหนึ่งก็ได้ที่ต้องรับผิดชอบบริหาร ผมก็ไม่แน่ใจว่า ระบบในที่สุดจะเป็นอย่างไร แต่ว่าถ้าฟังดูเหมือนกับว่า คบอ. น่าจะตรงที่สุดหรือเปล่าไม่ทราบ”
   “เขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง และผมคิดว่าเขาคงจะอยู่ในฐานะที่ดีกว่าที่จะพูด ผมก็เพียงแต่บอกว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เราก็มีการติดตามผ่านคณะกรรมาธิการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ใช้งบประมาณเหล่านี้ และเราก็คิดว่าถ้ามันมีความจำเป็นในการที่จะต้องเรียกข้อมูลมาก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะติดตามการทำงานกันต่อไป ผมอยากให้รัฐบาลสนใจเรื่องนี้นะครับ อยากให้นายกฯ อยากให้ครม. ได้ริเริ่มที่จะบอกเลยว่า ชวนคนมาดีกว่า มาช่วยกันทำตรงนี้ เพราะว่าพูดกันตรง ๆ เวลาที่มันไปเกิดปัญหาในโครงการไหนก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็วกกลับมาที่รัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบ ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ท่านก็ไม่มีทางหรอกครับที่จะไปดูแลโครงการเป็นหมื่นโครงการ เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ติดตามดีกว่า อย่างรัฐบาลที่แล้วผมก็ยกเป็นตัวอย่างว่า ที่เราได้เคยบอกว่า กรณีของโครงการน้ำท่วมอะไรต่าง ๆ นั้น ก็ให้มีการถ่ายรูปสถานที่ แล้วก็ผมกำลังจะเพิ่มมาตรการ เพราะบางหน่วยงานเขาก็เริ่มทำแล้ว เช่น ทางสำนักงบ กรมบัญชีกลาง สตง. ว่าแลกเปลี่ยนกันไปเลยว่า โครงการต่าง ๆ นั้นอยู่ที่ไหน มีรูปถ่ายให้เห็น มีจีพีเอสบอกว่าอยู่ที่ไหน แล้วผมคิดว่าเปิดโอกาสให้สาธารณะได้รับรู้รับทราบ อย่างตอนไทยเข้มแข็งนั้นมีเวปไซต์ที่ให้คนสามารถเข้าไปดูได้ว่า โครงการไทยเข้มแข็งที่ทำนั้น จะเป็นถนน จะเป็นโรงเรียน จะเป็นอะไรนั้น อยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้รับจ้าง  ราคาเท่าไหร่ แล้วก็สามารถเปิดให้คนเข้ามาร้องเรียนได้ ซึ่งก็มีคนร้องเรียนเข้ามาว่าเวลามันไม่เป็นไปตามที่กำหนดโครงการไว้แล้วจะทำอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าทำตรงนี้ได้จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ”
สำหรับประเด็นความพยายามในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ดำเนินรายการถามความเห็นของนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า เป็นเรื่องแปลกที่เมื่อวันพุธที่ผ่านมามีการลงมติในคณะกรรมาธิการแต่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลลงมติแพ้ ต่อมารัฐบาลจึงจัดให้มีการลงมติกันใหม่
   “สมัยยุคหลัง ๆ นี่เขาเรียกว่าคนละเรื่องเดียวกัน ประเด็นก็คือว่า โดยประเพณีนั้นกรรมาธิการก็ทำงานของกรรมาธิการไป ทีนี้มันก็เป็นเรื่องซึ่งแปลกว่า เมื่อวันพุธเราก็ได้ข่าวว่ามีการลงมติในคณะกรรมาธิการ แล้วก็มีการพูดกันว่า ปรากฏว่าทางฝ่ายรัฐบาล เกิดแพ้เรื่องการลงมติ แพ้ไป 10 : 12 เสียง ก็เลยทำให้มีการแก้ไขร่างที่รัฐบาลเสนอเข้ามา ปกติแล้วมันก็จบอยู่แค่นั้น แล้วคณะกรรมาธิการก็ต้องทำงานต่อ แต่เมื่อวานนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พอรัฐบาลแพ้ ก็เลยหาทางบอกโหวตใหม่ เพื่อให้รัฐบาลชนะ สรุปแล้ว ผมก็เลย งง ว่าตกลงแล้วจะทำงานกันยังไง ต่อไปนี้ก็คงไม่ต้องทำอะไรแล้วมั๊งครับ ทั้งกรรมาธิการ ทั้งสภา เหมือนกับที่เราเห็นเมื่อวันอังคารด้วย คือเมื่อไหร่ที่รัฐบาลแพ้ หรือทำไม่ถูกต้องอะไรก็ไม่เป็นไร ก็เอาจนได้ พูดง่ายๆ อันนี้เป็นเรื่องน่าห่วงครับ เพราะว่าถ้าเราเป็นนักประชาธิปไตยเราก็ต้องยอมรับสิ่งเหล่านี้ ก็มันจบไปแล้วก็คือจบไปแล้ว”
นายอภิสิทธิ์มองว่า หากต้องการจะปรองดองแล้ว ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ แต่ควรต้องค่อย ๆ พูดกันในเหตุและผล แล้วว่ากันไปตามกติกา ไม่ใช่ลงมติแล้วไม่เป็นไปตามความต้องการแล้วทำใหม่จนกว่าตัวเองจะชนะ
   “ก็นี่แหละครับ คือสิ่งที่เขาเตือนกันไว้ว่า ถ้าอยากจะปรองดองกัน มันต้องไม่ใช้วิธีกันแบบนี้ มันต้องค่อย ๆ คุยกันว่าเรื่องไหน เหตุผลเป็นยังไงแล้วก็ว่ากันไปตามกติกา แต่ว่าถ้าหากว่าใช้วิธีว่าในที่สุดแล้วจะเอาอย่างที่ต้องการ มันก็ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตยหรอกครับ คือเอากันจนผลเป็นที่ต้องการ ก็จะเห็นอาการนี้อยู่หลาย ๆ อย่างนะครับ เหมือนคดีต่าง ๆ ในศาล นึกออกไม๊ครับ ถ้าตัดสินแล้วตัวเองชนะ ก็บอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าพอบอกว่าตัวเองแพ้ ก็เป็นสองมาตรฐานบ้างอะไรบ้าง แล้วก็จะบอกว่าต้องทำใหม่จนตัวเองชนะเอาอย่างนี้ ผมว่าถ้ามันเป็นในลักษณะอย่างนี้ก็น่าเป็นห่วงมากนะครับว่า สุดท้ายแล้วบ้านเมืองก็ไม่ได้มีกติกาประชาธิปไตยจริง แล้วก็กลายเป็นว่าทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามความต้องการของเสียงข้างมาก ก็น่าห่วง เพราะว่านายกฯ เองตอนนี้ย้ำอย่างเดียวว่าทุกอย่างนั้นให้ไปจบที่สภา ให้ไปยุติที่สภา แต่ว่ายุติที่สภาถ้าเกิดทำกันแบบนี้ก็คือยุติที่ความต้องการของรัฐบาล เพราะว่าสภาเขาทำงานตามปกติก็ไม่ได้แล้ว ก็ไม่ทำตามปกติกันแล้ว”
ต่อคำถามที่ว่าเมื่อพล.อ.สนธิ ระบุไม่ถอนรายงานของกรรมาธิการแล้วในวันที่ 4 เมย.จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งคำถามถึง พล.อ.สนธิ 2 ข้อคือ 1. พล.อ.สนธิ ตระหนักหรือไม่ว่ากำลังจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างวิกฤติให้กับชาติรอบ 2 และข้อ 2. พล.อ.สนธิจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการปรองดองอย่างไร
   “ก็คงเป็นอย่างที่รัฐสภาเป็นเมื่อวันอังคารมั๊งครับ ก็คงมีความพยายามที่จะรวบรัดตัดตอนทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องย้ำไปถึงพล.อ.สนธินะครับ ท่านเองความจริงก็ถูกกล่าวหา ต่อว่ามากมาย จากการที่เป็นผู้นำการรัฐประหารที่บางฝ่ายเขาก็พูดมาตลอดว่าปัญหาบ้านเมืองเกิดจากตรงนั้น ซึ่งท่านก็พยายามชี้แจงว่า มันไม่ใช่ มันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น อะไรต่าง ๆ แต่ว่า สุดท้ายวันนี้ท่านกำลังบอกว่า ถ้าท่านเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ท่านจะมาร่วมแก้ไข แต่ท่านกำลังสร้างปมปัญหาใหม่ขึ้นมา ผมยืนยันเลยนะครับว่า การที่ขณะนี้มีความพยายามในการที่จะผลักดันโดยอาศัยคำว่าปรองดองบังหน้า เพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรม หรือล้างผิดในคดีทุจริต มันไม่ใช่การปรองดอง แล้วก็จะทำให้เกิดความขัดแย้ง แล้วการเกิดความขัดแย้งรอบใหม่นี้ หลายคนก็เตือนนะครับ พล.ต.สนั่น ใครต่อใครก็เตือนว่ามันจะรุนแรง พล.อ.สนธิทราบแล้ว และก็ทราบด้วยว่า การเพิ่มชนวนความรุนแรงก็มาจากการทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานกรรมาธิการซึ่งอยู่ดี ๆ ก็รวบรัด เซ็นรายงานซึ่งคณะกรรมาธิการเขายังไม่ได้ลงมติเห็นชอบเข้ามาสู่การพิจารณา แล้วก็พยายามรวบรัดทุกอย่าง ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย ผมก็ไม่แน่ใจว่า 1. พล.อ.สนธิ ตระหนักบ้างไม๊ว่ากำลังจะกลายเป็นบุคคลซึ่งคนจะบอกว่าสร้างวิกฤติให้กับชาติ 2 รอบ กับ 2. ที่ท่านพูดมาตลอดว่า ท่านอยากจะปรองดองนั้น ตรงไหนล่ะครับที่ท่านจะแสดงให้เห็นว่าท่านจะเริ่มต้นทำตัวเป็นแบบอย่างของการปรองดองว่า ฟังเสียงข้างมากข้างน้อย ฟังเสียงรอบด้านแล้วก็แสวงหาจุดร่วมก่อน ไม่ใช่ผลักดันทุกอย่างไปให้ตามธงที่ไม่ทราบใครกำหนดมา แล้วก็บอกว่าต้องจบกันทุกคนต้องทำตามนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความสำคัญมากที่ผมคิดว่าท่านพล.อ.สนธิ จำเป็นที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบตรงนี้อย่างชัดเจน แล้วก็ในส่วนของฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นทางคณะผู้วิจัยดูเหมือนเขาก็เริ่มที่จะแสดงความไม่สบายใจแล้วเหมือนกัน เพราะถ้ารายงานการวิจัยถูกบิดเบือนไปใช้ไปในทางที่ไม่ถูก ก็จะยิ่งเป็นปัญหามากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับที่ผมคิดว่า ทุกฝ่ายก็กำลังจับตาดูอยู่ว่า อยากจะเดินกันไปอย่างนี้หรือไม่อย่างไร”
ผู้ดำเนินรายการสอบถามต่อว่า หากวันที่ 3 เม.ย. มีมติให้ถอนรายงานการวิจัยจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วประธานกรรมาธิการ พล.อ.สนธิ ประกาศเดินหน้าต่อได้หรือไม่ แล้วความชอบธรรมจะเป็นอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนั้นจะเป็นตัวฟ้องว่า พล.อ.สนธิ ทำงานรับใช้ใคร
   “ได้ กับชอบธรรม ก็ไม่เหมือนกันนะครับ คือพล.อ.สนธิทำอย่างไร วันนั้นจะเป็นตัวฟ้องเลยว่าตกลงแล้ว พล.อ.สนธิ ทำงานรับใช้ใคร แต่ว่าเราก็คงจะต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ผมย้ำอีกครั้งนะครับ วันนี้ฝ่ายที่ออกมาตำหนิติติงการพยายามที่จะบิดเบือนกระบวนการนี้มันไม่ใช่ประชาธิปัตย์นะครับ มันมีหลายฝ่าย คนที่เขาต้องการเห็นนิติธรรม นิติรัฐ เขาอยากจะเห็นความปรองดอง แต่ไม่ใช่เอาคำว่าปรองดองมาบังหน้าล้างความผิดคดีทุจริต แล้วก็ที่สำคัญผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ หรือฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ครอบครัวเขาก็เรียกร้องว่านี่ไม่ใช่แนวทางที่เขาต้องการ ทำไมวันนี้พรรคเพื่อไทย ทำไมวันนี้แกนนำเสื้อแดงเปลี่ยนไปแล้วล่ะครับ เดิมบอกว่าจะดูแลคนเหล่านี้ วันนี้สิ่งที่คนเหล่านี้เขาต้องการ แล้วความจริงส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าแกนนำเสื้อแดงพรรคเพื่อไทยไปบอกเขาเองว่าต้องเรียกร้องอย่างนี้ วันนี้บอกไม่ต้องเรียกร้องแล้วเพียงเพราะว่ากำลังจะล้างคดีความผิดของคุณทักษิณ”
ต่อคำถามว่าถ้ามีการออกเป็นพรบ. ปรองดอง หรือ พรก. นิรโทษกรรม ออกมา หากมีการตัดสินด้วยเสียงข้างมากในสภา ซึ่งก็คงจะผ่านกฎหมายได้ แต่การผ่านออกมาในลักษณะที่สังคมไม่มีความยอมรับนั้น บ้านเมืองจะเรียบร้อยได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยังมองไม่เห็นว่า การออกกฎหมายแบบนั้นแล้วบ้านเมืองจะเรียบร้อยได้อย่างไร เพราะหากออกเป็น พรก. ก็เท่ากับเป็นความพยายามรวบอำนาจกลับไปสู่ฝ่ายบริหาร และหากออกเป็น พรบ. ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้เสียงข้างมากในสภาผลักดัน พรบ. นี้ออกมา ซึ่งเป็นไปตามที่สถาบันพระปกเกล้าและทุกฝ่ายเคยเตือนไว้แล้วว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย
   “ผมยังมองไม่เห็นว่า ทำไมการออกกฎหมายแบบนั้นมาแล้วบ้านเมืองจะเรียบร้อย ถามว่าถ้าออกมาแล้วสิ่งที่ไม่เรียบร้อยนั้นจะหายไปหรือไม่ แล้วถ้าออกมาแล้วความไม่เรียบร้อยใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้นอะไรจะรุนแรงกว่ากัน ผมว่าเราก็ดูกันออก วันนี้ความไม่เรียบร้อยก็มีอยู่บ้าง แต่ว่ามันมีกระบวนการที่กำลังจะหาคำตอบตรงนี้อยู่ แต่ว่าถ้าบอกว่าจะล้างความผิดในการทุจริตให้คน ผมว่าคนจำนวนมากเขาบอกเขาก็ยอมไม่ได้ แล้วยิ่งถ้าไปบอกว่าต่อไปนี้เรารับรองแล้วนะว่า อะไรที่เป็นการต่อสู้ มีความคิด มีอุดมการณ์ทางการเมืองเราใช้วิธีการอะไรก็ได้ มันจะไม่เป็นเหมือนคดีอาญา แล้วมันจะวุ่นวายไม๊ล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าตรงนี้ถ้าออกเป็น พรก. ก็ยิ่งยุ่งครับ เพราะว่านั่นเป็นการพยายามที่จะรวบอำนาจกลับไปสู่ฝ่ายบริหาร แล้วก็จะต้องโต้แย้งกันอีกว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถึงออกเป็น พรบ. ก็หนีไม่พ้นหรอกครับ สิ่งที่ทางสถาบันพระปกเกล้าและทุกฝ่ายเขาเตือนกันไว้ว่า ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากมาทำตรงนี้นะ เพราะฉะนั้นผมยังมองไม่เห็นว่ามันจะเรียบร้อยได้อย่างไร มีแต่ว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น”
เมื่อถามว่าการขยายสมัยประชุมไปถึง 30 พ.ค. เป็นการส่งสัญญาณอะไรบ้างนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การขยายสมัยประชุมนั้นเพื่อเอื้อต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องทำให้เสร็จภายในสมัยประชุมนี้
   “ผมทราบมาว่ามันเป็นเรื่องที่ผูกอยู่กับเรื่องของรัฐธรรมนูญ คือทางรัฐบาลต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญนั้นผ่านสภาในสมัยประชุมนี้ ทีนี้ขณะนี้เราก็มาถึงวันที่ 30 – 31 – 1 นับไปนะครับ คือสภานั้นปิดวันที่ 18 ถ้านับไปอย่างนี้ มันไม่มีทางทัน เพราะว่าถึงแม้เข้าวาระที่ 2 อาทิตย์หน้า เอาแบบสุดโต่งเลยให้เร็วสุดเลย พอพิจารณาวาระ 2 เสร็จ ก็ยังต้องไปเว้นอีก 15 วันตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็เว้นไปอีก 15 วันไปเข้าวาระ 3 มันก็ไม่ทันสมัยประชุมแล้วครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขยายสมัยประชุมไป”
ส่วนคำถามที่ว่าอะไรทำให้รัฐบาลเชื่อมั่นในการออก พรก.นิรโทษกรรมได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การใช้เสียงข้างมากในสภา และจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำให้เห็นแล้วในหลายกรณี สิ่งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ
   “ก็คือการมีเสียงข้างมากไงครับ แล้วก็ทำให้เห็นแล้วในหลายกรณี อย่างเช่นทำงานในกรรมาธิการ วันไหนเสียงเกิดแพ้ขึ้นมา ไม่เป็นไรครับ ตั้งหลักกันใหม่ มารบกันใหม่ได้ ไม่มีการประชุมก็อาศัยเครื่องมือคนนั้นคนนี้บอกว่ารวบรัดเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว เข้าสู่สภาจะอภิปรายก็ปิดอภิปราย อภิปรายตอบคำถามไม่ได้ประธานก็ปิดไมค์ คือนี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้เป็นความเชื่อมั่นของเขาว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ”
ส่วนการที่นายจตุพร ระบุว่าน้ำหน้าอย่างประชาธิปัตย์ไม่มีทางที่จะล้มรัฐบาลนี้ได้นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่ได้มีเป้าหมายล้มรัฐบาล แต่มีเป้าหมายให้บ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และยอมรับว่าตนไม่มีน้ำหน้าอย่างนายจตุพรที่ชวนคนมาสร้างความวุ่นวายเพราะต้องการล้มรัฐบาล
   “ผมไม่ได้มีเป้าหมายล้มรัฐบาลนะครับ ผมมีเป้าหมายให้บ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผมยอมรับครับว่าผมไม่มีน้ำหน้าอย่างคุณจตุพรหรอกครับที่จะไปชวนคนมาสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองเพราะต้องการล้มรัฐบาล ขอให้รัฐบาลอยู่ในสิ่งที่ถูกที่ต้อง ทำหน้าที่บริหารประเทศไป นโยบายเห็นด้วยกันบ้าง ไม่เห็นด้วยกันบ้างก็ว่าไปตามกระบวนการประชาธิปไตยครับ”